การบริหารจัดการด้านการ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ความท้าทาย ความเสี่ยง
และผลกระทบ
ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นประเด็นสำคัญระดับสากลที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปให้ความสนใจอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเทศไทยได้มีการปรับเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) จากเดิมปี 2608 เป็นปี 2593 ผ่านการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) ฉบับที่ 3 (NDC 3.0) และมีการประกาศเจตนารมณ์ดังกล่าวในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Conference of the Parties: COP) ครั้งที่ 30
ซึ่งจะส่งผลให้เกิดขับเคลื่อนการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการออกกฎหมาย มาตรการ และกลไกทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆ เพื่อผลักดันให้บรรลุการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายของประเทศ อาทิ พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ภาษีคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme: ETS) เป็นต้น ขณะเดียวกัน ความคาดหวังและพฤติกรรมการบริโภคของผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะภาคประชาชน ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้พลังงานและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่เป็นโอกาสและความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านต้นทุน ด้านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ด้านชื่อเสียงและภาพลักษณ์องค์กร เป็นต้น
จากความท้าทายต่างๆ ข้างต้น กลุ่มไทยออยล์จึงได้มีการประเมินความเสี่ยงและโอกาส เพื่อกำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์ระยะยาวให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
คณะกรรมการบริษัทฯ และผู้บริหารของกลุ่มไทยออยล์เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงความเสี่ยงและโอกาสต่างๆ จากทิศทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงข้างต้น กลุ่มไทยออยล์จึงได้มีการดำเนินการผ่านแนวทางกลยุทธ์ 2S1P เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจปัจจุบันและการใช้สินทรัพย์เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Strengthen the Core: S1) ซึ่งครอบคลุมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากกระบวนการผลิตในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีผลตอบแทนที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustaining the Future: S2) โดยเฉพาะธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ (Low Carbon and New Energy)
นอกจากนั้น คณะกรรมการบริษัทฯ ยังให้ความเห็นชอบการทบทวนเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ของกลุ่มไทยออยล์ โดยพร้อมปรับเร่งเป้าหมาย Net Zero เป็นปี 2593 หากได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่มีความคุ้มค่าด้านเศรษฐศาสตร์ และช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ รวมถึงมีการพิจารณอนุมัติการปรับโครงสร้างองค์กร โดยจัดตั้งฝ่ายความยั่งยืนองค์กรขึ้น เพื่อกำกับดูแลกลยุทธ์และบริหารจัดการด้านความยั่งยืน โดยตรงอีกด้วย
เป้าหมาย
การลดก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1 และ 2
เป้าหมายปี 2568
16,600
ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
เป้าหมายระยะยาว
ร้อยละ 15 ภายในปี 2578
ร้อยละจากปีฐาน 2572
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1 และ 2
เป้าหมายปี 2568
ไม่เกิน 3,570,000
ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี 2603
โดยพร้อมปรับเร่งเป้าหมาย Net Zero เป็นปี 2593 หากได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่มีความคุ้มค่าด้านเศรษฐศาสตร์ และช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1
เป้าหมายปี 2567
ไม่เกิน 3,510,000
ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 2
เป้าหมายปี 2568
ไม่เกิน 60,000
ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 3
เป้าหมายปี 2568
ไม่เกิน 50,000,000
ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของกลุ่มไทยออยล์
เป้าหมายครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจหลักของกลุ่มไทยออยล์ โดยคิดเป็นร้อยละ 100 ของบริษัทที่อยู่ภายใต้การควบคุมการดำเนินงาน (Operational Control) หรือมากกว่าร้อยละ 96 ของรายได้จากการขายทั้งหมด
หมายเหตุ : * เมื่อโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP) ดำเนินการเชิงพาณิชย์เต็มปี
แนวทางการบริหารจัดการ
และผลการดำเนินงาน
การกำกับดูแล
