Skip links

การบริหารจัดการด้านการ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ความท้าทาย ความเสี่ยง

และผลกระทบ 

ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นประเด็นสำคัญระดับสากลที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปให้ความสนใจอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเทศไทยได้มีการปรับเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) จากเดิมปี 2608 เป็นปี 2593 ผ่านการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) ฉบับที่ 3 (NDC 3.0) และมีการประกาศเจตนารมณ์ดังกล่าวในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Conference of the Parties: COP) ครั้งที่ 30 

ซึ่งจะส่งผลให้เกิดขับเคลื่อนการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการออกกฎหมาย มาตรการ และกลไกทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆ เพื่อผลักดันให้บรรลุการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายของประเทศ อาทิ พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ภาษีคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme: ETS) เป็นต้น ขณะเดียวกัน ความคาดหวังและพฤติกรรมการบริโภคของผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะภาคประชาชน ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้พลังงานและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่เป็นโอกาสและความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านต้นทุน ด้านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ด้านชื่อเสียงและภาพลักษณ์องค์กร เป็นต้น

จากความท้าทายต่างๆ ข้างต้น กลุ่มไทยออยล์จึงได้มีการประเมินความเสี่ยงและโอกาส เพื่อกำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์ระยะยาวให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ความมุ่งมั่น และเป้าหมาย

คณะกรรมการบริษัทฯ และผู้บริหารของกลุ่มไทยออยล์เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงความเสี่ยงและโอกาสต่างๆ จากทิศทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงข้างต้น กลุ่มไทยออยล์จึงได้มีการดำเนินการผ่านแนวทางกลยุทธ์ 2S1P เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจปัจจุบันและการใช้สินทรัพย์เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Strengthen the Core: S1) ซึ่งครอบคลุมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากกระบวนการผลิตในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีผลตอบแทนที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustaining the Future: S2) โดยเฉพาะธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ (Low Carbon and New Energy)

นอกจากนั้น คณะกรรมการบริษัทฯ ยังให้ความเห็นชอบการทบทวนเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ของกลุ่มไทยออยล์ โดยพร้อมปรับเร่งเป้าหมาย Net Zero เป็นปี 2593 หากได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่มีความคุ้มค่าด้านเศรษฐศาสตร์ และช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ รวมถึงมีการพิจารณอนุมัติการปรับโครงสร้างองค์กร โดยจัดตั้งฝ่ายความยั่งยืนองค์กรขึ้น เพื่อกำกับดูแลกลยุทธ์และบริหารจัดการด้านความยั่งยืน โดยตรงอีกด้วย

เป้าหมาย

การลดก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1 และ 2

เป้าหมายปี 2568

16,600

ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

เป้าหมายระยะยาว

ร้อยละ 15 ภายในปี 2578

ร้อยละจากปีฐาน 2572

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1 และ 2

เป้าหมายปี 2568

ไม่เกิน 3,570,000

ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี 2603

โดยพร้อมปรับเร่งเป้าหมาย Net Zero เป็นปี 2593 หากได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่มีความคุ้มค่าด้านเศรษฐศาสตร์ และช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1

เป้าหมายปี 2567

ไม่เกิน 3,510,000

ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 2

เป้าหมายปี 2568

ไม่เกิน 60,000

ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 3

เป้าหมายปี 2568

ไม่เกิน 50,000,000

ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของกลุ่มไทยออยล์

เป้าหมายครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจหลักของกลุ่มไทยออยล์ โดยคิดเป็นร้อยละ 100 ของบริษัทที่อยู่ภายใต้การควบคุมการดำเนินงาน (Operational Control) หรือมากกว่าร้อยละ 96 ของรายได้จากการขายทั้งหมด

หมายเหตุ : * เมื่อโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP) ดำเนินการเชิงพาณิชย์เต็มปี

แนวทางการบริหารจัดการ

และผลการดำเนินงาน

การกำกับดูแล

คณะกรรมการบริษัทฯ  มีบทบาทในการพิจารณาทบทวนกลยุทธ์องค์กรเพื่อให้สอดคล้องตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีการติดตามผลการดำเนินงานผ่านดัชนีวัดผลการดำเนินงาน (Corporate Key Performance Indicators) ด้านความยั่งยืน ได้แก่ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Intensity Index) ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1 และ 2 ของกลุ่มไทยออยล์ (GHG Absolute Target) เป็นประจำทุกปี รวมถึงมีการติดตามการประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคตเป็นประจำทุกไตรมาสผ่านดัชนีวัดความเสี่ยงหลัก (Corporate Key Risk Indicators) ได้แก่ ปริมาณความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission Intensity)

ทั้งนี้ ในการทบทวนกลยุทธ์ ประจำปี 2568 คณะกรรมการบริษัทฯ ได้ให้ความเห็นชอบการทบทวนเป้าหมายและแนวทางการทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของกลุ่มไทยออยล์ (Net Zero GHG Emissions Target and Pathway) โดยปรับปีฐานจากเดิม ปี 2569 เป็นปี 2572 และพร้อมปรับเร่งเป้าหมาย Net Zero เป็นปี 2593 หากได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่มีความคุ้มค่าด้านเศรษฐศาสตร์ และช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

คณะกรรมการบริษัทฯ มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (คณะกรรมการบริษัทฯ ชุดย่อย) กำกับดูแลและติดตามความคืบหน้าของการดำเนินงานด้านความยั่งยืน รวมทั้งการบริหารจัดการประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และมอบหมายให้คณะกรรมการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ระดับฝ่ายบริหาร) ซึ่งมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นประธาน ผลักดันและขัเคลื่อนการดำเนินงานและติดตามความคืบหน้า เป็นประจำทุกไตรมาส โดยผู้บริหารของกลุ่มไทยออยล์มีหน้าที่ในการบริหารจัดการตามกลยุทธ์ที่กำหนดไว้

ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงาน (ระดับฝ่ายบริหาร) และคณะทำงานชุดย่อย (ระดับผู้จัดการแผนก) เพื่อขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กลุ่มไทยออยล์ (Thaioil Group Net Zero Taskforce and Workstream) ซึ่งแบ่งออกเป็นคณะทำงานชุดย่อย 7 ชุด โดยแต่ละชุดจะประกอบด้วยประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้จัดการแผนก และพนักงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดเป้าหมาย ติดตามความคืบหน้า และผลักดันให้การดำเนินงานในการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ของกลุ่มไทยออยล์เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ โดยมี โครงสร้างการขับเคลื่อนการดำเนินงาน เพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ดังนี้

โครงสร้างการกํากับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกลุ่มไทยออยล์ สามารถสรุปได้ดังนี้

ระดับ
บทบาทและความรับผิดชอบ
ความถี่ในการประชุม
คณะกรรมการบริษัทฯ
• ให้ความเห็นชอบในการทบทวนกลยุทธ์องค์กรและแผนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน
• กำกับดูแลและประเมินผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนผ่านดัชนีวัดผลการดำเนินงาน (Corporate Key Performance Indicators) ด้านความยั่งยืน
• กำกับดูแลและประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคตผ่านดัชนีวัดความเสี่ยงหลัก (Corporate Key Risk Indicators)
เป็นประจำทุกปี
คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
(คณะกรรมการบริษัทฯ ชุดย่อย)
• กำหนดและทบทวนกลยุทธ์ แผนการดำเนินงาน เป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
• สนับสนุน ให้คำแนะนำ และส่งเสริมให้การดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน
• สนับสนุนให้คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน ปฏิบัติตนตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนจนเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร รวมถึงเข้ารับการประเมินหรือการจัดอันดับด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน
• กํากับดูแล ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน
อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
คณะกรรมการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ระดับฝ่ายบริหาร)
• กำหนดทิศทาง นโยบาย กรอบการดำเนินงาน ประเด็นสำคัญ กลยุทธ์ด้านความยั่งยืน ดัชนีชี้วัดขององค์กร รวมถึงเป้าหมายในระยะสั้นและระยะยาว ตลอดจนสร้างคุณค่าให้ผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว
• ผลักดัน ทบทวน และติดตามความคืบหน้าของแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะสั้นและระยะยาว พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบและดัชนีชี้วัดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
• ให้คำปรึกษา ความคิดเห็น คำแนะนำ ส่งเสริม และสนับสนุนทรัพยากรและบุคลากรที่เหมาะสม
• ส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ มีส่วนร่วมในการบูรณาการประเด็นสำคัญเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
• ผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุประเด็นความเสี่ยง โอกาสทางธุรกิจ รวมทั้งจัดทำแผนการบริหารความเสี่ยงและแผนการดำเนินงานรองรับโอกาสที่สำคัญและจำเป็น
• สนับสนุนและส่งเสริมให้พนักงานมีจิตสำนึกและวัฒนธรรมด้านความยั่งยืน รวมถึงสนับสนุนโครงการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง
• แต่งตั้งคณะทำงาน เพื่อรับผิดชอบการดำเนินงานและผลักดันประเด็นสำคัญหรือเร่งด่วนด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน
เป็นประจำทุกไตรมาส
คณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กลุ่มไทยออยล์
(ระดับฝ่ายบริหาร)
• จัดทำและทบทวนกลยุทธ์ เป้าหมาย ทิศทางการดำเนินงาน และตัวชี้วัด รวมถึงติดตามความคืบหน้าผลการดำเนินงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับบริษัท และภาพรวมของกลุ่มไทยออยล์
• ขับเคลื่อน ติดตาม สนับสนุน ควบคุม และประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย (Advocacy) รวมถึงกลยุทธ์และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของกลุ่มไทยออยล์
• คัดเลือกโครงการหรือกลไกที่เหมาะสม เพื่อขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานไปสู่การปฏิบัติผ่านแนวทางการลด การชดเชย และการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมาย
• ให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะ เสนอแนวทาง และผลักดันโครงการเกี่ยวกับการลดคาร์บอนและเทคโนโลยีการลดคาร์บอน รวมถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
• สื่อสารผลการดำเนินงานตามกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์
เป็นประจำทุกไตรมาส
คณะทำงานชุดย่อย เพื่อขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กลุ่มไทยออยล์ (ระดับผู้จัดการแผนก)
• ขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะทำงานชุดย่อยแต่ละคณะ เพื่อให้สอดคล้องตามกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินการเพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของกลุ่มไทยออยล์
• ศึกษา คัดเลือก จัดทำแผนปฏิบัติการ และผลักดันโครงการ หรือกลไกที่เหมาะสมในการนำไปปฏิบัติผ่านแนวทางการลด การชดเชย และการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปตามเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
• ให้ข้อมูล ข้อเสนอแนะ และร่วมจัดทำรายงานสรุปผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผลการศึกษาเทคโนโลยีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ รวมถึงการเข้าร่วมและติดตามการดำเนินงานในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับบริษัทและระดับภาพรวมของกลุ่มไทยออยล์
• จัดทำข้อเสนอแนะหรือแนวทางการดำเนินงาน (Advocacy) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกกลุ่มไทยออยล์ เพื่อให้เกิดความร่วมมือและการสนับสนุนโครงการและกลไกในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ควบคู่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจและการสร้างโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ
• แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนแสวงหาความร่วมมือในการควบคุมและลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อพัฒนาทักษะบุคลากรและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกกลุ่มไทยออยล์
• ทบทวนฐานข้อมูลและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับบริษัทและภาพรวมของกลุ่มไทยออยล์ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการทบทวนกลยุทธ์และแผนการดำเนินการ
เป็นประจำทุกไตรมาส

กลยุทธ์และแนวทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กลุ่มไทยออยล์ได้กำหนดกลยุทธ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions Strategy) หรือที่เรียกว่า กลยุทธ์ 3Cs ดังนี้

แนวทางการดำเนินงานและความคืบหน้าปี 2568 ของกลยุทธ์ 3Cs

การบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กลุ่มไทยออยล์ได้ตรวจสอบความยืดหยุ่นของกลยุทธ์ข้างต้นด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์จำลอง (Scenario Analysis) และประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อธุรกิจในสถานการณ์ต่างๆ ด้วยการประเมินความเสี่ยงและโอกาสในช่วงปี 2571 – 2578 – 2593 โดยอ้างอิงแนวทางจากมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศตาม IFRS S2 หรือ International Financial Reporting Standards S2 ซึ่งประยุกต์ใช้แนวทางการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ หรือ Task Force on Climate Related Financial Disclosures (TCFD) ในการประเมินความเสี่ยงและโอกาส โดยวิเคราะห์สถานการณ์จำลองเทียบกับสถานการณ์พื้นฐาน (Baseline Scenario) ใน 2 สถานการณ์ ดังนี้

การวิเคราะห์สถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่าน (The Transition Scenario)

กลุ่มไทยออยล์ประเมินความเสี่ยงและโอกาสใน 4 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยจากกฎหมายและกฎระเบียบของภาครัฐ (Regulatory Risk) ปัจจัยจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี (Technological Risk) ได้แก่ กรณีที่เทคโนโลยีการใช้พลังงานทางเลือกทดแทนน้ำมันมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ปัจจัยจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของตลาดและผู้บริโภค (Market Risk) ได้แก่ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคและกลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี (Downstream) ที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำตามแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ รวมไปถึงความผันผวนของราคาน้ำมันดิบจากผู้ค้าน้ำมันดิบ (Upstream) ที่ส่งผลต่อความไม่แน่นอนของรายได้ทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานยังเป็นโอกาสให้กลุ่มไทยออยล์ในการแสวงหาการลงทุนทางธุรกิจและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆและปัจจัยจากชื่อเสียงและผู้มีส่วนได้เสีย (Reputational Risk) ได้แก่ กรณีที่กลุ่มไทยออยล์ไม่มีการดำเนินการเพื่อลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ทันท่วงทีต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทๆ โดยวิเคราะห์สถานการณ์จำลองในปี 2571 – 2578 – 2593 ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำ กระบวนการผลิต และปลายน้ำ ผ่าน 2 แบบจำลองสถานการณ์ ได้แก่

NGFS-NDC หรือ Network for Greening the Financial System-Nationally Determined Contributions

เป็นสถานการณ์แนวทางการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศภายใต้นโยบายที่มีอยู่ในปัจจุบันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยสถานการณ์นี้สะท้อนถึงแนวทางนโยบายปัจจุบันและแผนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สอดคล้องกับการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ที่แต่ละประเทศกำหนด ซึ่งยังคง “ไม่เพียงพอ” ต่อการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5°C หรือ 2°C ภายใต้ข้อตกลงปารีส

NGFS-NZE หรือ Network for Greening the Financial System-Net Zero Emissions

เป็นสถานการณ์แนวทางการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศที่บรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายใน 2593 โดยสถานการณ์นี้สะท้อนถึงแนวทางการรักษาและจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่สูงขึ้นให้ “ไม่เกิน 5°C” สำเร็จ ผ่านการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเป็นไปตามคำมั่นสัญญาในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายใต้ข้อตกลงปารีส

