การบริหารจัดการความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน

การวิเคราะห์รายจ่าย

Procurement by Region in 2018

 

การจัดซื้อจัดจ้างทีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Procurement)

ในการจัดซื้อสารเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) เพื่อทดแทนสารเร่งปฏิกิริยาที่หมดอายุการใช้งานแล้ว คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งมีการพิจารณาถึงคุณสมบัติของสารเร่งปฏิกิริยาในด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ
รวมทั้งพิจารณาการบริหารจัดการตลอดวัฏจักรชีวิตของสารเร่'ปฏิกิริยา (Catalyst Life Cycle Management) โดยใช้ข้อมูลปริมาณของโลหะหรือโลหะมีค่าในองค์ประกอบของสารเร่งปฏิกิริยา ในการวางแผนการแยกโลหะ เหล่านั้นออกจากสารเร่งปฏิกิริยาที่หมดอายุการใช้งานแล้ว (Metal Reclamation) เพื่อนำโลหะหรือโลหะมีค่าที่แยกได้กลับมาใช้ใหม่ เพื่อเพิ่มประโยชน์ต่อธุรกิจและลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ

การตระหนักในห่วงโซ่อุปทาน

การแบ่งกลุ่มสินค้าและงานบริการ

กลุ่มไทยออยล์มีการแบ่งกลุ่มสินค้าและงานบริการโดยใช้ปริมาณยอด การสั่งซื้อ และความสำคัญของสินค้างานบริการที่ซื้อมาใช้แบ่งกลุ่มตาม ความสำคัญสูงต่ำ เพื่อทำการจัดแบ่งรูปแบบในการบริหารจัดการ ในห่วงโซ่อุปทาน และจัดการจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม
1. สินค้ากลุ่มที่ต้องระวังและเฝ้าติดตาม (High Expenditure High Supply Risk)
2. สินค้ากลุ่มที่จะเกิดปัญหาเมื่อขาด (Low Expenditure High Supply Risk)
3. สินค้ากลุ่มที่ควรสนใจและปรับปรุงได้ดี (High Expenditure Low Supply Risk)
4. สินค้ากลุ่มที่ไม่เกิดผลกระทบมากนัก (Low Value Low Supply Risk)

การจัดการแบ่งกลุ่มประเภทของคู่ค้า (Supplier Classification)
ไทยออยล์มีการจัดหมวดหมู่คู่ค้าเป็น 4 กลุ่มดังนี้

1.) คู่ค้าเชิงกลมยุทธ์ Strategic Supplier (Critical Supplier) : คู่ค้าที่มีความสำคัญอย่างมีนัยสำคัญกับธุรกิจกลุ่มไทยออยล์โดยมีเงื่อนไข

• มูลค่าสั่งซื้อสูง
• มีการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง
• กลุ่มสินค้ามีความสำคัญสูง

2) คู่ค้าหลัก Key Supplier : คู่ค้าที่จัดหาสินค้าและงานบริการให้กับธุรกิจกลุ่มไทยออยล์โดยมีเงื่อนไข

• มูลค่าสั่งซื้อสูง
• กลุ่มสินค้ามีความสำคัญปานกลาง

3) คู่ค้าเชิงการจัดการ Managed Supplier : คู่ค้าที่จัดหาสินค้าและงานบริการให้กับธุรกิจกลุ่มไทยออยล์โดยมีเงื่อนไข

• มูลค่าสั่งซื้อต่ำ
• มีการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง
• กลุ่มสินค้ามีความสำคัญปานกลางถึงน้อย

4) คู่ค้าอื่นๆ Other Supplier : คู่ค้าที่จัดหาสินค้าและงานบริการให้กับธุรกิจกลุ่มไทยออยล์โดยมีเงื่อนไข

• มูลค่าสั่งซื้อต่ำ / มีการสั่งซื้อครั้งเดียว
• กลุ่มสินค้ามีความสำคัญน้อย

และไทยออยล์ยังมีการจัดหมวดหมู่คู่ค้าของคู่ค้า (Critical Non-tier 1 Supplier) คือ คู่ค้าที่จัดหาสินค้าและงานบริการให้กับคู่ค้าของกลุ่มไทยออยล์ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าและงานบริการที่มีความสำคัญสูงกับธุรกิจกลุ่มไทยออยล์