คณะกรรมการบริษัทฯ มีบทบาทในการพิจารณาทบทวนกลยุทธ์องค์กรเพื่อให้สอดคล้องตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีการติดตามผลการดำเนินงานผ่านดัชนีวัดผลการดำเนินงาน (Corporate Key Performance Indicators) ด้านความยั่งยืน ได้แก่ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Intensity Index) ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1 และ 2 ของกลุ่มไทยออยล์ (GHG Absolute Target) เป็นประจำทุกปี รวมถึงมีการติดตามการประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคตเป็นประจำทุกไตรมาสผ่านดัชนีวัดความเสี่ยงหลัก (Corporate Key Risk Indicators) ได้แก่ ปริมาณความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission Intensity)
ทั้งนี้ ในการทบทวนกลยุทธ์ ประจำปี 2568 คณะกรรมการบริษัทฯ ได้ให้ความเห็นชอบการทบทวนเป้าหมายและแนวทางการทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของกลุ่มไทยออยล์ (Net Zero GHG Emissions Target and Pathway) โดยปรับปีฐานจากเดิม ปี 2569 เป็นปี 2572 และพร้อมปรับเร่งเป้าหมาย Net Zero เป็นปี 2593 หากได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่มีความคุ้มค่าด้านเศรษฐศาสตร์ และช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
คณะกรรมการบริษัทฯ มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (คณะกรรมการบริษัทฯ ชุดย่อย) กำกับดูแลและติดตามความคืบหน้าของการดำเนินงานด้านความยั่งยืน รวมทั้งการบริหารจัดการประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และมอบหมายให้คณะกรรมการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ระดับฝ่ายบริหาร) ซึ่งมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นประธาน ผลักดันและขัเคลื่อนการดำเนินงานและติดตามความคืบหน้า เป็นประจำทุกไตรมาส โดยผู้บริหารของกลุ่มไทยออยล์มีหน้าที่ในการบริหารจัดการตามกลยุทธ์ที่กำหนดไว้
ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงาน (ระดับฝ่ายบริหาร) และคณะทำงานชุดย่อย (ระดับผู้จัดการแผนก) เพื่อขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กลุ่มไทยออยล์ (Thaioil Group Net Zero Taskforce and Workstream) ซึ่งแบ่งออกเป็นคณะทำงานชุดย่อย 7 ชุด โดยแต่ละชุดจะประกอบด้วยประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้จัดการแผนก และพนักงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดเป้าหมาย ติดตามความคืบหน้า และผลักดันให้การดำเนินงานในการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ของกลุ่มไทยออยล์เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ โดยมี “โครงสร้างการขับเคลื่อนการดำเนินงาน เพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์” ดังนี้
โครงสร้างการกํากับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกลุ่มไทยออยล์ สามารถสรุปได้ดังนี้
ระดับ | บทบาทและความรับผิดชอบ | ความถี่ในการประชุม |
|---|---|---|
คณะกรรมการบริษัทฯ | • ให้ความเห็นชอบในการทบทวนกลยุทธ์องค์กรและแผนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน • กำกับดูแลและประเมินผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนผ่านดัชนีวัดผลการดำเนินงาน (Corporate Key Performance Indicators) ด้านความยั่งยืน • กำกับดูแลและประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคตผ่านดัชนีวัดความเสี่ยงหลัก (Corporate Key Risk Indicators) | เป็นประจำทุกปี |
คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (คณะกรรมการบริษัทฯ ชุดย่อย) | • กำหนดและทบทวนกลยุทธ์ แผนการดำเนินงาน เป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ • สนับสนุน ให้คำแนะนำ และส่งเสริมให้การดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน • สนับสนุนให้คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน ปฏิบัติตนตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนจนเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร รวมถึงเข้ารับการประเมินหรือการจัดอันดับด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน • กํากับดูแล ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน | อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง |
คณะกรรมการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
(ระดับฝ่ายบริหาร)
| • กำหนดทิศทาง นโยบาย กรอบการดำเนินงาน ประเด็นสำคัญ กลยุทธ์ด้านความยั่งยืน ดัชนีชี้วัดขององค์กร รวมถึงเป้าหมายในระยะสั้นและระยะยาว ตลอดจนสร้างคุณค่าให้ผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว • ผลักดัน ทบทวน และติดตามความคืบหน้าของแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะสั้นและระยะยาว พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบและดัชนีชี้วัดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง • ให้คำปรึกษา ความคิดเห็น คำแนะนำ ส่งเสริม และสนับสนุนทรัพยากรและบุคลากรที่เหมาะสม • ส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ มีส่วนร่วมในการบูรณาการประเด็นสำคัญเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง • ผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุประเด็นความเสี่ยง โอกาสทางธุรกิจ รวมทั้งจัดทำแผนการบริหารความเสี่ยงและแผนการดำเนินงานรองรับโอกาสที่สำคัญและจำเป็น • สนับสนุนและส่งเสริมให้พนักงานมีจิตสำนึกและวัฒนธรรมด้านความยั่งยืน รวมถึงสนับสนุนโครงการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง • แต่งตั้งคณะทำงาน เพื่อรับผิดชอบการดำเนินงานและผลักดันประเด็นสำคัญหรือเร่งด่วนด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน | เป็นประจำทุกไตรมาส |
คณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กลุ่มไทยออยล์ (ระดับฝ่ายบริหาร) | • จัดทำและทบทวนกลยุทธ์ เป้าหมาย ทิศทางการดำเนินงาน และตัวชี้วัด รวมถึงติดตามความคืบหน้าผลการดำเนินงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับบริษัท และภาพรวมของกลุ่มไทยออยล์ • ขับเคลื่อน ติดตาม สนับสนุน ควบคุม และประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย (Advocacy) รวมถึงกลยุทธ์และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของกลุ่มไทยออยล์ • คัดเลือกโครงการหรือกลไกที่เหมาะสม เพื่อขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานไปสู่การปฏิบัติผ่านแนวทางการลด การชดเชย และการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมาย • ให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะ เสนอแนวทาง และผลักดันโครงการเกี่ยวกับการลดคาร์บอนและเทคโนโลยีการลดคาร์บอน รวมถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ • สื่อสารผลการดำเนินงานตามกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ | เป็นประจำทุกไตรมาส |
คณะทำงานชุดย่อย
เพื่อขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
กลุ่มไทยออยล์
(ระดับผู้จัดการแผนก)
| • ขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะทำงานชุดย่อยแต่ละคณะ เพื่อให้สอดคล้องตามกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินการเพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของกลุ่มไทยออยล์ • ศึกษา คัดเลือก จัดทำแผนปฏิบัติการ และผลักดันโครงการ หรือกลไกที่เหมาะสมในการนำไปปฏิบัติผ่านแนวทางการลด การชดเชย และการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปตามเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว • ให้ข้อมูล ข้อเสนอแนะ และร่วมจัดทำรายงานสรุปผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผลการศึกษาเทคโนโลยีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ รวมถึงการเข้าร่วมและติดตามการดำเนินงานในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับบริษัทและระดับภาพรวมของกลุ่มไทยออยล์ • จัดทำข้อเสนอแนะหรือแนวทางการดำเนินงาน (Advocacy) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกกลุ่มไทยออยล์ เพื่อให้เกิดความร่วมมือและการสนับสนุนโครงการและกลไกในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ควบคู่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจและการสร้างโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ • แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนแสวงหาความร่วมมือในการควบคุมและลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อพัฒนาทักษะบุคลากรและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกกลุ่มไทยออยล์ • ทบทวนฐานข้อมูลและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับบริษัทและภาพรวมของกลุ่มไทยออยล์ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการทบทวนกลยุทธ์และแผนการดำเนินการ | เป็นประจำทุกไตรมาส |
กลุ่มไทยออยล์ได้กำหนดกลยุทธ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions Strategy) หรือที่เรียกว่า กลยุทธ์ 3Cs ดังนี้
การบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กลุ่มไทยออยล์ได้ตรวจสอบความยืดหยุ่นของกลยุทธ์ข้างต้นด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์จำลอง (Scenario Analysis) และประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อธุรกิจในสถานการณ์ต่างๆ ด้วยการประเมินความเสี่ยงและโอกาสในช่วงปี 2571 – 2578 – 2593 โดยอ้างอิงแนวทางจากมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศตาม IFRS S2 หรือ International Financial Reporting Standards S2 ซึ่งประยุกต์ใช้แนวทางการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ หรือ Task Force on Climate Related Financial Disclosures (TCFD) ในการประเมินความเสี่ยงและโอกาส โดยวิเคราะห์สถานการณ์จำลองเทียบกับสถานการณ์พื้นฐาน (Baseline Scenario) ใน 2 สถานการณ์ ดังนี้
การวิเคราะห์สถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่าน (The Transition Scenario)