จากผลการวิเคราะห์ประเด็นด้านความเสี่ยงและโอกาสทั้ง 4 ปัจจัยตามที่ได้กล่าวข้างต้น พบว่า ปัจจัยจากกฎหมายและกฎระเบียบของภาครัฐ เป็นประเด็นความเสี่ยงทีมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจต่อกลุ่มไทยออยล์ในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่จะบังคับใช้ในอนาคต เช่น ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme : ETS) ตามที่กำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ. ลดโลกร้อน

ความเสี่ยงและโอกาสจากนโยบายและกฎระเบียบจากภาครัฐ

ความเสี่ยงและโอกาส

จากนโยบายและกฎระเบียบจากภาครัฐ

ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันและการลงทุนในอนาคต คือ การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยที่ได้ให้คำมั่นสัญญาในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจจะเป็นความเสี่ยงต่อต้นทุนการผลิตของกลุ่มไทยออยล์เมื่อมีการออกกฎหมายและมาตรการต่างๆ

เพื่อผลักดันให้การบริหารจัดการสำเร็จตามเป้าหมาย เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ. ลดโลกร้อน การรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ กลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่จะบังคับใช้ในอนาคต เช่น ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme) เป็นต้น ที่อาจบังคับใช้โดยภาครัฐหลังปี 2573 สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตของบริษัทฯ

อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากราคาคาร์บอนที่ต้นน้ำ (Upstream) กรณีประเทศต้นทางของผู้ค้าน้ำมันดิบมีการคิดราคาคาร์บอนและกระทบต่อราคาต้นทุนวัตถุดิบที่จะสูงขึ้นด้วย และความเสี่ยงจากราคาคาร์บอนที่ปลายน้ำ (Downstream) จากมาตรการภาษีระหว่างพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Boarder Adjustment Mechanism: CBAM) ที่อาจมีผลต่อความต้องการและราคาของสินค้าปิโตรเคมีบางชนิดหากกลุ่มไทยออยล์มีการส่งออกไปหาลูกค้าในตลาดยุโรปในอนาคต

จากสภาวะดังกล่าวธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมันอาจจะปรับตัวตามไม่ทันและมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนที่สูงขึ้นและแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว อย่างไรก็ตาม มาตรการของภาครัฐอาจเป็นโอกาสให้แก่กลุ่มไทยออยล์ในการวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ หากภาครัฐมีการส่งเสริมหรือให้แรงจูงใจในการลงทุนในการผลิตและการใช้พลังงานสะอาด เช่น ธุรกิจไฮโดรเจน การผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน เป็นต้น

มาตรการรับมือ

  • แสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ (Low Carbon and New Energy) ที่มีผลตอบแทนที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดความผันผวนของผลการดำเนินงานและการพึ่งพาธุรกิจปิโตรเลียม ด้วยการปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงในอนาคตตามกลยุทธ์การสร้างการเติบโตในอนาคตได้อย่างยั่งยืน (Sustaining the Future: S2)
  • ติดตามความคืบหน้าของกฎหมายและกฎระเบียบของภาครัฐอย่างใกล้ชิด และวิเคราะห์ผลกระทบทางการเงินกรณีมีมาตการราคาคาร์บอน (Sensitivity Analysis for Carbon Pricing)
  • ติดตามผลกระทบจากราคาคาร์บอนกรณีส่งผ่านมาจากคู่ค้าน้ำมันดิบและกำหนดกลยุทธ์การสรรหา (Sourcing) ที่เหมาะสม
  • ทบทวนและดำเนินการตามแนวทางการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ในกระบวนผลิต
  • ศึกษา คัดเลือก และผลักดันโครงการ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน (Clean and Renewable Energy) ที่เหมาะสมภายในกลุ่มไทยออยล์ รวมถึงโครงการสำหรับเทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) รวมถึงศึกษาผลกระทบที่เกี่ยวข้อง เมื่อมีการผลักดันเทคโนโลยี CCUS เข้ามาดำเนินงานในหน่วยการผลิต
  • เข้าร่วมเป็นสมาชิกหรือเครือข่ายกับสมาคมด้านก๊าซเรือนกระจก เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCNN) และองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development: TBCSD) เพื่อติดตามความคืบหน้าและเสนอข้อคิดเห็นต่อกฎระเบียบของภาครัฐ และเสนอแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางการปรับตัวของภาคเอกชนไทย

ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันและการลงทุนในอนาคตคือ การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยที่ได้ให้คำมั่นสัญญาในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจจะเป็นความเสี่ยงต่อต้นทุนการผลิตของกลุ่มไทยออยล์เมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่างๆ เพื่อผลักดันให้การบริหารจัดการสำเร็จตามเป้าหมาย เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ. ลดโลกร้อน การรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ กลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่จะบังคับใช้ในอนาคต เช่น ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme) เป็นต้น ที่อาจบังคับใช้โดยภาครัฐหลังปี 2573 สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตของบริษัทฯ

อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากราคาคาร์บอนที่ต้นน้ำ (Upstream) กรณีประเทศต้นทางของผู้ค้าน้ำมันดิบมีการคิดราคาคาร์บอนและกระทบต่อราคาต้นทุนวัตถุดิบที่จะสูงขึ้นด้วย และความเสี่ยงจากราคาคาร์บอนที่ปลายน้ำ (Downstream) จากมาตรการภาษีระหว่างพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Boarder Adjustment Mechanism: CBAM) ที่อาจมีผลต่อความต้องการและราคาของสินค้าปิโตรเคมีบางชนิดหากกลุ่มไทยออยล์มีการส่งออกไปหาลูกค้าในตลาดยุโรปในอนาคต

จากสภาวะดังกล่าวธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมันอาจจะปรับตัวตามไม่ทันและมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนที่สูงขึ้นและแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว อย่างไรก็ตาม มาตรการของภาครัฐอาจเป็นโอกาสให้แก่กลุ่มไทยออยล์ในการวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ หากภาครัฐมีการส่งเสริมหรือให้แรงจูงใจในการลงทุนในการผลิตและการใช้พลังงานสะอาด เช่น ธุรกิจไฮโดรเจน การผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน เป็นต้น

มาตรการรับมือ
  • แสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ (Low Carbon and New Energy) ที่มีผลตอบแทนที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดความผันผวนของผลการดำเนินงานและการพึ่งพาธุรกิจปิโตรเลียม ด้วยการปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงในอนาคตตามกลยุทธ์การสร้างการเติบโตในอนาคตได้อย่างยั่งยืน (Sustaining the Future: S2)
  • ติดตามความคืบหน้าของกฎหมายและกฎระเบียบของภาครัฐอย่างใกล้ชิด และวิเคราะห์ผลกระทบทางการเงินกรณีมีมาตการราคาคาร์บอน (Sensitivity Analysis for Carbon Pricing)
  • ติดตามผลกระทบจากราคาคาร์บอนกรณีส่งผ่านมาจากคู่ค้าน้ำมันดิบและกำหนดกลยุทธ์การสรรหา (Sourcing) ที่เหมาะสม
  • ทบทวนและดำเนินการตามแนวทางการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ในกระบวนผลิต
  • ศึกษา คัดเลือก และผลักดันโครงการ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน (Clean and Renewable Energy) ที่เหมาะสมภายในกลุ่มไทยออยล์ รวมถึงโครงการสำหรับเทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) รวมถึงศึกษาผลกระทบที่เกี่ยวข้อง เมื่อมีการผลักดันเทคโนโลยี CCUS เข้ามาดำเนินงานในหน่วยการผลิต
  • เข้าร่วมเป็นสมาชิกหรือเครือข่ายกับสมาคมด้านก๊าซเรือนกระจก เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCNN) และองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development: TBCSD) เพื่อติดตามความคืบหน้าและเสนอข้อคิดเห็นต่อกฎระเบียบของภาครัฐ และเสนอแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางการปรับตัวของภาคเอกชนไทย

ผลการวิเคราะห์

ผลกระทบต่อการเงิน

ความเสี่ยงที่สำคัญ

1.ผลกระทบจากราคาคาร์บอน จากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าจากกระบวนการผลิตของบริษัทฯ โดยประเมินสถานการณ์ในกรณีที่ประเทศไทยใช้กลไกซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและอ้างอิงปริมาณควบคุม (Allocation) ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มไทยออยล์เมื่อโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project : CFP) ดำเนินการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบและอ้างอิงราคาคาร์บอนในปี 2571 – 2578 – 2593 ตามที่กำหนดใน 2 สถานการณ์ ประกอบด้วย NGFS-NDC และ NGFS-NZE

2. ผลกระทบจากต่อความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมัน (สินค้าของบริษัทฯ) ที่ลดลง จากการเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกของลูกค้า (Downstream) โดยอ้างอิงปริมาณความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันของอาเซียนจาก IEA World Energy Outlook 2021

3. ผลกระทบจากอัตราราคาคาร์บอน จากการเพิ่มราคาต้นทุนจากผู้ค้าน้ำมันดิบ (Upstream) กรณีผู้ค้าน้ำมันดิบได้รับผลกระทบจากมาตรการกลไกราคาคาร์บอนในประเทศต้นทางและส่งต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อบริษัทฯ ร้อยละ 100

รายละเอียดผลกระทบทางการเงินจากการวิเคราะห์สถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่าน (The Transition Scenario)

การวิเคราะห์สถานการณ์ความเสี่ยงทางกายภาพ (The Physical Scenario)

กลุ่มไทยออยล์ประเมินความเสี่ยงทางกายภาพ ทั้งกรณีผลกระทบเฉียบพลัน (Acute Impact) ได้แก่ สถานการณ์การเกิดพายุ (Storm) ที่อาจส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต (Upstream) และการขนส่งผลิตภัณฑ์ทางเรือ (Downstream) ตลอดจนความเร็วลมจากพายุที่เกิดขึ้นพัดผ่านพื้นที่ปฏิบัติการที่อาจสร้างความเสียหายต่อเครื่องจักรอุปกรณ์ในกระบวนการผลิต (Own operations) ในขณะเดียวกัน กรณีผลกระทบแบบค่อยเป็นค่อยไป (Chronic Impact) ได้แก่ สถานการณ์อุทกภัยน้ำท่วม (Flood) จากนำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นที่อาจสร้างความเสียหายต่อเครื่องจักรอุปกรณ์ในกระบวนการผลิต (Own Operations) รวมไปถึง สถานการณ์การขาดแคลนน้ำ (Water Scarcity) เพื่อการผลิตที่อาจส่งผลต่อการสรรหาน้ำเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต (Own Operations) จากการเพิ่มอุณหภูมิของโลก โดยวิเคราะห์สถานการณ์จำลองในปี 2571 – 2578 – 2593 ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงกระบวนการผลิต ซึ่งครอบคลุมโครงการใหม่ (New Operations) ได้แก่ โครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP) ผ่านแบบจำลองการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของโลกในอนาคต (Shared Socioeconomic Pathways: SSPs) ซึ่งได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ใน 2 สถานการณ์จำลอง ได้แก่

SSP 1 - 2.6 หรือ Shared Socioeconomic Pathway 1 - 2.6

เป็นสถานการณ์ "เส้นทางสู่ความยั่งยืน" ที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีปริมาณลดลงอย่างมาก ผ่านการกำหนดแนวทางการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศโดยกำหนดให้อุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.8°C ภายในปี 2603

SSP 5 - 8.5 หรือ Shared Socioeconomic Pathway 5 - 8.5

เป็นสถานการณ์ “เส้นทางขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล” ที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ผ่านการกำหนดแนวทางการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศโดยอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 4°C ภายในปี 2603

จากผลการวิเคราะห์ประเด็นด้านความเสี่ยงและโอกาส ทั้งกรณีผลกระทบเฉียบพลัน (Acute Impact) และกรณีผลกระทบแบบค่อยเป็นค่อยไป (Chronic Impact) พบว่า สถานการณ์การขาดแคลนน้ำเพื่อการผลิต (Water Scarcity) เป็นประเด็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์ในอนาคต กรณีที่บริษัทฯ ไม่สามารถสรรหาน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของกระบวนการผลิต อาจส่งผลต่อการสรรหาน้ำเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต และการลงทุนโครงการขยาย เช่น Clean Fuel Project (CFP) และโครงการอื่นๆ ในอนาคต 

ความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ (Water Scarcity Risk)

ความเสี่ยง

จากการขาดแคลนน้ำ (Water Scarcity Risk)

ความเสี่ยงทางกายภาพที่มีนัยสำคัญสูงของกลุ่มไทยออยล์ คือกรณีการขาดแคลนน้ำเพื่อการผลิต อาจส่งผลต่อการสรรหาน้ำเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต และการลงทุนโครงการขยาย เช่น โครงการพลังงานสะอาด (CFP) และโครงการอื่นๆ ในอนาคต เป็นต้น

ซึ่งจัดเป็น Chronic Impact อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการขาดแคลนน้ำ ตลอดจนความต้องการใช้น้ำจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย ที่กำลังมีการดำเนินโครงการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ซึ่งส่งผลให้ความต้องการการใช้น้ำบริเวณพื้นที่ภาคตะวันออกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต กลุ่มไทยออยล์ได้เล็งเห็นความสำคัญในการเตรียมความพร้อมรับมือเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ กระบวนการผลิต สิ่งแวดล้อม และชุมชน

กลุ่มไทยออยล์จึงได้ติดตาม คาดการณ์ และประเมินความเสี่ยงของสถานการณ์น้ำ พร้อมวิเคราะห์สถานการณ์จำลอง (Scenario Analysis) และความอ่อนไหวต่อธุรกิจ (Sensitivity Analysis) กรณีกระบวนการผลิตมีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำในสัดส่วนต่างๆ โดยหน่วยงานความเสี่ยงร่วมกับคณะทำงานการบริหารจัดการน้ำของกลุ่มไทยออยล์เป็นประจำ ทั้งยังนำ WRI Aqueduct Water Tools ที่พัฒนาโดย World Resource Institute ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงาน และเข้าร่วมกับหน่วยงานภายนอกองค์กรและหน่วยงานราชการ เช่น คณะทำงานการบริหารจัดการน้ำของกลุ่ม ปตท. (PTT Group Water Committee) ของพื้นที่ภาคตะวันออก คณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการน้ำภาคตะวันออก (Keyman Water War Room) และสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น เพื่อสร้างเครือข่ายในการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการในทุกภาคส่วน และกำหนดมาตรการเชิงรุกในการลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตและชุมชนร่วมกันอย่างทันท่วงที

มาตรการรับมือ

เพื่อรักษาดุลยภาพระหว่างการดำเนินธุรกิจและผู้มีส่วนได้เสีย กลุ่มไทยออยล์เห็นพ้องกับหน่วยงานภาครัฐโดยให้ความสำคัญกับชุมชนเป็นอันดับแรกหากเกิดสภาวะขาดแคลนน้ำ เพื่อให้ชุมชนได้รับน้ำที่เพียงพอต่อการทำเกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค ซึ่งจะได้รับการจัดสรรน้ำจากหน่วยงานภาครัฐก่อนที่หน่วยงานภาครัฐจะส่งน้ำมาให้กลุ่มไทยออยล์ และเพื่อรองรับต่อสถานการณ์ดังกล่าว กลุ่มไทยออยล์ได้กำหนดกลยุทธ์ระยะยาว “Long – term Water Supply Strategy ปี 2568 – 2572 เพื่อเพิ่มความมั่นคงและลดความเสี่ยงกรณีขาดแคลนน้ำที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ตลอดจนรองรับความต้องการการใช้น้ำสำหรับโครงการขยายในอนาคต โดยมีการบริหารจัดการ ดังนี้

