การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและพลังงาน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการพลังงาน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ปัจจุบันภาวะโลกร้อน เป็นปัญหาที่มีความท้าทายต่อการใช้ชีวิตและ การดำเนินธุรกิจ กลุ่มไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจด้านพลังงาน ที่จำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเช่นเชื้อเพลิง และน้ำ การ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง อาจส่งผลต่อการดำเนิน ธุรกิจ หากใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่มีการเตรียม พร้อมรับผลกระทบ เช่น ภาวะฝนแล้งรุนแรงอาจส่งผลให้ขาดแคลน น้ำในกระบวนการผลิต หรืออุทกภัยที่ก่อให้เกิดความสูญเสียของ ชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างมากส่งผล ต่อความสามารถในการทำความร้อนและระบายความร้อนของ อุปกรณ์การผลิต

กลุ่มไทยออยล์ได้เล็งเห็นถึงความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงดำเนินการใน 2 แนวทางคือ การประเมิน ความเสี่ยงและจัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และการลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ เพื่อแสดงถึงความเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม กลุ่มไทยออยล์ได้จัดตั้งคณะกรรมการด้าน พลังงานและการสูญเสีย (Energy and Loss Committee) ในปี 2555 ซึ่งมีตัวแทนจากหน่วยงานปฏิบัติการและผู้บริหาร เพื่อประเมิน ความเสี่ยงและจัดทำแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ความผันผวนของราคาพลังงาน ภัยแล้ง อุทกภัย รวมถึงภัย ธรรมชาติต่างๆ และนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Committee) เพื่อกำหนดนโยบายหรือ มาตรการที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงดังกล่าว

กลุ่มไทยออยล์ได้จัดตั้งคณะกรรมการด้านพลังงานและการสูญเสีย (Energy and Loss Committee) ในปี 2555 ซึ่งมีตัวแทนจากหน่วยงานปฏิบัติการและผู้บริหาร เพื่อประเมินความเสี่ยงและจัดทำแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ความผันผวนของราคาพลังงาน
ภัยแล้ง อุทกภัย รวมถึงภัยธรรมชาติต่างๆ และนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Committee) เพื่อกำหนดนโยบายหรือมาตรการที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงดังกล่าว

 

จากการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พบว่าการใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตเป็นปัจจัยสำคัญในการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้นคณะกรรมการด้านพลังงานและการสูญเสีย จึงมีหน้าที่จัดทำแผนแม่บทพร้อมทั้งเป้าหมายด้านการใช้พลังงาน ผลักดันโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รวมถึงติดตามตรวจสอบการใช้พลังงานและการสูญเสียเทียบกับเป้าหมาย

ด้วยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ได้จัดทำโครงการนำร่องระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Trading Scheme : T-VETS) ซึ่งแม้ว่ายังไม่ครอบคลุมอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซในปี 2558 อย่างไรก็ตาม ไทยออยล์ตระหนักถึงความเสี่ยงพร้อมทั้งเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจจากระบบการซื้อขายใบอนุญาตดังกล่าว ในด้านความเสี่ยงนั้น หากมีการปล่อยก๊าซฯ เกินระดับที่กำหนดและต้องมีการซื้อสิทธิการปล่อยก๊าซฯ จะส่งผลให้ต้นทุนของธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น แต่ในทางกลับกันไทยออยล์ได้ริเริ่มโครงการการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องโดยมีการตั้งเป้าหมายในทุกๆปี สามารถลดการปล่อยก๊าซฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจสร้างโอกาสทางธุรกิจจากการขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซฯ ในระบบดังกล่าวได้ ดังนั้น ไทยออยล์จึงอยู่ระหว่างการพิจารณากำหนด Internal Carbon Price เพื่อเตรียมความพร้อมต่อความเสี่ยงจากกฎระเบียบดังกล่าวที่จะเกิดขึ้น และเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอนาคต

การจัดการมลภาวะทางอากาศ

ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา กลุ่มไทยออยล์เริ่มดำเนินการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงอุปกรณ์แลก เปลี่ยนความร้อน และเปลี่ยนมาใช้หัวเผา (Burners) ให้เป็นชนิดที่ปล่อยก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนในระดับตํ่าแบบพิเศษความ ร้อนดีขึ้น เป็นผลให้สามารถประหยัดพลังงานและดําเนินการผลิต สูงสุด (Ultra Low NOx Burner) ซึ่งสามารถใช้ก๊าซ ธรรมชาติที่ปลดปล่อยก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนสู่บรรยากาศต่ำ เป็นเชื้อเพลิงได้มากขึ้น

ก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ กลุ่มไทยออยล์มีการดำเนินการลดการปลดปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ 2 แนวทางด้วยกันคือ การใช้ เชื้อเพลิงที่มีกำมะถันต่ำ ซึ่งช่วยลดการเกิดก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์จากการเผาไหม้ และดำเนินโครงการปรับปรุงคุณภาพก๊าซทิ้ง (Emission Improvement Project: EIP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx) ในก๊าซทิ้งจากการ เผาไหม้ให้อยู่ในมาตรฐานที่ตํ่ากว่า 500 ส่วนในล้านส่วน เพื่อปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น และรองรับโครงการ ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตามแผนกลยุทธ์องค์กร โดยโครงการดังกล่าวใช้เงินลงทุนประมาณ 7,000 ล้านบาท และมีผล พลอยได้จากการได้ผลิตภัณฑ์กำมะถันเหลวจากการกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์

สารอินทรีย์ระเหย สารอินทรีย์ระเหยเป็นสารไฮโดรคาร์บอนที่ระเหยง่าย เช่นไอระเหยจากน้ำมันเบนซิน หรือตัวทำละลายต่างๆ หากกระบวนการผลิตหรือถังเก็บน้ำมันและตัวทำละลายไม่สามารถกักไอระเหยไว้ได้ เนื่องจากการชำรุดหรือเสื่อมสภาพของ อุปกรณ์ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการลุกติดไฟได้ ไทยออยล์จึงได้ดำเนินโครงการตรวจสอบและแก้ไข (Leak Detection and Repair, LDAR) จุดที่พบสารอินทรีย์ระเหยอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยใช้มาตรฐานสากล USEPAอย่างไรก็ตามเครือฯได้ ทำการพัฒนาระบบในการติดตาม ตรวจสอบ และบริหารจัดการสารอินทรีย์ระเหย โดยใช้เทคโนโลยีตรวจสอบที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มความถูกต้องแม่นยำและครอบคลุมหน่วยผลิตในโรงกลั่นและโรงงานปิโตรเคมีทั้งหมด โดยมีแผนจะแล้วเสร็จในปี 2558

การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

กลุ่มไทยออยล์มุ่งเน้นในการลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ลดลง และในทำ นองเดียวกันสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เครือฯจึงผลักดันการจัดการพลัง งานตามระบบมาตรฐานสากล ISO 50001 และกำหนดให้ดัชนีการใช้พลังงาน (Energy Intensity Index, EII) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ เป็นที่ยอมรับในระดับสากลในการเปรียบเทียบการใช้พลังงานกับบริษัทในกลุ่มปิโตรเลียมและปิโตรเคมีทั่วโลก กลุ่มฯได้ตั้งเป้าหมาย ลดดัชนีการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง 1-1.5 คะแนนต่อปี ตั้งแต่ปี 25xx เพื่อให้บริษัทก้าวสู่กลุ่มบริษัทชั้นนำในโลกที่มีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานเป็นเลิศ (Top Quartile Performance) ภายในปี 2561