 

 

Ratio of Procurement Spend on Products and Services

by Group of Suppliers 2018

การประเมินความเสี่ยงคู่ค้าด้าน ESG (Supplier ESG Risk Assessment)

การประเมินความเสี่ยงด้าน ESG มุ่งเน้นไปที่การระบุความเสี่ยงด้านความยั่งยืนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโดยใช้เกณฑ์ต่อไปนี้

• แนวปฏิบัติคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ (Thaioil Group Supplier Code of Conduct)

      • ผลกระทบทางด้าน เศรษฐกิจ (Economic) สิ่งแวดล้อม (Environment) และชื่อเสียง (Reputation)

       • ความเป็นไปได้ (Likelihood Criteria)

สำหรับแต่ละมิติของผลกระทบ ESG ที่มีต่อซัพพลายเออร์ (ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ, ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม, ผลกระทบทางด้านชื่อเสียง) แต่ละกลุ่มจะเลือกจากรายการปัญหา ESG ที่ผ่านการคัดกรองล่วงหน้า (Pre-Screen Issue) แล้วแต่อย่างใดก็ตามที่มีผลกระทบมากที่สุดในแต่ละมิติ

 

ในปี 2561 ไทยออยล์ได้ประเมินความเสี่ยงคู่ค้าด้าน ESG ครอบคลุม 100% รายจ่ายในปี 2561 (1,139 คู่ค้า)

โครงการ ESG Plus Verification

  สำหรับคู่ค้าเชิงกลยุทธ์ ( Strategic Supplier/ Critical Tier 1 Supplier) และคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงทางด้าน ESG ไทยออยล์ได้ดำเนินการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านโครงการ ESG Plus Verification

  กระบวนการได้จัดแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ 1) การทวนสอบโดยกลุ่มไทยออยล์ 2) การตรวจประเมินโดยหน่วยงานอิสรจากภายนอกส สำหรับคู่ค้าที่มีผลการทวนสอบในระยะที่ 1 อยู่ในระดับความเสี่ยงสูง และ 3) การเพิ่มขีดความสามารถหรือเสริมศักยภาพให้กับคู่ค้า โดยเริ่มต้นโครงการตั้งแต่ปี 2560 ในปี 2561 นี้มีคู่ค้าที่ผ่านโครงการ ESG Plus Verification ในระยะที่ 1 จำนวน 30 ราย และโครงการดังกล่าวจะยังคงดำเนินการต่อเนื่องในระยะที่ 2 และ 3 ตามแผนงาน

การบริหารจัดการความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน

การบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน

    การหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทานก่อให้เกิดความเสี่ยงของการดำเนินธุรกิจที่มาจากประเด็นทางด้านกฎหมาย ข้อบังคับ
ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอันอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ไทยออยล์จึงตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง ในห่วงโซ่อุปทาน
ให้มีประสิทธิภาพอันเกี่ยวข้องกับประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านจริยธรรมทางธุรกิจตามแนวปฏิบัติคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ (Thaioil Group Supplier Code of Conduct : SCOC) ในปี 2561 กลุ่มไทยออยล์มีการจัดหมวดหมู่คู่ค้า (Supplier Classification) ซึ่ง
เป็นการคัดกรองและจัดหมวดหมู่คู่ค้าตามความสำคัญของสินค้าและงานบริการ เพื่อบริหารจัดการ SCOC ให้เหมาะสม

    ตั้งแต่ปี 2558 ไทยออยล์เริ่มต้นกระบวนการประเมินคู่ค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ครอบคลุมผู้จัดจำหน่าย และผู้รับเหมา
กระบวนการดังกล่าวจะมีแนวทางที่เป็นระบบและมีความสอดคล้อง โดยผู้จัดจำหน่ายและผู้รับเหมาต้องดำเนินการยอมรับแนวทาง
การดำเนินธุรกิจของคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ และตอบรับแบบสอบถามการประเมินตนเองผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ กระบวนการนี้จะทำให้
ไทยออยล์สามารถประเมินความเสี่ยงและระบุโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
กับสิทธิมนุษยชน ซึ่งรวมถึงการใช้แรงงานและแรงงานเด็ก เงื่อนไขในการทำงาน และการบังคับใช้แรงงาน กระบวนการดังกล่าวยังคง
ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