ในปัจจุบันกลุ่มไทยออยล์ใช้น้ำอยู่ 2 ประเภทคือ น้ำทะเล โดยมีหน่วยกลั่นน้ำทะเล (Desalination Unit) ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำทะเลเป็นน้ำจืด และ น้ำดิบ ที่รับมาจากผู้จัดสรรน้ำ 1 แหล่งคือ อ่างเก็บน้ำบางพระโดยกรมชลประทาน ที่มีการจัดสรรน้ำอย่างบูรณาการร่วมกับกลุ่มไทยออยล์โดยสัมพันธ์กับนโยบายของรัฐหรือบริบทของพื้นที่ที่ใช้น้ำร่วมกัน เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตของกลุ่มไทยออยล์ เช่น ระบบหอหล่อเย็น ระบบการผลิตน้ำปราศจากแร่ธาตุเพื่อผลิตไอน้ำ และในกระบวนการผลิตอื่นๆ เป็นต้น โดยผ่านการปรับปรุงคุณภาพน้ำและควบคุมคุณภาพน้ำให้ดีกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดก่อนระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และหลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) ในการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

โครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ภายใต้กลยุทธ์ระยะยาว “Long-term Water Supply Strategy ปี 2568 - 2572” เช่น

  • โครงการศึกษาการนำน้ำทิ้งชุมชนเมืองพัทยากลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ (Pattaya Wastewater Recycle) 

นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เช่น

โครงการแหล่งน้ำดิบจากบ่อน้ำเอกชน ที่มีศักยภาพและไม่มีผลกระทบกับการใช้น้ำของชุมชนและเกษตรกร เพื่อการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพิ่มความหลากหลายในการบริหารจัดการแหล่งน้ำ (Water Supply Management) เพื่อลดความสี่ยงกรณีขาดแคลนน้ำดิบ บริษัทฯ ได้ทำสัญญาซื้อขายน้ำดิบกับเอกชนเรียบร้อย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำดิบ และระบบควบคุมคุณภาพด้วยระบบออสโมซิส (RO)

ความเสี่ยงทางกายภาพที่มีนัยสำคัญสูงของกลุ่มไทยออยล์ คือกรณีการขาดแคลนน้ำเพื่อการผลิต อาจส่งผลต่อการสรรหาน้ำเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต และการลงทุนโครงการขยาย เช่น โครงการพลังงานสะอาด (CFP) และโครงการอื่นๆ ในอนาคต เป็นต้น ซึ่งจัดเป็น Chronic Impact อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการขาดแคลนน้ำ ตลอดจนความต้องการใช้น้ำจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย ที่กำลังมีการดำเนินโครงการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ซึ่งส่งผลให้ความต้องการการใช้น้ำบริเวณพื้นที่ภาคตะวันออกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต กลุ่มไทยออยล์ได้เล็งเห็นความสำคัญในการเตรียมความพร้อมรับมือเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ กระบวนการผลิต สิ่งแวดล้อม และชุมชน

กลุ่มไทยออยล์จึงได้ติดตาม คาดการณ์ และประเมินความเสี่ยงของสถานการณ์น้ำ พร้อมวิเคราะห์สถานการณ์จำลอง (Scenario Analysis) และความอ่อนไหวต่อธุรกิจ (Sensitivity Analysis) กรณีกระบวนการผลิตมีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำในสัดส่วนต่างๆ โดยหน่วยงานความเสี่ยงร่วมกับคณะทำงานการบริหารจัดการน้ำของกลุ่มไทยออยล์เป็นประจำ ทั้งยังนำ WRI Aqueduct Water Tools ที่พัฒนาโดย World Resource Institute ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงาน และเข้าร่วมกับหน่วยงานภายนอกองค์กรและหน่วยงานราชการ เช่น คณะทำงานการบริหารจัดการน้ำของกลุ่ม ปตท. (PTT Group Water Committee) ของพื้นที่ภาคตะวันออก คณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการน้ำภาคตะวันออก (Keyman Water War Room) และสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น เพื่อสร้างเครือข่ายในการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการในทุกภาคส่วน และกำหนดมาตรการเชิงรุกในการลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตและชุมชนร่วมกันอย่างทันท่วงที

มาตรการรับมือ

เพื่อรักษาดุลยภาพระหว่างการดำเนินธุรกิจและผู้มีส่วนได้เสีย กลุ่มไทยออยล์เห็นพ้องกับหน่วยงานภาครัฐโดยให้ความสำคัญกับชุมชนเป็นอันดับแรกหากเกิดสภาวะขาดแคลนน้ำ เพื่อให้ชุมชนได้รับน้ำที่เพียงพอต่อการทำเกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค ซึ่งจะได้รับการจัดสรรน้ำจากหน่วยงานภาครัฐก่อนที่หน่วยงานภาครัฐจะส่งน้ำมาให้กลุ่มไทยออยล์ และเพื่อรองรับต่อสถานการณ์ดังกล่าว กลุ่มไทยออยล์ได้กำหนดกลยุทธ์ระยะยาว “Long – term Water Supply Strategy ปี 2568 – 2572 เพื่อเพิ่มความมั่นคงและลดความเสี่ยงกรณีขาดแคลนน้ำที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ตลอดจนรองรับความต้องการการใช้น้ำสำหรับโครงการขยายในอนาคต โดยมีการบริหารจัดการ ดังนี้

ในปัจจุบันกลุ่มไทยออยล์ใช้น้ำอยู่ 2 ประเภทคือ น้ำทะเล โดยมีหน่วยกลั่นน้ำทะเล (Desalination Unit) ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำทะเลเป็นน้ำจืด และ น้ำดิบ ที่รับมาจากผู้จัดสรรน้ำ 1 แหล่งคือ อ่างเก็บน้ำบางพระโดยกรมชลประทาน ที่มีการจัดสรรน้ำอย่างบูรณาการร่วมกับกลุ่มไทยออยล์โดยสัมพันธ์กับนโยบายของรัฐหรือบริบทของพื้นที่ที่ใช้น้ำร่วมกัน เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตของกลุ่มไทยออยล์ เช่น ระบบหอหล่อเย็น ระบบการผลิตน้ำปราศจากแร่ธาตุเพื่อผลิตไอน้ำ และในกระบวนการผลิตอื่นๆ เป็นต้น โดยผ่านการปรับปรุงคุณภาพน้ำและควบคุมคุณภาพน้ำให้ดีกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดก่อนระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และหลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) ในการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

โครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ภายใต้กลยุทธ์ระยะยาว “Long-term Water Supply Strategy ปี 2568 - 2572” เช่น
  • โครงการศึกษาการนำน้ำทิ้งชุมชนเมืองพัทยากลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ (Pattaya Wastewater Recycle)
นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เช่น
  • โครงการแหล่งน้ำดิบจากบ่อน้ำเอกชน ที่มีศักยภาพและไม่มีผลกระทบกับการใช้น้ำของชุมชนและเกษตรกร เพื่อการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพิ่มความหลากหลายในการบริหารจัดการแหล่งน้ำ (Water Supply Management) เพื่อลดความสี่ยงกรณีขาดแคลนน้ำดิบ บริษัทฯ ได้ทำสัญญาซื้อขายน้ำดิบกับเอกชนเรียบร้อย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำดิบ และระบบควบคุมคุณภาพด้วยระบบออสโมซิส (RO)

ผลการวิเคราะห์

ผลกระทบต่อการเงิน

ความเสี่ยงที่สำคัญ

1. ผลกระทบจากภาวะขาดแคลนน้ำ กรณีแหล่งน้ำจากภาครัฐลดการจ่ายน้ำให้บริษัทฯ ลงร้อยละ 10 บริษัทฯ จะดำเนินการลงทุนตามมาตรการ Long-term Water Supply Strategy ปี 2568 – 2572 โดยมีการพิจารณาปรับเพิ่มปริมาณน้ำดิบจากแหล่งน้ำเอกชน และการพิจารณาปรับเพิ่มน้ำจืดจากน้ำทะเล โดยหน่วยกลั่นน้ำทะเล (Thermal Desalination Unit) รวมทั้งการวางแผนสำรองน้ำดิบในพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อจัดหาน้ำดิบให้เพียงพอต่อกระบวนการผลิต ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

การกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing: ICP)

กลุ่มไทยออยล์ได้นำการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Price: ICP) มาใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินผลกระทบของราคาคาร์บอนต่อความคุ้มทุนสำหรับโครงการลงทุนของกลุ่มไทยออยล์ที่ก่อให้เกิดการเพิ่มหรือลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (ขอบเขตที่ 1) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (ขอบเขตที่ 2) โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ ได้แก่ ดังนี้

  1. เพื่อผลักดันการลงทุนในธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและพลังงานรูปแบบใหม่ และการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยนำผลกระทบของราคาคาร์บอนมาเป็นปัจจัยในการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ที่จะได้รับ รวมถึงประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อสร้างโอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและพลังงานรูปแบบใหม่ ตลอดจนเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจลงทุนเชิงกลยุทธ์ในระยะยาวและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว
  2. เพื่อสนับสนุนการกำหนดกลยุทธ์และการวางแผนทางการเงิน โดยนำราคาคาร์บอนมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) ทั้งในการประเมินและการบริหารจัดการความเสี่ยง รวมถึงโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มไทยออยล์สามารถวางแผนกลยุทธ์และแผนการบริหารจัดการการเงิน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกลไกราคาคาร์บอน ที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของกลุ่มไทยออยล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ภาษีคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น

ทั้งนี้ กลุ่มไทยออยล์มีการนำการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (ICP) มาประยุกต์ใช้ในการลงทุนทุกประเภทการลงทุนของกลุ่มไทยออยล์ ตามขอบเขตการบังคับใช้นโยบายการลงทุนของกลุ่มไทยออยล์ (TOP Group Investment Management Procedure: TIM) และกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในกระบวนการผลิต (Plant Change Procedure) เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจลงทุน ทั้งการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิม (Existing) และการลงทุนที่ก่อให้เกิดสินทรัพย์ใหม่ ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นในโครงการนั้นๆ มากกว่าร้อยละ 50

ปัจจุบัน คณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้มีการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (ICP) เพื่อเป็นราคาเงา (Shadow Price) ในการพิจารณาเปรียบเทียบผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นในการลงทุน โดยพิจารณาเทียบเคียงจากข้อกำหนดทางกฎหมายของประเทศที่ไปลงทุน (External Carbon Price) และการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. (Peer Practice) ดังนี้

  1. โครงการลงทุนประเภทที่ช่วยให้ก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มไทยออยล์ลดลง
    • กำหนด ICP ไว้ที่ 20 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  1. โครงการลงทุนประเภทที่ก่อให้เกิดการเพิ่มก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มไทยออยล์ แบ่งเป็น 2 กรณี
    • การลงทุนในประเทศที่ไม่มีกฎหมายคาร์บอน (รวมถึงประเทศไทย) กำหนด ICP ไว้ที่ 20 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
    • การลงทุนในประเทศที่มีกฎหมายคาร์บอน กำหนดให้ใช้ราคาจริงตามประเทศนั้นๆ

ปี 2568

ผลการดำเนินงาน

แหล่งน้ำจากภาครัฐลดการจ่ายน้ำให้บริษัทฯ ลงร้อยละ 10 บริษัทฯ จะดำเนินการลงทุนตามมาตรการ Long-term Water Supply Strategy ปี 2568 – 2572 โดยมีการพิจารณาปรับเพิ่มปริมาณน้ำดิบจากแหล่งน้ำเอกชน และการพิจารณาปรับเพิ่มน้ำจืดจากน้ำทะเล โดยหน่วยกลั่นน้ำทะเล (Thermal Desalination Unit) รวมทั้งการวางแผนสำรองน้ำดิบในพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อจัดหาน้ำดิบให้เพียงพอต่อกระบวนการผลิต ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (ขอบเขตที่ 1)

กลุ่มไทยออยล์มีการดำเนินโครงการรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency Improvement : EE)  จำนวน 23 โครงการ โดยมีโครงการที่สำคัญ เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสำหรับเดินเครื่องกังหันก๊าซ (Gas Turbine) ของบริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด (Higher Power Production Efficiency by GHG Utilization Optimization at TOP SPP) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของหน่วยผลิตกำมะถัน (Optimize the Energy by Operating All Sulfur Recovery Unit) ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 36,115 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยมีปริมาณความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission Intensity) ขอบเขตที่ 1 และ 2 อยู่ที่ 0.0316 ตันต่อล้านบาร์เรลการผลิตเทียบเท่าน้ำมันดิบ ซึ่งต่ำกว่าค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 0.0354 ตันต่อล้านบาร์เรลการผลิตเทียบเท่าน้ำมันดิบ

นอกจากนั้น กลุ่มไทยออยล์ยังมีการดำเนินโครงการด้านพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มไทยออยล์และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศผ่านการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานร่วม ณ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ของบริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด ซึ่งขยายขอบเขตจากเดิม ขนาด 239 เมกะวัตต์ เป็นขนาด 354 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกดังกล่าวข้างต้น สามารถควบคุมก๊าซมีเทนให้อยู่ภายใต้เป้าหมายที่กำหนด เนื่องจากก๊าซมีเทนของกลุ่มไทยออยล์ส่วนใหญ่มาจากแหล่งกำเนิดเดียวกันกับแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจก

สำหรับปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ได้รับการรับรองและรางวัลจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนี้
  • รางวัล Climate Action Excellence Awards ประจำปี 2568 โดยบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล Climate Action Excellence Awards ซึ่งเป็นรางวัลระดับสูงสุดของรางวัล Climate Change Awards จากสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้นำการมุ่งส่งเสริมและจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครบทุกมิติอย่างเป็นรูปธรรมและขยายผลสู่ Low Carbon Society
  • การขอต่ออายุและขยายขอบเขตอายุโครงการ T-VER ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานร่วม ณ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ของบริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด จากเดิม ขนาด 239 เมกะวัตต์ เป็นขนาด 354 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการดำเนินงาน เพื่อขอรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตเพิ่มเติมจากการดำเนินงาน ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับการรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตสะสมจากการลดก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ปี 2563-2567 รวมทั้งสิ้นกว่า 1,674,618 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  • การขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER โดยโครงการไทยออยล์ปลูกป่าชายเลนยั่งยืน ประจำปี 2568 ในจังหวัดตรัง ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเป็นโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต จำนวน 300 ไร่ ในจังหวัดตรัง ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER จาก อบก. โดยคาดว่าจะมีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดหรือกักเก็บได้ 825 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
  • ประกาศนียบัตรเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) ซึ่งเป็นการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยพาราไซลีน จำกัด และบริษัท ลาบิกซ์ จำกัด และได้รับการรับรองจาก อบก. ซึ่งถือเป็นการได้รับการรับประกาศนียบัตร CFP ครบทั้งสายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี อย่างไรก็ตาม กลุ่มไทยออยล์ได้วางแผนขยายขอบเขตการประเมิน CFP ไปยังผลิตภัณฑ์ของบริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด และขยายขอบเขตสู่การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) เพื่อประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรในขอบเขตที่ 1-3 ต่อไป
  • ใบประกาศเกียรติคุณโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme: LESS) โดยกลุ่มไทยออยล์ ประกอบด้วยบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยพาราไซลีน จำกัด บริษัท ลาบิกซ์ จำกัด บริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด และบริษัท ศักดิ์ไชยสิทธิ จำกัด ได้รับใบประกาศเกียรติคุณโครงการ LESS จาก อบก.ในฐานะผู้ดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกด้วยตนเองด้วยการดำเนินโครงการด้านอนุรักษ์พลังงานจากโครงการต่างๆ เช่น โครงการลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงโดยการเพิ่มอุณหภูมิของอากาศขาเข้าเตาเผาของหน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเบนซินที่ 2 (Hydrotreater Unit-2) โครงการลดการใช้พลังงานโดยการเปลี่ยนตัวเร่งปฏิกิริยาที่หน่วยกำจัดกำมะถันและฟอกสี (HFU Catalyst Replacement) โครงการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เครื่องอัดก๊าซ (Compressor) ด้วยการใช้มอเตอร์แบบแปรผันความเร็วที่เตาของหน่วยกลั่นสารไซลีน (Xylene Rerun Unit) โครงการปรับลดการใช้เชื้อเพลิงของหน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมันไฮโดรคาร์บอน (Unionfining Unit) ของบริษัท ลาบิกซ์ จำกัด และโครงการลดการใช้พลังงานในระบบไฟฟ้าแสงสว่างด้วยการเปลี่ยนอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง เป็นต้น โดยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกจากโครงการด้านพลังงานได้ถึง 2,748 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือเป็นการได้รับการรับใบประกาศเกียรติคุณ LESS ทั้งธุรกิจปิโตรเลียม ปิโตรเคมี และไฟฟ้า ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2559 กลุ่มไทยออยล์สามารถลดก๊าซเรือนกระจกด้วยการดำเนินโครงการด้านอนุรักษ์พลังงานและโครงการด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในฐานะผู้ดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกด้วยตนเองและผู้ให้การสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม รวมทั้งสิ้น 74,429 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  • รางวัล LESS Friendship Awards ประจำปี 2568 โดยบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลประเภท รางวัลองค์กรยอดเยี่ยม ระดับ Silver จาก อบก. ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมและส่งเสริมการขยายผลด้านการลดและกักเก็บก๊าซเรือนกระจกสู่พันธมิตรอย่างยั่งยืน
  • รางวัล T-VER Awards ประจำปี 2568 โดยบริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด ได้รับรางวัลประเภทรางวัลโครงการคาร์บอนเครดิตยอดเยี่ยม ประเภท การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานและความร้อน ในฐานะองค์กรที่มีโครงการที่มีปริมาณคาร์บอนเครดิตสะสมที่ได้รับการรับรองจาก อบก. สูงสุดอยู่ที่ 1,674,618 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  • โล่รางวัลผู้ช่วยเหลือราชการกรมป่าไม้ ประจำปี 2568 โดยบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลผู้ช่วยเหลือราชการกรมป่า สาขาการฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ ในฐานะองค์กรที่สนับสนุนการปลูกและฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทย จากกรมป่าไม้ ผ่านการดำเนินโครงการปลูกป่า เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ รวมถึงประโยชน์ทางคาร์บอนเครดิต จำนวน 8,300 ไร่ในจังหวัดแพร่

            กลุ่มไทยออยล์ได้กำหนดเป้าหมายระยะยาว ระยะกลาง และเป้าหมายรายปี ซึ่งเป้าหมายรายปีมีการประเมินจากปริมาณพลังงานที่ใช้ของแผนธุรกิจในแต่ละปี โดยการดำเนินโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตในปี 2568 ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์สามารถบรรลุเป้าหมายก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 ที่กำหนดไว้ ดังนี้

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (ขอบเขตที่ 2)

กลุ่มไทยออยล์มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (ขอบเขตที่ 2) จากการซื้อพลังงานไฟฟ้า โดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (ขอบเขตที่ 2) อยู่ที่ 34,628 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นร้อยละ 1.06 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1 และ 2 ซึ่งบรรลุตามเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 2 ที่กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 60,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

อย่างไรก็ตาม กลุ่มไทยออยล์มีการดำเนินโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียน รวมถึงมีการใช้ไฟฟ้าจากการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาของอาคารสัฏฐิวรรษวิรุฬห์ อาคารหอประชุมไทยออยล์ อาคารลานจอดรถ 2 ด้านหน้าห้องปฏิบัติการ และอาคารสำนักงานวิศวกรรม

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (ขอบเขตที่ 3)

การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (ขอบเขตที่ 3) ในห่วงโซ่คุณค่าของกลุ่มไทยออยล์ มีดังนี้

สนับสนุนการจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากคู่ค้า (Green Procurement) ซึ่งสามารถดำเนินการได้ร้อยละ 99 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ร้อยละ 97 โดยมีการวางแผนการดำเนินงาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การเช่ารถไฟฟ้า (Electrical Vehicle) เพื่อใช้งานที่อาคารสำนักงานกรุงเทพและศรีราชา การเปลี่ยนหลอดไฟให้เป็นหลอด LED เป็นต้น

ศึกษาและสร้างโอกาสในการเพิ่มมูลค่าของเสียจากการฝังกลบผ่านการจัดการโดยวิธีการ 3Rs เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการฝังกลบกากของเสีย โดยในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์สามารถบรรลุเป้าหมายการฝังกลบของเสียเป็นศูนย์ตามที่ตั้งไว้อย่างต่อเนื่อง

ดำเนินโครงการศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อเตรียมความพร้อมในการขอใบรับรองด้านความยั่งยืนและคาร์บอนระหว่างประเทศ (International Sustainability and Carbon Certification: ISCC)

จำหน่ายผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ เพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกขั้นปลายจากผู้บริโภค ได้แก่ ไบโอดีเซล แก๊สโซฮอล (Gasohol) ไบโอเอทานอล สารตั้งต้นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด (Linear Alkyl Benzene: LAB) สารอัลคิลเบนซีนหนัก (Heavy Alkyl Benzene: HAB) ผลิตภัณฑ์สารชะล้างทำความสะอาด (Keen) น้ำมันยางสะอาด น้ำมันเตากำมะถันต่ำที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกินร้อยละ 0.5 สารทำละลายที่ปราศจากสารเบนซีน เป็นต้น

นอกจากนั้น กลุ่มไทยออยล์มุ่งมั่นที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตและจากผู้ใช้ขั้นปลาย แม้ว่าบริษัทฯ จะไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดการรายงานตามระเบียบของสหภาพยุโรป (European Union: EU) รวมไปถึงกรอบมาตรฐานกลางที่ใช้จัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศไทย (Thailand Taxonomy Framework) ระยะที่ 1 ในปัจจุบันที่ครอบเฉพาะภาคพลังงานและภาคการขนส่ง โดยที่ภาคส่วนอื่น ๆ รวมถึงภาคการผลิตยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้ระบุและจำแนกผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของแนวทางการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (EU Taxonomy Framework) มาปรับใช้โดยสมัครใจ

ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์มีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอยู่ทั้งหมด 5 ประเภท 10 ผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยสนับสนุนการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามวัตถุประสงค์ของ EU Taxonomy Framework ดังนี้

ประเภทผลิตภัณฑ์สีเขียว
รายชื่อผลิตภัณฑ์ของกลุ่มไทยออยล์
บริษัท
ยอดขาย (ล้านบาท)
ปริมาณ
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้พืชหรือผลผลิตจากการเกษตรทดแทนวัตถุดิบจากปิโตรเลียม (Bio-based Product)
เอทานอลจากมันสำปะหลัง
Thaioil Ethanol Company Limited (TET)
1,715.70
56.40 ล้านลิตร
ผลิตภัณฑ์ที่สามารถแตกสลายได้โดยชีวภาพ (Biodegradable Product)
Linear Alkyl Benzene (LAB)
LABIX Company Limited (LABIX)
6,312.73
133,922.19 ตัน
Heavy Alkyl Benzene (HAB)
80.94
2,380.53 ตัน
ผลิตภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้โดยชีวภาพ (Compostable Product)
ผลิตภัณฑ์สารชะล้างทำความสะอาด (KEEEN)
TOPNEXT International Company Limited (TX)
0.60
3.40 ตัน
ผลิตภัณฑ์ที่ลดการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (Emission Reduction)
สารทำละลายที่ปราศจากสารเบนซีน ได้แก่
TOPNEXT International Company Limited (TX)
– TOPSol BF: Benzene Free
57.97
1,349.19 ตัน
– Xylene (Isomer): Low Ethylbenzene
1,470.41
56,782.18 ตัน
ผลิตภัณฑ์ที่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มเดียวกันในตลาด (Avoided GHG Emission Product)
Cyclopentane CP80, CP97 ซึ่งเป็นสารทดแทน CFC และ HCFC
TOPNEXT International Company Limited (TX)
21.10
388.70 ตัน
แก๊สโซฮอล (Gasohol)
Thai Oil Public Company Limited (TOP)
39,084.60
1,439.73 ล้านลิตร
ไบโอดีเซล (Biodiesel)
117,821.28
4,326.50 ล้านลิตร

ประสิทธิภาพและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS)

ในปี 2565 กลุ่มไทยออยล์ได้ทำการศึกษาเบื้องต้นสำหรับหน่วยผลิตที่มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS พร้อมทั้งประมาณการงบประมาณการลงทุนสำหรับการติดตั้งระบบดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิต รวมถึงการขนส่งและการกักเก็บเพื่อบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในช่วงเวลาต่างๆ นอกจากนี้ กลุ่มไทยออยล์ร่วมมือกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 เพื่อดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยี CCS โดยเทียบเคียงมุมมองทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากล การศึกษาครอบคลุมการวิเคราะห์ความพร้อมของเทคโนโลยี รวมถึงการประเมินผลกระทบทางการเงิน การสนับสนุนด้านกฎระเบียบจากองค์กรต่างๆ ในระดับภูมิภาคและระดับสากล ตลอดจนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นและมีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี CCUS  รวมถึงการประเมินความต้องการของเทคโนโลยี CCUS ในภาคส่วนต่างๆทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ในปี 2566 ผลการศึกษา ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าของ CCS ข้างต้นได้ถูกรวบรวมเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์เกี่ยวกับโครงการ Eastern Thailand CCS Hub เพื่อสื่อสารให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทราบถึงความจำเป็นของกรอบนโยบายและกลไกกฎระเบียบในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินโครงการ CCS ในประเทศไทย 

ในปี 2567 บริษัทฯ และกลุ่ม ปตท. ได้มีการหารือกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ และกรมเจ้าท่า เพื่อให้การสนับสนุนการดำเนินการให้สอดคล้องตามเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย รวมถึงผลักดันนโยบาย กฎหมาย และแนวทางสนับสนุน ตลอดจนการหาโอกาสในการจัดหาแหล่งเงินลงทุนและศึกษาความต้องการของตลาดอีกด้วย

ในปี 2568 บริษัทฯ และกลุ่ม ปตท.ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) ร่วมกับกลุ่ม ปตท. จำนวน 2 ฉบับสำหรับโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS) และการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Hydrogen) ควบคู่กับร่วมเป็นคณะทำงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ กลุ่ม ปตท. เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อศึกษาแนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงาน รวมถึงความเป็นไปได้ในการลงทุนในเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทน และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน

นอกจากนี้ ผลการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นเกี่ยวกับการลงทุนในเทคโนโลยี CCS โดยวิเคราะห์จากโครงการ Longship และ Northern Lights (Bellona,2020) ในประเทศนอร์เวย์  พบว่า ต้นทุนการลงทุน (CAPEX) และต้นทุนการดำเนินงาน (OPEX) ของเทคโนโลยี CCS ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Levelized Cost) มีค่าใช้จ่ายลงทุนอยู่ในระดับที่สูง เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการ CCS บริษัทฯ วางแผนการดำเนินการสำรวจและศึกษาต่อเนื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนที่มีต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนในอนาคตได้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการพัฒนาโมเดลธุรกิจ CCS ร่วมกับกลุ่มปตท. และกลุ่มพันธมิตร รวมทั้งแสวงหาแหล่งเงินทุนสนับสนุน เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ภายในกรอบระยะเวลาและต้นทุนที่เหมาะสม สำหรับการศึกษาที่จะดำเนินการเพิ่มเติม จะครอบคลุมทั้งเทคโนโลยี CCS โดยตัวอย่างเทคโนโลยีที่มีความพร้อมใช้งานในปัจจุบัน อาทิ เช่น เทคโนโลยีการดูดซับด้วยสารดูดซับ (Amine-based Solvents) ระบบท่อส่งคาร์บอนบนบกและนอกชายฝั่ง (Onshore and Offshore Pipelines)  ซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจในอนาคต และเพิ่มความมั่นใจในความสำเร็จของโครงการ CCS 

 

หมายเหตุ: 
1. อ้างอิงจากโครงการ Longship และ Northern Lights ในประเทศนอร์เวย์พบว่าต้นทุนการลงทุน (CAPEX) และต้นทุนการดำเนินงาน (OPEX) ของเทคโนโลยี CCS ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Levelized Cost) อยู่ที่ประมาณ มากกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (USD/tCO₂e) (https://bellona.org/publication/briefing-norways-longship-ccs-project)

เอกสารดาวน์โหลด

แนวทางการดำเนินงานและความคืบหน้าปี 2567 ของกลยุทธ์ 3Cs

Thaioil's Physical Risk Report

Thaioil's Transition Risk Report

Thaioil Greenhouse Gas Emission Performance and Target 2024

2023 Assurance Statement of Third Party Verification for Greenhouse Gas Scope 3

นักลงทุนสัมพันธ์

ข่าวสารและประกาศ

ติดต่อเรา

ร่วมงานกับเรา

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การแจ้งข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง การป้องกัน หรือการควบคุมโรคจากสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชน ที่ได้รับหรืออาจได้รับมลพิษ พ.ศ. 2567

การปลูกฝังเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี

การปลูกฝังเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ และการต่อต้านการทุจริต ตั้งแต่เริ่มทำงานวันแรก โดยผนวกเนื้อหาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรปฐมนิเทศสำหรับพนักงานใหม่พร้อมกับส่งมอบคู่มือ CG ผ่านระบบ CG Reporting ส่งผลให้พนักงานใหม่ได้รับการสื่อสารข้อมูลและฝึกอบรม ครบร้อยละ 100 

การจัดกิจกรรมมอบองค์ความรู้ให้กับลูกค้าทั้งในรูปแบบ Online และ On-Site ในหัวข้อต่างๆ