โครงการ ESG Plus Verification
      การพัฒนาไม่เพียงแต่มุ่งมั่นในเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังมุ่งเน้นให้ครอบคลุมถึงความรับผิดชอบ 3 ด้านทาง ESG คือ
สิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และจริยธรรมทางธุรกิจ (Governance) อีกด้วย โดยกลุ่มไทยออยล์ได้นำแนวคิดของ ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) มาจัดทำแผนการพัฒนาตามโครงการสำหรับ “คู่ค้า” ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่ม
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักของกลุ่มไทยออยล์ เพื่อตอบสนองต่อการบริหารความเสี่ยงตลอดสายโซ่อุปทานเชิงรุกอย่างเป็นระบบ เป็นรูปธรรม
เชิงประจักษ์ จึงเกิด “โครงการ ESG Plus Verification” ซึ่งมีความตั้งใจที่จะสนับสนุนให้คู่ค้าหลักของกลุ่มไทยออยล์ได้แสดงขีดความ
สามารถในการดำเนินงานจัดการด้าน ESG เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวทางการปฏิบัติของกลุ่มไทยออยล์อันเป็นการสร้าง
ความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจระหว่างกัน และที่สำคัญคู่ค้าจะมีส่วนในการยกระดับเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพในการจัดการและ
ดำเนินงานทางด้าน สิ่งแวดล้อม สังคม และจริยธรรมทางธุรกิจ นำสู่ความยั่งยืนของตนเอง โดยมีระยะเวลา 4 ปี ในการดำเนินงานตาม
แผนและเป้าหมายเริ่มตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา

 


Input โครงการ ESG Plus Verification

 

 

     สำหรับความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในสายโซ่อุปทานใช้แนวทางการบริหารโดยทำการสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วมของคู่ค้า
เช่น จัดให้มีการสื่อสารแก่คู่ค้าอย่างเพียงพอเหมาะสมผ่านหลากหลายช่องทาง ทบทวนข้อกำหนดเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน
และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกฎหมายแรงงาน มีการเฝ้าระวังในด้านจรรยาบรรณของคู่ค้าตามแนวทางปฏิบัติของคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์
ที่ได้กำหนดไว้ รวมถึงนำมาประยุกต์ใช้เป็นเกณฑ์ในการทวนสอบความรับผิดชอบด้าน ESG ของคู่ค้าหลักอีกด้วย สำหรับแนวทางที่รองรับ
การบริหารความเสี่ยงต่อ สิทธิมนุษยชน ด้านความมั่นคงปลอดภัย สิ่งแวดล้อม นั้นก็มีการกำหนดแนวทางและดำเนินงานเป็นไปตาม
แผนกลยุทธ์ Safe-White-Green ของบริษัท

 

การจัดกลุ่มคู่ค้าจำแนกตามผลการทวนสอบรุ่นที่ 1/2560 และ 2/2561

[ Supplier Classification In ESG Risk Management ]

แบ่งออกเป็น 4 ส่วนคือ

1. ESG Concordance Suppliers

2. SCM Risk Suppliers

3. ESG Risk Suppliers

4. High ESG Risk Suppliers

 

ความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
     สำหรับการบริหารจัดการงานจัดซื้อจัดจ้างมีการพิจารณาถึงจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ การจัดการความเสี่ยง
การบริหารสายโซ่อุปทาน อาทิ จัดตั้งหน่วยงานกำกับการปฏิบัติงานจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement Compliance Unit) และประกาศ
นโยบายการกำกับดูแลการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกฎหมายของบริษัท รวมทั้งการพัฒนาระบบงานจัดซื้อจัดจ้างให้มีความโปร่งใส
ตรวจสอบขั้นตอนการทำงานได้ เพื่อเพิ่มศักยภาพขององค์กรให้สามารถแข่งขันในระดับสากลโดยระบบ Proposal Tracking System
สำหรับคู่ค้ายื่นซองประกวดราคา ทำให้คู่ค้าได้รับความชัดเจน และยังช่วยสนับสนุนการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างที่โปรงใส สามารถ
ตรวจสอบขั้นตอนการยื่นซองประกวดราคาได้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบ Thai Oil Group Tendering System (TOP TEN)
สำหรับสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรจัดซื้อจัดจ้างในงานประกวดราคาให้เป็นไปตามประเบียบวิธีปฏิบัติของบริษัทฯ ที่กำหนด
นอกจากนี้ ยังมีการใช้ระบบ e-Auction (Online) ทีเปิดโอกาสให้คู่ค้าสามารถแข่งขันโดยการเสนอราคาได้หลายครั้ง ส่งผลให้ไทยออยล์
สามารถ จัดซื้อจัดจ้างได้ในราคาที่เหมาะสม และเกิดความเป็นธรรมกับทุกๆ ฝ่าย อีกทั้งมีการพัฒนาการส่งราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
(E-Sourcing) อีกด้วย

การฝึกอบรมพนักงานจัดซื้อจัดจ้าง

     ในปี 2561 มีการเริ่มดำเนินการเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรสายงานจัดซื้อจัดจ้างผ่าน PC Functional Competency
โดยบุคลากรที่มีประสบการณ์ด้านงานจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งได้ดำเนินการจัดอบรมทักษะที่เกี่ยวข้องกับงานจัดซื้อจัดจ้างจำนวน 11 หลักสูตร
อาทิ กลยุทธ์งานจัดซื้อจัดจ้าง การวิเคราะห์ข้อมูลการซื้อขาย การลดต้นทุน และคาดคะเนค่าใช้จ่าย ความรู้เรื่องระเบียบ ข้อกำหนด
ระเบียบวิธีปฏิบัติงานจัดซื้อจัดจ้างของบริษัท การวิเคราะห์ต้นทุนการเป็นเจ้าของ การบริหารจัดการความสัมพันธ์คู่ค้า เป็นต้น
และยังคงมีการดำเนินต่อเนื่องในปี 2562 ตามแผน

การมีส่วนร่วมของคู่ค้า

   ในขณะเดียวกัน คู่ค้าเป็นแรงสนับสนุนให้องค์กรสามารถส่งมอบงานที่มีคุณภาพและสร้างความพึงพอใจให้กับหน่วยงานภายในหรือ
คู่ค้าภายใน ไทยออยล์ได้สร้างการมีความส่วนร่วมการสื่อสาร และการรับฟังข้อคิดเห็นในประเด็นต่างๆโดยการสำรวจมุมมองของคู่ค้าที่มีต่อ
กลุ่มไทยออยล์ ในมุมมองหลักการบริหารงานจัดซื้อจัดจ้าง การบริการความโปร่งใสและยุติธรรม ซึ่งนำข้อคิดเห็นที่ได้รับมาบูรณาการเข้า
กับกระบวนการตัดสินใจและดำเนินการของบริษัท

   อีกทั้งการส่งเสริมสนับสนุนทุกกิจกรรมด้านธรรมาภิบาลผ่านการรณรงค์ และสือสารนโยบายการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงกฎระเบียบ
ข้อกำหนดของกลุ่มไทยออยล์ก็ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการงานจัดซื้อจัดจ้าง Clear Fair Professional เช่น

 


การเชิญคู่ค้าหลักเข้าร่วมฟัง SME Executive
Briefing ร่วมกับตัวแทนกลุ่มไทยออยล์ จำนวน 40 ราย

การเชิญคู่ค้าหลักเข้าร่วมการ PTT Group CG Day
ร่วมกับกลุ่มปตท. จำนวน 5 ราย

 

การสื่อสารผ่านกิจกรรมสานสัมพันธ์เพื่อให้คู่ค้าได้รับทราบ เข้าใจ และปฏิบัติตามเจตนารมณ์ ด้านความโปร่งใส
ในงานจัดซื้อจัดจ้างกลุ่มไทยออยล์ อาทิ นโยบายการงดรับของขวัญและของกำนัล (No Gift Policy)