การจัดกิจกรรมมอบองค์ความรู้ให้กับลูกค้าทั้งในรูปแบบ Online และ On-Site ในหัวข้อต่างๆ อาทิ Fundamental of Refinery Process และ Business Overview & Refinery Overview เพื่อให้ลูกค้ามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของภาพรวมธุรกิจของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน และสถานการณ์ตลาดมากยิ่งขึ้น

การจัดกิจกรรม "Safety and Happy Hours” ให้กับพนักงานขับรถ ประจำปี 2567

การจัดกิจกรรม “Safety and Happy Hours” ให้กับพนักงานขับรถ ประจำปี 2567 เพื่อสร้างความตระหนักถึงความปลอดภัยในการเข้ารับผลิตภัณฑ์ ให้กับกลุ่มลูกค้าที่ปฏิบัติงานอยู่ที่สถานีจ่ายน้ำมัน ผู้ประสานงานขนส่ง เจ้าหน้าที่ห้องตั๋วและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

การจัดกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผ่านโครงการ “Cultural Activity”

การจัดกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผ่านโครงการ “Cultural Activity” ด้วยรูปแบบกิจกรรมที่เสริมสร้างการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ของชาติ รวมถึงงานศิลปกรรม ร่วมกับลูกค้า ณ พิพิทธภัณฑ์เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โครงการ Thaioil Innovation Awards ประจำปี 2567

Innovation Talk

เป็นกิจกรรมที่มีการเชิญวิทยากรภายนอกที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมมาให้ความรู้กับพนักงาน เช่น อาจารย์ธงชัย โรจน์กังสดาล จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณธนา สราญเวทย์พันธุ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด, คุณณัฐภัทร ธเนศวรกุล ที่ปรึกษาด้านการวัดระดับนวัตกรรมองค์กร จาก บริษัท ไรส์ แอคเซล จำกัด และคุณซีเค เจิง CEO ของ บริษัท ฟาสต์เวิร์ค เทคโนโลยีส์ จำกัด เป็นต้น โดยในปี 2567 มีการจัดกิจกรรมทั้งหมด 4 ครั้ง โดยจำนวนพนักงานที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้มีเพิ่มมากขึ้นจากปีที่แล้วถึงร้อยละ 15 และความพึงพอใจโดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 93 เป็น 94 จาก 100 คะแนนเต็ม และในแต่ละครั้งมีพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมมาก ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง

TOP BCG Updates

เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบ e – Mail รายเดือนเพื่อเพิ่มความรู้ทางด้าน BCG ซึ่งเป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่ประกอบไปด้วยนโยบายการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจ 3 ระบบของรัฐบาลไทย ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง เช่น รถไฟฟ้า พลังงานไฮโดรเจน และนวัตกรรมในการลดโลกร้อนต่าง ๆ โดยในปี 2567 ภาพรวมความพึงพอใจอยู่ในระดับที่ดีมาก (97 จาก 100 คะแนนเต็ม)

TOP Innovation E-newsletter

เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e – Mail) รายสัปดาห์ ส่งให้แก่พนักงานทุกคนในกลุ่มไทยออยล์ โดยมีเนื้อหาที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ความคิดนอกกรอบ และกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) เพื่อบ่มเพาะคุณสมบัติต่างๆ ที่นวัตกรพึงมีและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของนวัตกรรมในยุคปัจจุบัน รวมถึงการให้ข้อมูลเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยในปี 2567 มีการเผยแพร่บทความ TOP Innovation e-Newsletter ทั้งหมด 39 ฉบับ มียอดผู้อ่านบทความรวมกว่า 24,707 ครั้ง โดยได้คะแนนความพึงพอใจจากผู้อ่านอยู่ในระดับดีมาก (97 จาก 100 คะแนนเต็ม)

กิจกรรม Innovation and Learning Day 2024 ประจำปี 2567

กิจกรรม Innovation Failure Challenge

กิจกรรม Innovation Roadshow

กิจกรรม Innovation Idea Challenge

Generating New Actionable Ideas through Change Agent SME
Idea Facilitation & LO Inspirer Workshop

การจัดกิจกรรม Workshop การพัฒนา Change Agent โดยคัดเลือกตัวแทนหน่วยงานที่ได้รับการคัดเลือก โดยกลุ่มของ Change Agent จะได้รับการพัฒนา ให้ความรู้ ทักษะ และเครื่องมือ เพื่อใช้ในการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมและคิดค้นไอเดียใหม่ๆ ภายในหน่วยงานตนเอง

CEO Townhall และ Management Meeting

การจัดกิจกรรมการสื่อสารโดย CEO ถึงพนักงานทั่วทั้งองค์กร เพื่อเน้นย้ำทิศทาง กลยุทธ์ รวมถึงแผนและผลการดำเนินงาน เพื่อให้พนักงานเกิดความเข้าใจและตระหนักถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารระดับสูงในการนำการเปลี่ยนแปลงลงมาสู่องค์กรและพนักงานทุกคน รวมถึงการรายงานความคืบหน้าของโครงการ Innovation Culture Awareness ในที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นผู้บริหารระดับสูงสนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมให้แก่พนักงานอย่างต่อเนื่อง

Building Innovation Culture Awareness through Top
Management Workshop (Management Outing Workshop)

การจัดกิจกรรม Workshop สำหรับผู้บริหาร เพื่อเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่การสร้าง Innovation Culture Awareness ให้กับพนักงานในสายงาน/ ฝ่ายของตนเอง ผ่านพฤติกรรมหลัก “Lead to Innovation Culture” รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากวิทยากรภายนอกถึงแนวคิดการสร้างนวัตกรรม การสื่อสาร และการฝึกปฏิบัติการใช้พฤติกรรม i-LEAD as a Role Model

โครงการ Teach for Thailand

วัตถุประสงค์

เพื่อพัฒนาครูผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงที่มีศักยภาพปฏิบัติหน้าที่ในฐานะครูผู้ช่วยสอนนักเรียนในระดับชั้นมัธยมต้น

ประเภทโครงการ

โครงการ Teach for Thailand

การดำเนินงานในปี 2567

กลุ่มไทยออยล์สนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนที่จะเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ซึ่งในปี 2567 บริษัทฯ ได้สนับสนุนงบประมาณให้แก่ครูผู้สอนจำนวน 2 คน เพื่อปฏิบัติหน้าที่เป็นครูผู้ช่วยสอนสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1- 

3 ที่โรงเรียนวัดมโนรม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีพื้นที่ตั้งใกล้กับโรงกลั่น เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งมีผลการประเมินการปฏิบัติงานเป็นที่น่าพอใจ ดังนี้
1. นักเรียนในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 489 คนในปีการศึกษา 2567
2. พัฒนาการด้านวิชาการ และคุณลักษณะนิสัย และทักษะที่จำเป็นของนักเรียนปรับเพิ่มขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ย Post-test อยู่ที่ 28.51 คะแนน เมื่อเทียบกับคะแนนเฉลี่ย Pre-test ในภาคเรียนที่ 1 ที่ 27.57 คะแนน และพบว่า ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงสามารถสร้างและพัฒนาคุณลักษณะนิสัยของนักเรียน ทั้งด้านความพยายาม กรอบความคิดแบบเติบโต และการเป็นเจ้าของการเรียนรู้ เช่นเดียวกับการสร้างและพัฒนาทักษะที่จำเป็นของนักเรียน ซึ่งประกอบด้วยการคิดวิเคราะห์ ความร่วมมือ และการตระหนักรู้ในตนเอง
3. ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงนำเทคโนโลยีต่างๆ มาประยุกต์ใช้เป็นสื่อการสอน เช่น วีดิทัศน์ บอร์ดเกม โปรแกรมออนไลน์ เป็นต้น ส่งผลให้นักเรียนมีพัฒนาการและมีทัศนคติที่ดีต่อสาขาวิชาที่เรียนมากขึ้น โดยสามารถตอบคำถาม จำแนกตัวอย่าง และทำงานร่วมกันเป็นทีมกับเพื่อนในชั้นเรียนได้เป็นอย่างดี
4. นักเรียนส่วนใหญ่เล็งเห็นถึงความตั้งใจและพัฒนาการในการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญของครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง
5. ผู้อำนวยการและบุคลากรในโรงเรียนมีความพึงพอใจต่อครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยมีคะแนนรวมความพึงพอใจ 9.1 คะแนนจาก 10 คะแนน และเล็งเห็นว่า ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความรู้ ความสามารถ และลักษณะนิสัยที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานในบริบทที่ท้าทาย ร้อยละ 92 นอกจากนั้น ยังมีการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนกันอย่างสม่ำเสมอ

โครงการส่งเสริมด้านการศึกษา (PTT Group Model School) และโครงการสานอนาคตการศึกษา (CONNEXT ED)

วัตถุประสงค์

เพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำในภาคการศึกษา และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศผ่านการแลกเปลี่ยน เรียนรู้และวางแผนพัฒนาโรงเรียนร่วมกับผู้บริหารโรงเรียน

ประเภทโครงการ

โครงการส่งเสริมด้านการศึกษา (PTT Group Model School) และโครงการสานอนาคตการศึกษา (CONNEXT ED)

การดำเนินงานในปี 2567

กลุ่มไทยออยล์ดำเนินกิจกรรม ภายใต้โครงการ PTT Group Model School และ CONNEXT ED ในปี 2567 ดังนี้
1. โครงการเตรียมความพร้อมสู่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) พื่อส่งเสริมการเรียนรู้ การให้ความรู้แก่เยาวชนให้เข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things) และสนับสนุนให้เยาวชนเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยี ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีต่อการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และวัฒนธรรม รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ในการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และ IoT ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศในอนาคต โดยมีโรงเรียนภายใต้โครงการ CONNEXT ED ของกลุ่ม ปตท. เข้าร่วมกิจกรรม 2 แห่ง และมีครูผู้สอน 2 คน และนักเรียน 6 คน เข้าร่วมโครงการฯ
2. โครงการจิตอาสากลุ่มไทยออยล์ โดยนำพนักงานจิตอาสาไปบรรยายให้ความรู้ด้านการคัดแยกขยะ และคลินิกฟุตบอล ฟุตซอล เทเบิลเทนนิส และวอลเลย์บอล ให้แก่นักเรียนในชุมชนรอบโรงกลั่น

โครงการปลูกป่า เพื่อประโยชน์ทางคาร์บอนเครดิต

วัตถุประสงค์

เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวของประเทศไทย และเป็นการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการเพิ่มแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่ชุมชนในพื้นที่รอบแปลงปลูกป่า

ประเภทโครงการ

โครงการปลูกป่า เพื่อประโยชน์ทางคาร์บอนเครดิต

การดำเนินงานในปี 2567

กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการปลูกป่า เพื่อประโยชน์ทางคาร์บอนเครดิต จำนวน 8,656.22 ไร่ โดยแบ่งออกเป็น
1.  การปลูกป่า จำนวน 8,300 ไร่ในจังหวัดแพร่ ร่วมกับกรมป่าไม้
2. การปลูกป่าชายเลน จำนวน 356.22 ไร่ในจังหวัดตรังและจังหวัดชลบุรี ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ซึ่งคาดว่า จะสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 88,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตลอดระยะเวลาโครงการ 10 ปี และช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพจากการคัดเลือกชนิดไม้พื้นถิ่นเข้ามาปลูกเพิ่มเติมในพื้นที่แปลงปลูกป่า

ทั้งนี้ กลุ่มไทยออยล์ได้สนับสนุนการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน 4 แห่ง เพื่อดำเนินการปลูกและบำรุงรักษาป่า ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้และสนับสนุนเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งยังให้การสนับสนุนองค์ความรู้ในการอนุรักษ์ผืนป่า นอกจากนั้น ยังมีการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการต่อยอดอาชีพ ตลอดจนให้การสนับสนุนด้านการศึกษา ด้านสังคมและวัฒนธรรมอีกด้วย

โครงการ Thaioil CE WE GO รณรงค์สร้างจิตสำนึกด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน

วัตถุประสงค์

เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์พลังงาน และสิ่งแวดล้อมให้แก่พนักงานและสร้างนิสัยที่ดีในการอยู่ร่วมกันในองค์กร

ประเภทโครงการ

โครงการ Thaioil CE WE GO รณรงค์สร้างจิตสำนึกด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน 

การดำเนินงานในปี 2567

กลุ่มไทยออยล์ได้ดำเนินกิจกรรมภายใต้ โครงการ Thaioil CE WE GO ในปี 2567 ดังนี้

1. จัดอบรมการฝึกอบรมสำนักงานสีเขียว (Green Office) สำหรับพื้นที่อาคารออดิทอเรียม และศูนย์สุขภาพและการเรียนรู้กลุ่มไทยออยล์เพื่อชุมชน จำนวน 2 ครั้ง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการขึ้นทะเบียนโครงการสำนักงานสีเขียว (Green Office) กับกรมควบคุมมลพิษ ในปี 2568 ให้กับศูนย์สุขภาพและการเรียนรู้กลุ่มไทยออยล์เพื่อชุมชน และอาคารออดิทอเรียม โรงกลั่นไทยออยล์
2. จัดกิจกรรมนำผู้แทนครัวเรือนนำร่อง 10 ครัวเรือนและคณะกรรมการชุมชนบ้านนาเก่าไปเยี่ยมชมการดำเนินโครงการชุมชนต้นแบบการจัดการขยะในจังหวัดระยอง

โครงการไทยออยล์ สร้างเยาวชนรักษ์โลก (Thaioil CE School Model)

วัตถุประสงค์

เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy: CE) และสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องให้นักเรียนและเยาวชน

ประเภทโครงการ

โครงการไทยออยล์ สร้างเยาวชนรักษ์โลก (Thaioil CE School Model)

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการฯ มาตั้งแต่ปี 2565 เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการของเสียอย่างเป็นระบบสู่โรงเรียนรอบโรงกลั่น โดยปี 2568 ได้จัดทำสื่อความรู้ สนับสนุนอุปกรณ์คัดแยกขยะ และการอบรมโดยวิทยากรจากองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.) พร้อมทั้งจัดประกวดสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ เพื่อส่งเสริมการนำแนวคิด CE ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง และในปี 2568 ยังได้ขยายโครงการจาก 9 โรงเรียน เป็น 10 โรงเรียน โดยเพิ่มโรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 3 อีก 1 แห่ง เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านการจัดการของเสียอย่างเป็นระบบ และนำไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าอย่างยั่งยืน

โครงการท่องนิเวศ ม. เกษตร - ไทยออยล์

วัตถุประสงค์

เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมกับเยาวชนให้เข้าใจระบบนิเวศอย่างถูกต้อง รวมถึงปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ประเภทโครงการ

โครงการท่องนิเวศ ม. เกษตร – ไทยออยล์

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนรอบโรงกลั่น โดยนำเยาวชนเข้าศึกษาเส้นทางธรรมชาติ ณ พื้นที่เขาน้ำซับ ใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา กิจกรรมดังกล่าวเป็นการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ ทั้งในห้องเรียนและการลงพื้นที่จริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับนิเวศป่าไม้ พืช สัตว์ป่า และความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตภายในระบบนิเวศ นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

โครงการเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม TOP GREEN X “เยาวชนคนกล้า ฟื้นฟูป่า สร้างคุณค่าขยะรีไซเคิล”

วัตถุประสงค์

เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผลกระทบของขยะพลาสติกที่มีต่อธรรมชาติและระบบนิเวศ

ประเภทโครงการ

โครงการเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม TOP GREEN X “เยาวชนคนกล้า ฟื้นฟูป่า สร้างคุณค่าขยะรีไซเคิล”

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ร่วมกับเทศบาลนครแหลมฉบังเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชน 10 ชุมชนรอบกลุ่มไทยออยล์ พร้อมด้วยนักเรียนโรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 3 และนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว การศึกษาความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) การประดิษฐ์กระถางต้นไม้แบบ DIY จากวัสดุเหลือใช้ ตลอดจนการประกวดสื่อรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์

โครงการสนับสนุนกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ กลุ่มประมง

วัตถุประสงค์

เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์

ประเภทโครงการ

โครงการสนับสนุนกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ กลุ่มประมง

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์ทะเลไทย “ปล่อยปลาคืนสู่ธรรมชาติ สร้างสมดุลให้ท้องทะเล” กลุ่มประมงต้นแบบบ้านชุมชนอ่าวอุดม เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและสร้างความสมดุลให้ธรรมชาติ ด้วยการปล่อยพันธุ์ปลากะพงขาว จำนวน 3,000 ตัว ลงในกระชังเพาะเลี้ยง และท้องทะเลในพื้นที่ที่มีการวางซั้งและปะการังเทียม พร้อมกิจกรรมการสื่อสารให้ความรู้เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน

โครงการด้านการศึกษา

วัตถุประสงค์

เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนในพื้นที่เทศบาลนครแหลมฉบังและอำเภอศรีราชา และสนับสนุนเยาวชนให้มีศักยภาพในการพัฒนาตนเองและสังคม เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต

ประเภทโครงการ

โครงการด้านการศึกษา

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษาที่มีความประพฤติดี ขยันหมั่นเพียรในการศึกษาเล่าเรียน รวมถึงนักเรียนที่ขาดทุนทรัพย์ จำนวน 252 ทุน และกองทุนกลุ่มไทยออยล์เพื่อสถาบันการศึกษาให้แก่สถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครแหลมฉบังและอำเภอศรีราชา จำนวน 11 กองทุน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,900,000 บาท ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กลุ่มไทยออยล์มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี

โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน

วัตถุประสงค์

เพื่อส่งเสริมศักยภาพชุมชน ด้วยการสร้างอาชีพให้กับประชาชนทั่วไปในพื้นที่ศรีราชา ณ ศูนย์สุขภาพและการเรียนรู้กลุ่มไทยออยล์เพื่อชุมชน

ประเภทโครงการ

โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนในปี 2568 ดังนี้

1. โครงการผลิตภัณฑ์ชุมชนรอบโรงกลั่น เพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้กับ “วิสาหกิจชุมชนโลมาแหลมฉบัง” โดยได้เข้าร่วมโครงการ KU Green Connect: Enactus&SX Exploration เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านการประกอบการและการตลาดพร้อมทั้งเป็นเวทีเผยแพร่วัฒนธรรมไทยและอัตลักษณ์ชุมชนแก่กลุ่มนิสิตนานาชาติของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
2. โครงการอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ พัฒนาศักยภาพกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโลมาแหลมฉบัง โดยจัดกิจกรรมเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนการดำเนินงาน ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรเนินกระบก ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 เพื่อเพิ่มองค์ความรู้ เพิ่มพูนประสบการณ์ และเสริมสร้างศักยภาพในการประกอบอาชีพ อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งและความยั่งยืนของชุมชน

โครงการเดิน - วิ่ง 1 แสนกิโล

วัตถุประสงค์

เพื่อให้ชุมชนออกกำลังกายด้วยการเดิน – วิ่ง เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง และได้รับองค์ความรู้ด้านสุขภาพใหม่ๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับตนเองและครอบครัว

ประเภทโครงการ

โครงการเดิน – วิ่ง 1 แสนกิโล

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์เชิญชวนประชาชนในชุมชนรอบโรงกลั่นมาออกกำลังกายด้วยการเดิน – วิ่งและร่วมกันสะสมระยะทาง โดยการบันทึกข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน “นับก้าว” ให้ได้ระยะทางรวม 100,000 กิโลเมตร โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม 175 คน และมีการนัดหมายเพื่อติดตามผลที่ศูนย์สุขภาพและการเรียนรู้กลุ่มไทยออยล์เพื่อชุมชนรวม 2 ครั้ง

โครงการส่งเสริมทันตสุขภาพรอบกลุ่มไทยออยล์

วัตถุประสงค์

เพื่อส่งเสริมสุขภาพในช่องปากของนักเรียน

ประเภทโครงการ

โครงการส่งเสริมทันตสุขภาพรอบกลุ่มไทยออยล์

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ให้บริการทันตกรรม ตรวจสุขภาพช่องปาก อุดฟัน ถอนฟัน เคลือบหลุมร่องฟัน เคลือบฟลูออไรด์ ขูดหินปูน และส่งเสริมป้องกันฟันผุ เพื่อส่งเสริมสุขภาพในช่องปากให้แก่นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 จำนวน 5,500 รายที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนรอบโรงกลั่นทั้ง 8 แห่ง

โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน

วัตถุประสงค์

เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน ร่วมกับกลุ่ม ปตท.

ความเป็นมาของโครงการ

ไทยออยล์ร่วมมือกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. ช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ในประเทศ

กรอบการดําเนินงาน

1. ติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศ 2.ดำเนินการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ปฏิบัติการของบริษัทฯ 3. ประสานงานกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่นอกเหนือจาก พื้นที่ปฏิบัติการของบริษัทฯ

ผลการดําเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ร่วมกับกลุ่ม ปตท. สนับสนุนความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทั่วประเทศอย่างทันท่วงที โดยได้มีการสนับสนุนถุงยังชีพ เครื่องดื่ม และน้ำดื่ม ให้แก่เหตุการณ์ ดังนี้
1. เจ้าหน้าที่กู้ภัยเหตุอาคารสำนักงาน สตง.
2. ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา
3. ประสบอุทกภัยจากอิทธิพลของพายุ “วิภา” ในพื้นที่ จ.น่าน
4. ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี
5. ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

โครงการ “คุณริเริ่ม...เราเติมเต็ม ปี 5”

วัตถุประสงค์

พัฒนาวัฒนธรรมจิตอาสา โดยเน้นการมีส่วนร่วมและการพัฒนาโครงการด้วยความสามารถของพนักงานให้สอดคล้องกับ ทิศทางการดำเนินงานเพื่อสังคมของบริษัทฯ

ความเป็นมาโครงการ

กลุ่มไทยออยล์มุ่งมั่นที่จะกระตุ้นและปลูกฝังให้พนักงานมีจิตอาสาตามค่านิยมองค์กรหัวข้อ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” (Social Responsibility) จึงได้ดำเนินโครงการ “คุณริเริ่ม…เราเติมเต็ม” เพื่อเชิญชวนให้ผู้บริหาร พนักงานและพนักงานผู้รับเหมาเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม

กรอบการดำเนินงาน

1. ประชาสัมพันธ์การดำเนินโครงการฯ ในเดือนเมษายน 2568
2. พนักงานดำเนินโครงการฯ ภายใต้กรอบ 1) ด้านสุขภาพ/กีฬา 2) ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม 3) ด้านการศึกษา 4) ด้านสังคมและวัฒนธรรม ในช่วงระหว่างเดือน พฤษภาคม ถึง เดือนพฤศจิกายน 2568
3. บริษัทฯ สนับสนุนงบประมาณสำหรับดำเนินกิจกรรมจิตอาสา 20,000 บาทต่อฝ่าย

ผลการดำเนินงานในปี 2568

ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการภายใต้แนวคิด “Team Spirit for All” โดยเชิญชวนผู้บริหาร พนักงาน และพนักงานผู้รับเหมาร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมตามความรู้และความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่าย พร้อมสนับสนุนงบประมาณฝ่ายละ 20,000 บาทสำหรับค่าวัสดุและอุปกรณ์ โดยมี 36 ฝ่ายงานเข้าร่วม มากกว่า 1,170 คน และดำเนินกิจกรรมรวม 25 กิจกรรม ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งการปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค การถ่ายทอดองค์ความรู้การทำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม อาทิ การซ่อมแซมไฟฟ้าและสถานที่ การจัดทำเวชภัณฑ์และงานฝีมือเพื่อชุมชน ตลอดจนกิจกรรมดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เช่น เก็บขยะชายหาด เสริมแหล่งอาหาร และปรับภูมิทัศน์ เพื่อเสริมสร้างประโยชน์ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่หน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ (Sustainable Energy for Healthcare and Education)

วัตถุประสงค์

สร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า โดยนำความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม ด้านการจัดการพลังงานมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับโรงพยาบาลและโรงเรียน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า และนำผลประหยัดมาต่อยอดโครงการเพื่อสังคม ตลอดจนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ความเป็นมาของโครงการ

กลุ่มไทยออยล์นำความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม รวมถึงประสบการณ์ด้านการจัดการพลังงานมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่หน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ มาตั้งแต่ปี 2561 เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาเข้าถึงการใช้พลังงานทางเลือก ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า และนำผลประหยัดมาต่อยอดโครงการเพื่อสังคม ตลอดจนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

กรอบการดําเนินงาน

1. ศึกษาศักยภาพของพื้นที่เป้าหมาย โดยใช้ความรู้ความสามารถของวิศกรไทยออยล์
2. จัดทำรายงานความเป็นไปได้ (Feasibility Study Report) และความคุ้มค่าทางการลงทุน ผลตอบแทนทางสังคม (SROI)
3. ขออนุมัติการดำเนินโครงการและงบประมาณ
4. คัดเลือกผู้รับเหมาและดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่หน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาที่ผ่านการประเมิน
5. ตรวจสอบระบบให้มีประสิทธิภาพ ถ่ายทอดความรู้การดูแลระบบ และส่งมอบโครงการฯ
6. ติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการฯ อย่างต่อเนื่อง พร้อมขอใบอนุญาต (ในกรณีที่เป็นระบบที่มีการเชื่อมต่อกับระบบสายส่งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค)

ผลการดําเนินงานในปี 2568

ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์มีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่โรงพยาบาล จำนวน 1 แห่ง ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 2 แห่ง และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนจำนวน 4 แห่งในจังหวัดตาก รวมกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้า 122.1 กิโลวัตต์ ซึ่งสร้างผลประหยัดเป็นมูลค่ารวม 1.3 ล้านบาทต่อปี โดยนำผลประหยัดที่ได้จากค่ากระแสไฟฟ้าที่ลดลงไปจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ รวมทั้งสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล นอกจากนี้ ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่า 83 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

โครงการดำเนินการเกี่ยวกับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันดิบไหลสู่ทะเล

วัตถุประสงค์

เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ

ความเป็นมาของโครงการ

ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์น้ำมันดิบไหลสู่ทะเล บริเวณทุ่นผูกเรือกลางทะเล (SBM – 2) บริษัทฯ ได้ดำเนินการเพื่อลดผลกระทบให้แก่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน รวมถึงฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล และความหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจท้องถิ่นในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

กรอบการดําเนินงาน

1. ตรวจวัดและติดตามการตรวจวัดค่าคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเล
2. จัดตั้งคณะทำงานฟื้นฟู เพื่อจัดทำแผนฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงสัตว์ทะเล และความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

ผลการดําเนินงานในปี 2568

ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลสู่ทะเล ขณะขนถ่ายน้ำมัน บริเวณทุ่นผูกเรือกลางทะเล (SBM – 2) ของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2566 หลังจากดำเนินการชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจนครบถ้วนแล้ว ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานการฟื้นฟูฯ เพื่อจัดทำแผนและขอบเขตการฟื้นฟูธรรมชาติ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยดำเนินการรวบรวมความคิดเห็นจากนักวิชาการ หน่วยงานราชการ ผู้ได้รับผลกระทบ องค์กรอิสระ และ NGO กลุ่มต่างๆ รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้นำเสนอแผนส่งเสริม (ฟื้นฟู) คุณภาพสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศน์ทางทะเล เศรษฐกิจ และสังคมภายใต้กรอบระยะเวลา 3 ปี ดำเนินโครงการต่างๆ ทั้งสิ้น 20 โครงการ ซึ่งปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 18 โครงการ และสำหรับเหตุการณ์น้ำมันไหลสู่ทะเลในเดือน 5 มิถุนายน 2568 บริษัทฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยผลการตรวจวัดคุณภาพระบบนิเวศน์ทางทะเลต่างๆ พบว่า ไม่เกินค่ามาตรฐาน อย่างไรก็ตามที่ประชุมคณะทำงานจังหวัดฯ ติดตามให้บริษัทฯ เสนอโครงการเพื่อสังคม หรือมาตรการอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรตามความเหมาะสมต่อไป

โครงการสร้างเด็กแหลมฉบังเป็นแชมป์กระโดดเชือก

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้เยาวชนได้ออกกำลังกาย มีสุขภาพแข็งแรง เพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจในอนาคต
2. ส่งเสริมให้เยาวชนออกกำลังกายด้วยกีฬากระโดดเชือก เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

ความเป็นมาของโครงการ

กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการสร้างเด็กแหลมฉบังเป็นแชมป์กระโดดเชือก โดยร่วมกับมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชชูปถัมภ์ เพื่อสนับสนุนเยาวชนทั้ง 8 โรงเรียนในพื้นที่เทศบาลนครแหลมฉบัง ออกกำลังกายด้วยกีฬากระโดดเชือก มาตั้งแต่ปี 2554 นอกจากนี้ ยังได้เข้าร่วมการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานกับสมาคมกีฬาจัมพ์โร้ปไทย เพื่อสร้างชื่อให้โรงเรียนและเทศบาลนครแหลมฉบัง

กรอบการดําเนินงาน

1. จัดประชุมร่วมกับผู้อำนวยการและคุณครูผู้ฝึกสอนกีฬาพลศึกษาของโรงเรียนรอบโรงกลั่นทั้ง 8 แห่งในเขตเทศบาลนครแหลมฉบัง ประกอบด้วยโรงเรียนวัดใหม่เนินพยอม โรงเรียนวัดมโนรม โรงเรียนวัดแหลมฉบัง โรงเรียนบ้านชากยายจีน โรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 1 โรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 2 โรงเรียนวัดบ้านนา (ฟินวิทยาคม) และโรงเรียนบุญจิตวิทยา
2. วางแผนโครงการ พร้อมขออนุมัติงบประมาณในการดำเนินการ
3. ดำเนินการจัดค่ายฝึกทักษะพัฒนาศักยภาพนักกีฬากระโดดเชือก เพื่อคัดเลือกนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานระดับประเทศ
4. สร้างนักกีฬาหน้าใหม่ เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬากระโดดเชือก เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนและเทศบาลนครแหลมฉบัง

ผลการดําเนินงานในปี 2568

1.จัดการแข่งขัน “Thaioil NexGen Jump Rope Tournament ประจำปี 2568” ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 24-28 กุมภาพันธ์ 2568 “สร้างนักกีฬาหน้าใหม่ สู่แชมป์กระโดดเชือก” ค้นหานักกีฬาเพื่อเตรียมเข้าแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานประเภทมือใหม่ ประจำปี 2568
2. นักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกระโดดเชือกชิงถ้วยพระราชทานประเภทมือใหม่ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 7-8 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ กรุงเทพมหานคร ได้รับเหรียญทองจำนวน 14 เหรียญ เหรียญเงินจำนวน 12 เหรียญ และเหรียญทองแดงจำนวน 11 เหรียญ นอกจากนี้ โรงเรียนบุญจิตวิทยายังได้รับถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จำนวน 3 ถ้วย และโรงเรียนวัดใหม่เนินพยอม ได้รับถ้วยพระราชทาน จำนวน 1 ถ้วย และทั้ง 2 โรงเรียนได้รางวัลทีมรองชนะเลิศคะแนนรวมสูงสุด
3. โครงการพัฒนาทักษะนักกีฬาสู่แชมป์กระโดดเชือก ประจำปี 2568 เพื่อคัดเลือกและฝึกซ้อมนักกีฬากระโดดเชือกจากโรงเรียนรอบโรงกลั่น 8 แห่งที่จะเข้าร่วมการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานระดับประเทศ
4. นักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬากระโดดเชือกชิงถ้วยพระราชทาน ครั้งที่ 16 ประจำปี 2568 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 16 พฤศจิกายน 2568 ณ อาคารโรงยิมเนเซียม อบจ.นนทบุรี เพื่อให้เยาวชนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและสนับสนุนการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ได้ส่งนักกีฬากระโดดเชือกเข้าร่วมทั้งหมด 2 ทีม ได้แก่ Thaioil Jump Rope และ Thaioil New Wave และได้รับถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จำนวน 1 ถ้วย มีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 60 คน
5. นักกีฬากระโดดเชือกแหลมฉบังได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬากระโดดเชือกระดับนานาชาติ ในการแข่งขัน รายการ 9th KOREA OPEN ROPE SKIPPING CHAMPIONSHIP ประเทศเกาหลี และ การแข่งขันรายการ UJR World Championship and World Cup ประจำปี 2568 ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงได้เข้าร่วมการแข่งขันระดับโลก World Jump Rope Championships ประจำปี 2568 ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการเข้าร่วมในแต่ละครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยและพื้นที่ชุมชนรอบโรงกลั่นเป็นอย่างมาก

การรับมือต่อสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

  •  การดำเนินการตามแผนการเฝ้าระวังติดตามและแผนเผชิญเหตุรองรับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 0 ไม่พบผู้ติดเชื้อ เน้นการป้องกันและเฝ้าระวัง ระยะที่ 1 พบผู้ต้องสงสัยหรือผู้ติดเชื้อในกลุ่มไทยออยล์ แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เน้นการควบคุมและป้องกันการแพร่กระจาย และระยะที่ 2 พบผู้ติดเชื้อจำนวนมากในกลุ่มไทยออยล์ และส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เน้นการกอบกู้สถานการณ์และการฟื้นฟู ต้องเปิดศูนย์ควบคุมเหตุฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจ

การเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย

  • การพัฒนาความรู้ ความสามารถและทักษะของพนักงานและผู้รับเหมา ผ่านศูนย์ฝึกอบรมความปลอดภัยที่มีความพร้อมทั้งภาคทฤษฎี (Theory) และภาคปฏิบัติ (Practice) และประเมินความรู้ความสามารถของพนักงานและผู้รับเหมาที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ตามระบบใบอนุญาตในการทำงานต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา และการจัดการเหตุฉุกเฉินและภาวะวิกฤตตามบทบาทหน้าที่ ผ่านกระบวนการ Competency Assurance System
  • การยกระดับวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงาน ด้วย Behavior Based Safety (BBS) โดยได้ทำการฝึกอบรมหลักสูตร BBS ให้กับพนักงานกลุ่มเป้าหมาย (Train for the Trainer) เพื่อนำไปถ่ายทอดและเป็นแบบอย่างให้กับพนักงานและพนักงานผู้รับเหมาสำหรับใช้สังเกตพฤติกรรมในการทำงานและสั่งหยุดงานเมื่อพบว่าไม่ปลอดภัย
  • การจัดให้การฝึกอบรมหลักสูตรการขออนุญาตในการทำงาน (Permit to Work System and Clearance Certificate Signatory) สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในระบบใบอนุญาตในการทำงาน
  • การจัดโครงการป้องกันและลดอุบัติเหตุจากการทำงาน (30-60-90 Days with No Harm No Leak) อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเน้นย้ำและกระตุ้นให้พนักงานและผู้รับเหมาเกิดความตระหนักด้านความปลอดภัยในการทำงานอย่างเข้มข้น โดยมีเป้าหมาย คือ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการทำงานถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลทางการแพทย์ (Medical Treatment Case: MTC)
  • การจัดกิจกรรม Thaioil Group QSHE Day ประจำปี 2566 เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยฯ ของพนักงานและผู้รับเหมา โดยการมอบโล่และเกียรติบัตรให้แก่ผู้ที่มีผลการดำเนินงานดีเด่นด้าน QSHE ประจำปี 2566 และจัดบูธนิทรรศการ เพื่อให้ความรู้และเสริมสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยฯ ให้กับพนักงานและผู้รับเหมา
  • การปรับปรุงกฎความปลอดภัยพื้นฐาน 12 ข้อ (12 Life Saving Rules) โดยนำวิถีอันตราย (Line of Fire) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกฎความปลอดภัยพื้นฐาน ตามแนวทางการปฏิบัติของกลุ่มธุรกิจน้ำมันและก๊าซของ IOGP
  • การรณรงค์และเสริมสร้างการตระหนักถึงอันตราย ได้แก่ วิถีอันตราย และการปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยพื้นฐาน 12 ข้อ อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งรณรงค์ให้มีการเขียนรายงาน Potential Incident Report (PIR) โดยมุ่งเน้นถึงการกระทำที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Act) และสภาพการณ์ที่มีศักยภาพจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ (Unsafe Condition) ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันก่อนเกิดเหตุ
  • การจัดทำตารางการอบรมความปลอดภัยในการทำงานของผู้รับเหมา (Contractor Training Matrix) เพื่อให้มั่นใจว่าผู้รับเหมาที่เข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่กลุ่มไทยออยล์มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกับตำแหน่งงาน 
  • การจัดฝึกอบรมและให้ความรู้ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานสำหรับพนักงานและผู้รับเหมารายใหม่ เพื่อสร้างความตระหนักถึงอันตรายและความเสี่ยงขั้นพื้นฐานของการปฏิบัติงานในพื้นที่กลุ่มไทยออยล์ รวมถึงรู้และเข้าใจมาตรการด้านความปลอดภัยที่กำหนดขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในกิจกรรมการทำงาน เช่น หลักสูตรความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน (Basic Safety in Refinery) หลักสูตรดับเพลิงขั้นต้น (Basic Firefighting) หลักสูตรความปลอดภัยในการปฏิบัติงานในที่อับอากาศ (Confined Space) และหลักสูตรการปฐมพยาบาล (First Aid) เป็นต้น
  • การอบรมหลักสูตรด้านความปลอดภัยเฉพาะ สำหรับพนักงานและผู้รับเหมา เพื่อให้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยและสอดคล้องตามข้อกำหนด เช่น หลักสูตรผู้อนุมัติใบรับรองความปลอดภัย (Authorized Engineer (AE)/ Authorized Gas Safety Inspector (AGSI) Course) หลักสูตรผู้อนุมัติใบอนุญาตทำงาน (Clearance Certificate Signatory) หลักสูตรผู้ตรวจวัดแก๊ส (Authorized Gas Tester) หลักสูตรความปลอดภัยเกี่ยวกับไฟฟ้า เป็นต้น
  • กลุ่มไทยออยล์ยังคงให้ความสำคัญกับกลยุทธ์เชิงรุกโดยการยกระดับกิจกรรม Management Walk and Talk เป็น GEMBA Walk โดยผู้บริหารระดับสูง ดำเนินการตรวจสอบด้วยการพูดคุยสอบถามถึงกิจกรรมสำคัญ โดยใช้ชุดคำถามที่มีความเฉพาะ มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจ แนะนำวิธีปฏิบัติที่ปลอดภัยในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงทั้งด้านความปลอดภัยส่วนบุคคลและความปลอดภัยในกระบวนการผลิต และดำเนินกิจกรรม QSHE Roll Out อย่างต่อเนื่องโดยมุ่งเน้นการเข้าถึง รวมถึงการรณรงค์ส่งเสริมจิตสำนึกด้านคุณภาพความมั่นคง ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมของผู้ปฏิบัติงานหรือภายในพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อขยายขอบเขตให้ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติงานและการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานภายใต้กิจกรรมและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ณ ขณะนั้น อีกทั้ง กลุ่มไทยออยล์ยังนำระบบการจัดการต่างๆ ที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป และมีการรายงานผลการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ข้างต้นให้ผู้บริหารได้รับทราบและร่วมหาแนวทางการแก้ไขเป็นประจำ รวมถึงจะมีกระบวนการทบทวน (Management Review) เป็นประจำทุกปี เพื่อกำหนดแนวทางการปรับปรุงและจัดทำแผนงานประจำปีต่อไป พร้อมทั้งมีการสื่อสารให้พนักงานรับทราบเป็นระยะ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิผลต่อไป

การเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย

  • การทบทวนระบบใบอนุญาตในการทำงาน (Permit to Work System) โดยเฉพาะใบอนุญาตที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับความร้อนหรือประกายไฟ (Hot Work) รวมถึงรายการตรวจสอบ (Checklist) ที่เกี่ยวข้อง ให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากล
  • จากการประเมินระดับวัฒนธรรมความปลอดภัย ในปี 2565 ผลการประเมินที่ 4.16 คะแนนจากคะแนนเต็ม 5.00 คะแนน ซึ่งนำมาด้วยแผนงานพัฒนาวัฒนธรรมความปลอดภัย ในปี 2566 ทางบริษัทฯ ได้ดำเนินการตามแผนงานที่ระบุไว้เพื่อให้พนักงานและผู้รับเหมามีความตระหนักและให้องค์กรก้าวเข้าสู่องค์กรที่ปราศจากอุบัติเหตุ
  • การตรวจสอบระบบใบอนุญาต (Permit to Work Inspection) โดยพนักงานเจ้าของพื้นที่ (Area Operation) และทีมตรวจสอบความปลอดภัย (Safety Audit Team) เพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติสอดคล้องตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในใบอนุญาตให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง
  • การจัดทำการ์ดมอบอำนาจสิทธิในการสั่งหยุดงาน (Stop Work Authority) ให้กับพนักงานและพนักงานผู้รับเหมาทุกคน เมื่อพบว่าพื้นที่ปฏิบัติงานมีสภาพการณ์หรือสภาวะที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยต่อตนเองและเพื่อนร่วมงาน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือทรัพย์สินของกลุ่มไทยออยล์ โดยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อเป็นการแสดงความมุ่งมั่นและเน้นย้ำถึงการป้องกันและแก้ไขก่อนเกิดอุบัติเหตุหรืออุบัติการณ์
  • การประเมินดัชนีชี้วัดสมรรถนะด้านสุขภาพ (Health Performance Indicators) ตามหลักเกณฑ์และแนวทางของ International Association of Oil and Gas Producers (IOGP) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล โดยได้รับคะแนนการประเมินในปี 2566 ที่ 3.85 คะแนน จากคะแนนเต็ม 4.00 คะแนน พร้อมจัดทำแผนงานพัฒนาและยกระดับระบบการบริหารจัดการให้สอดคล้องตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดของ IOGP ต่อไป
  • การยกระดับการบริหารจัดการความปลอดภัยผู้รับเหมา (Contractor Safety Management) ให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากล มีการตรวจประเมินผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยประจำปีของบริษัทผู้รับเหมา โดยผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก (Third Party) ทั้งในส่วนของระบบบริหารจัดการและการปฏิบัติงานในพื้นที่ สำหรับใช้ในการแบ่งระดับผู้รับเหมา (Contractor Banding) เป็นสีเขียว สีเหลือง และสีแดง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาการดำเนินธุรกิจร่วมกันอย่างต่อเนื่อง กรณีที่บริษัทผู้รับเหมา มีผลการประเมินฯ ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (สีเหลือง หรือ สีแดง) จะเปิดโอกาสให้ผู้รับเหมานำเสนอแผนงานและทำการปรับปรุงแก้ไขประเด็นปัญหาให้สอดคล้องตามข้อกำหนดและตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ในปี 2566 บริษัทฯ ได้ปรับปรุงเอกสารการประเมินผลด้านเทคนิคของความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมสำหรับการประมูลผู้รับเหมา (Contract SSHE Bidding and Close Out Evaluation)
  • การทบทวนวิธีปฏิบัติงานที่ปลอดภัย สำหรับกิจกรรมหรืองานที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ได้แก่ งานยกของหนักโดยปั้นจั่น งานนั่งร้าน งานที่ต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในเขตพื้นที่โรงกลั่น เป็นต้น และทำการฝึกอบรมและสื่อสารให้กับพนักงานและผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้สอดคล้องตามข้อกำหนดอย่างครบถ้วน
  • การยกระดับการแจ้งเตือนสถานการณ์ผิดปกติหรือฉุกเฉินสำหรับผู้อยู่เวรคอยเหตุฉุกเฉินและผู้เกี่ยวข้อง ด้วยระบบ SMS เพื่อให้ผู้อยู่เวรคอยเหตุฉุกเฉินทราบถึงเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว และสามารถเข้ามาสนับสนุนการระงับเหตุได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • การยกระดับการแจ้งเตือนสถานการณ์ผิดปกติกรณีเกิดฝนฟ้าคะนองในรัศมี 5 กิโลเมตร เพื่อเป็นการแจ้งเตือนให้พนักงานทราบและดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งเป็นการแจ้งเตือนเพื่อเตรียมความพร้อมของทีมระงับเหตุฉุกเฉิน กรณีเกิดไฟไหม้ที่บริเวณขอบถังน้ำมันชนิดหลังคาลอย (Rim Seal Fire)
  • การทบทวนแผนเผชิญเหตุล่วงหน้า (Pre Incident Plan) ระดับที่ 1 และระดับที่ 2 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และมาตรฐานสากล รวมถึงการฝึกซ้อมตามแผนที่กำหนด เพื่อเป็นการซักซ้อมการรับมือเหตุฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีนี้มีการจัดทำแผนเผชิญเหตุล่วงหน้า ระดับที่ 2 เพิ่มเติม เพื่อรองรับหน่วยผลิตใหม่ของโครงการ CFP
  • การทบทวนคู่มือการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินและภาวะวิกฤติ (Emergency and Crisis Management Manual) และการวางแผนเผชิญเหตุล่วงหน้าให้ครอบคลุมเหตุฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชุน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโครงการ CFP ที่จะทำการ Commissioning และ Start up ในอนาคต

​การประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

  • การทบทวนการบ่งชี้และประเมินความเสี่ยงและอันตรายที่มีศักยภาพจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง พร้อมทั้งกำหนดมาตรการควบคุมและป้องกัน และมีการตรวจติดตามประสิทธิผลของมาตรการควบคุมและป้องกันอย่างต่อเนื่อง การตรวจสอบความปลอดภัย การวิเคราะห์ รวมถึงเสนอแนวทางแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำโดยพนักงานและผู้รับเหมา ทั้งนี้ ผู้บริหารจะมีการทบทวนและตรวจสอบผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยเป็นประจำทุกเดือน
  • การประเมินความเสี่ยงและอันตรายร้ายแรง และทบทวนมาตรการควบคุมและป้องกันด้านความปลอดภัย โดยกำหนดแผนและมาตรการความมั่นคงและความปลอดภัยเชิงป้องกันในระดับต่างๆ (Defense in Depth) ให้ครอบคลุมความเสี่ยงและอันตรายร้ายแรง โดยเฉพาะการรั่วไหลของสารเคมี โดยมีการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินในระดับต่างๆ และต่อยอดการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินไปสู่ระดับการบริหารจัดการภาวะวิกฤต (Crisis Management) ร่วมกับหน่วยงานภายนอกและหน่วยงานราชการในพื้นที่ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงเพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มไทยออยล์ยังคงบริหารจัดการและควบคุมความเสี่ยงร้ายแรงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ตลอดเวลา
  • การทบทวนบัญชีอุบัติเหตุที่มีศักยภาพก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง (Major Accident Event) ให้สอดคล้องกับความเสี่ยง และการทบทวนและฝึกซ้อมตามแผนฉุกเฉินและภาวะวิกฤต รวมถึงแผนเผชิญเหตุล่วงหน้าให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากล (International Best Practice) ตลอดจนปรับปรุงศูนย์ควบคุมเหตุฉุกเฉิน (Emergency Control Center) ให้ทันสมัยและพร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การทบทวนวิธีปฏิบัติการบริหารจัดการอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ให้ครอบคลุมอุบัติการณ์ทุกประเภท ได้แก่ การบาดเจ็บจากการทำงาน โรคหรือการเจ็บป่วยจากการประกอบอาชีพ เหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุและอุบัติการณ์อื่นๆ รวมถึงอุบัติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในกระบวนการผลิต มีการประเมินระดับความรุนแรงและความเสี่ยง โดยใช้ตารางการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment Matrix) เพื่อกำหนดทีมสอบสวนฯ และวิธีการสอบสวนฯ ที่เหมาะสมตามระดับความรุนแรงและความเสี่ยงของอุบัติการณ์นั้น และต้องระบุสาเหตุที่แท้จริง พร้อมกำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกันที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ

การขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางธุรกิจ (O2Bx)

  • การปรับแผนกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางธุรกิจ (O2Bx) เพื่อเตรียมพร้อมที่จะขับเคลื่อนโรงกลั่นชั้นนำระดับโลก และปรับเป้าหมายความปลอดภัยระดับองค์กรให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ใหม่ดังกล่าว คือ No Harm, No Leak, Goal Zero
  • การทบทวนแผนงาน 5 ปี ด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย การจัดการเหตุฉุกเฉินและวิกฤตให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก ความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงแผนกลยุทธ์และเป้าหมายระดับองค์กรใหม่
  • การมอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงนำเสนอกรณีศึกษาและประเด็นที่มีนัยสำคัญด้านความปลอดภัยทั้งจากภายในและภายนอกองค์กรให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ รับทราบเป็นประจำทุกเดือน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง
  • การเยี่ยมผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และคณะผู้บริหารระดับสูง ทั้งในระหว่างการปฏิบัติงานตามปกติ การหยุดซ่อมบำรุงหน่วยผลิต และงานโครงการก่อสร้าง เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ตลอดจนสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและสนับสนุนความปลอดภัยในการทำงาน รวมถึงเป็นตัวอย่างที่ดีด้านภาวะผู้นำความปลอดภัย

SMILE Activity

Working with the right to health

Working with the right to health: กลุ่มไทยออยล์บริหารจัดการและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 และมีมาตรการการดูแลรักษาพนักงานอย่างต่อเนื่องจนหายป่วย และสามารกลับเข้าทำงานได้อย่างปลอดภัย (Return to work) โดยกำหนดมาตรการและนโยบายที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของภาครัฐ พร้อมสร้างความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พนักงาน ผู้รับเหมา คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียของกลุ่มไทยออยล์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งมีการกำหนดนโยบายการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย (Work From Home Policy) เพื่อให้พนักงานมีสิทธิในการเลือกรูปแบบการทำงานที่เหมาะสมกับตน
นอกจากนี้ กลุ่มไทยออยล์ได้จัดทำนโยบายสนับสนุนพนักงานกลุ่มไทยออยล์ “People First for Employee Support Policy” เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและให้ความช่วยเหลือแก่พนักงาน ครอบครัวพนักงาน และสมาชิกชมรมพนักงานเกษียณกลุ่มไทยออยล์ ที่เผชิญกับอุปสรรคทั้งด้านการเงิน กฎหมาย สุขภาพกาย สุขภาพใจ แอลกอฮอล์ หรือยาเสพติด ปัญหาการสมรส ความเจ็บป่วย ของสมาชิกในครอบครัว การดูแลบุตร ฯลฯ ทั้งในรูปแบบของสิทธิประโยชน์สวัสดิการ และมิใช่สวัสดิการ ตลอด 24 ชั่วโมงของทุกวัน

Improving mental health care

Improving mental health care: โครงการ 5 สุข เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาวะของพนักงานวิถีใหม่ (New Normal Work Life) และเพื่อให้พนักงานได้เข้าใจสิทธิที่พนักงานควรได้รับทั้งการดูแลพนักงานรวมถึงพนักงานที่เกษียณอายุในทุกด้านผ่าน โครงการ 5 สุขของกลุ่มไทยออยล์ ได้แก่

Ensuring education for all

Ensuring education for all: การให้ความรู้และสร้างความตระหนักด้านสิทธิมนุษยชน สำหรับพนักงานผ่าน Human Rights E-learning ใน “Thaioil Academy Application” และสำหรับผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ผ่านการจัดกิจกรรมการบรรยายเพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่คู่ค้าอย่างต่อเนื่อง ในงานสัมนาคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ ประจำปี 2566 (Supplier Seminar 2023) ณ หอประชุมไทยออยล์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี อีกทั้งการสร้างความตระหนักรู้ผ่านการยอมรับแนวปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ (Supplier Code of Conduct) เป็นต้น

การร่วมมือกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. ร่วมจัดงาน PTT Group CG Day 2023 ภายใต้แนวคิด “Good to Great : CG Empowering for the Future"

การร่วมมือกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. ร่วมจัดงาน PTT Group CG Day 2023 ภายใต้แนวคิด “Good to Great : CG Empowering for the Future ผสานพลังร่วม รวมพลังสร้าง สู่อนาคตยั่งยืน” ผ่านการจัดงานในรูปแบบ Hybrid เพื่อส่งเสริม เผยแพร่การดำเนินงานด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีของกลุ่ม ปตท. และเน้นย้ำให้บุคลากรทุกระดับในกลุ่ม ปตท. นำหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาใช้ในการปฏิบัติงาน โดยมีคณะกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน ตัวแทนบริษัทคู่ค้า และแขกรับเชิญจากหน่วยงานกำกับฯ เช่น ตัวแทนจากมูลนิธิต่อต้านการทุจริต สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าร่วมงานกว่า 400 คน รวมทั้งมีการเชิญคู่ค้า ลูกค้า และพนักงานเข้าร่วมชมการถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ของงานอีกด้วย

การจัดทำการสำรวจวัฒนธรรมองค์กรด้านการบูรณาการ GRC

การจัดทำการสำรวจวัฒนธรรมองค์กรด้านการบูรณาการ GRC (GRC Culture Survey) ประจำปี 2566 เพื่อประเมินวัฒนธรรมองค์กรด้านการบูรณาการการดำเนินงานด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน และการปฏิบัติตามกฎหมายกฎระเบียบและข้อบังคับ (GRC) ในภาพรวม โดยผลการสำรวจที่ได้รับจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อจัดทำแผนงานเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการกำกับดูแลกิจการอย่างเหมาะสมต่อไป

การสื่อสารให้ข้อมูลหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี

การสื่อสารให้ข้อมูลหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี จรรยาบรรณการดำเนินธุรกิจ และการต่อต้านการทุจริต ผ่านช่องทางการสื่อสารภายในบริษัทฯ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เช่น คอลัมน์ GRC Corner ในวารสารอัคนี (วารสารภายในองค์กร) GRC Newsletter รวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง

การสื่อสารนโยบายงดรับของขวัญ (No Gift Policy)

การสื่อสารนโยบายงดรับของขวัญ (No Gift Policy) ให้พนักงานทุกคนรับทราบผ่านช่องทางสื่อสารภายในองค์กร ในหลากหลายรูปแบบ เช่น คลิปวีดิโอ E-newsletter เป็นต้นตลอดจนการจัดส่ง “หนังสือขอความร่วมมืองดมอบของขวัญหรือของกำนัลแก่ผู้บริหารและพนักงานของกลุ่มไทยออยล์” แก่คู่ค้า ลูกค้า สถาบันการเงิน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทางธุรกิจ เพื่อหลีกเลี่ยงและป้องกันเหตุปัจจัยที่อาจนำไปสู่การกระทำที่ขัดต่อนโยบายการต่อต้านทุจริต

การปรับปรุงสื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (E-learning)

การปรับปรุงสื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (E-learning) ได้แก่ CG Orientation E-learning สำหรับพนักงานใหม่ ประกอบด้วยหัวข้อหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ และการต่อต้านการทุจริต และ Anti-Fraud E-learning สำหรับพนักงานปัจจุบัน เพื่อให้ความรู้ที่มาของการเกิดทุจริต และแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตภายในองค์กร

การจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้

การจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้ และส่งเสริมพฤติกรรมการปฏิบัติงานที่โปร่งใส เป็นธรรม ตลอดปี 2566 เช่น กิจกรรม Compliance & CG Talk หัวข้อ การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย บรรยายโดย นิติกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กิจกรรม Law Focus หัวข้อ การป้องกันการฟอกเงินและต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย บรรยายโดยผู้บริหารจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) กิจกรรม GRC in Action บริเวณหน้างาน CEO Townhall ประจำไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 4 กิจกรรม Good to Great CG Contest เชิญชวนแบ่งปันวิธีการทำงานที่ส่งเสริมแนวทาง CG ในแบบของคุณ เป็นต้น

SAP ECC

ปรับปรุงซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ของระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) ที่บริษัทฯ ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน หรือ ที่เรียกว่า SAP ECC ให้ยังคงสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงระบบ ERP ไปสู่ SAP S/4 HANA ในปี พ.ศ. 2570 (ค.ศ. 2027)

Prominence Enhancement

พัฒนาระบบที่ใช้เก็บข้อมูลการขายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของกลุ่มไทยออยล์ โดยมีข้อมูลในหลายแง่มุม เช่น ประเภทคู่ค้า ราคา ปริมาณการซื้อขาย ช่วงเวลาการซื้อขาย รูปแบบการชำระเงิน เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์โครงสร้างราคา และช่วยในการตัดสินใจสำหรับการกำหนดรูปแบบการซื้อขายที่เหมาะสมกับคู่ค้าแต่ละราย เพิ่มโอกาสในการสร้างผลกำไรที่มากขึ้น ตามแต่ละสถานการณ์ของตลาดที่มีความผันผวน

Predictive Maintenance Analytics

พัฒนาระบบประมวลผลข้อมูลการซ่อมบำรุงอุปกรณ์เครื่องจักรที่สำคัญในกระบวนการผลิตของกลุ่มไทยออยล์ เพื่อใช้ทำนายโอกาสที่อุปกรณ์เครื่องจักรเหล่านั้นจะเกิดความเสียหายและหาทางป้องกันล่วงหน้า เพื่อไม่ไห้เกิดเหตุการณ์ Unplan Shutdown และ Unplan Maintenance ต่างๆ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้

JSKem Pte Ltd & TOPNEXT India Private Limited

JSKem Pte Ltd & TOPNEXT India Private Limited

www.jskem.com.sg 

TOPNEXT ได้ซื้อหุ้นจำนวน 60% ในJSKEM เพื่อขยายธุรกิจด้านจัดจำหน่ายสารทำละลายและเคมีภัณฑ์ในประเทศสิงคโปร์ และอินเดีย ก่อตั้งเมื่อปี 2021

PT. Tirta Surya Raya

PT. Tirta Surya Raya

TOPNEXT (TX)  ได้ซื้อหุ้นจำนวน 67% ใน PT. Tirta Surya Raya ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2019 เป็นบริษัทผู้จัดจำหน่ายสารทำละลายและเคมีภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซีย โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Tangerang ประเทศอินโดนีเซีย

TOP Solvent Myanmar

TOP Solvent Myanmar

TOP Solvent Myanmar (TSMM) ปี พ.ศ.2560 บริษัทฯได้จัดตั้งสำนักงานตัวแทน ในประเทศเมียนมา ภายใต้ชื่อ TOP Solvent Company Limited (Myanmar Representative Office) เป็นตัวแทนบริษัทฯ ในการติดต่อประสานงานกับลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อจำหน่ายสินค้า Petroleum และเคมีภัณฑ์ พร้อมทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

TOP Solvent (Vietnam) Limited Liability

TOP Solvent (Vietnam) Limited Liability

ก่อตั้ง เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2552 โดยมี บจ. ท็อป โซลเว้นท์ ถือหุ้น 100 เปอร์เซนต์ และเป็นการลงทุนต่างประเทศครั้งแรกของไทยออยล์ ให้บริการด้านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สารทำละลาย และเคมีภัณฑ์ หลากหลายรูปแบบ เช่น อุตสาหกรรมสี สารเคลือบผิว ทินเนอร์ กาว ตัวประสาน หมึกพิมพ์ อิเลคโทรนิค นํ้ายาทำความสะอาดต่างๆ การสกัดนํ้ามันพืช และอุตสาหกรรมเคมี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีคลังสินค้าในนิคมอุตสาหกรรม Go Dau (เวียดนามใต้) จังหวัด Dong Nai (เวียดนามใต้) และ จังหวัด Hai Phong (เวียดนามเหนือ)

บริษัท ศักดิ์ไชยสิทธิ จำกัด

บริษัท ศักดิ์ไชยสิทธิ จำกัด

www.sakchaisit.com 

มีบริษัท ท็อป เน็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง เป็นผู้ผลิตสารทำละลายไฮโดรคาร์บอนคุณภาพสูง สำหรับอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมสี, ยางรถยนต์, กาว, น้ำมันพืช, โฟม, พลาสติก, เหมืองทองแดง เป็นต้น