กลุ่มไทยออยล์ประเมินความเสี่ยงและโอกาสใน 4 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยจากกฎหมายและกฎระเบียบของภาครัฐ (Regulatory Risk) ปัจจัยจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี (Technological Risk) ได้แก่ กรณีที่เทคโนโลยีการใช้พลังงานทางเลือกทดแทนน้ำมันมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ปัจจัยจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของตลาดและผู้บริโภค (Market Risk) ได้แก่ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคและกลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี (Downstream) ที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำตามแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ รวมไปถึงความผันผวนของราคาน้ำมันดิบจากผู้ค้าน้ำมันดิบ (Upstream) ที่ส่งผลต่อความไม่แน่นอนของรายได้ทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานยังเป็นโอกาสให้กลุ่มไทยออยล์ในการแสวงหาการลงทุนทางธุรกิจและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆและปัจจัยจากชื่อเสียงและผู้มีส่วนได้เสีย (Reputational Risk) ได้แก่ กรณีที่กลุ่มไทยออยล์ไม่มีการดำเนินการเพื่อลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ทันท่วงทีต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทๆ โดยวิเคราะห์สถานการณ์จำลองในปี 2571 – 2578 – 2593 ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำ กระบวนการผลิต และปลายน้ำ ผ่าน 2 แบบจำลองสถานการณ์ ได้แก่
NGFS-NDC หรือ Network for Greening the Financial System-Nationally Determined Contributions
เป็นสถานการณ์แนวทางการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศภายใต้นโยบายที่มีอยู่ในปัจจุบันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยสถานการณ์นี้สะท้อนถึงแนวทางนโยบายปัจจุบันและแผนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สอดคล้องกับการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ที่แต่ละประเทศกำหนด ซึ่งยังคง “ไม่เพียงพอ” ต่อการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5°C หรือ 2°C ภายใต้ข้อตกลงปารีส
NGFS-NZE หรือ Network for Greening the Financial System-Net Zero Emissions
เป็นสถานการณ์แนวทางการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศที่บรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายใน 2593 โดยสถานการณ์นี้สะท้อนถึงแนวทางการรักษาและจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่สูงขึ้นให้ “ไม่เกิน 5°C” สำเร็จ ผ่านการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเป็นไปตามคำมั่นสัญญาในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายใต้ข้อตกลงปารีส
จากผลการวิเคราะห์ประเด็นด้านความเสี่ยงและโอกาสทั้ง 4 ปัจจัยตามที่ได้กล่าวข้างต้น พบว่า ปัจจัยจากกฎหมายและกฎระเบียบของภาครัฐ เป็นประเด็นความเสี่ยงทีมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจต่อกลุ่มไทยออยล์ในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่จะบังคับใช้ในอนาคต เช่น ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme : ETS) ตามที่กำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ. ลดโลกร้อน
ความเสี่ยงและโอกาสจากนโยบายและกฎระเบียบจากภาครัฐ
จากนโยบายและกฎระเบียบจากภาครัฐ
จากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี
จากการเปลี่ยนแปลงของตลาด
จากผู้มีส่วนได้เสียและภาพลักษณ์
ความเสี่ยงและโอกาส
จากนโยบายและกฎระเบียบจากภาครัฐ
ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันและการลงทุนในอนาคต คือ การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยที่ได้ให้คำมั่นสัญญาในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจจะเป็นความเสี่ยงต่อต้นทุนการผลิตของกลุ่มไทยออยล์เมื่อมีการออกกฎหมายและมาตรการต่างๆ
เพื่อผลักดันให้การบริหารจัดการสำเร็จตามเป้าหมาย เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ. ลดโลกร้อน การรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ กลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่จะบังคับใช้ในอนาคต เช่น ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme) เป็นต้น ที่อาจบังคับใช้โดยภาครัฐหลังปี 2573 สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตของบริษัทฯ
อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากราคาคาร์บอนที่ต้นน้ำ (Upstream) กรณีประเทศต้นทางของผู้ค้าน้ำมันดิบมีการคิดราคาคาร์บอนและกระทบต่อราคาต้นทุนวัตถุดิบที่จะสูงขึ้นด้วย และความเสี่ยงจากราคาคาร์บอนที่ปลายน้ำ (Downstream) จากมาตรการภาษีระหว่างพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Boarder Adjustment Mechanism: CBAM) ที่อาจมีผลต่อความต้องการและราคาของสินค้าปิโตรเคมีบางชนิดหากกลุ่มไทยออยล์มีการส่งออกไปหาลูกค้าในตลาดยุโรปในอนาคต
จากสภาวะดังกล่าวธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมันอาจจะปรับตัวตามไม่ทันและมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนที่สูงขึ้นและแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว อย่างไรก็ตาม มาตรการของภาครัฐอาจเป็นโอกาสให้แก่กลุ่มไทยออยล์ในการวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ หากภาครัฐมีการส่งเสริมหรือให้แรงจูงใจในการลงทุนในการผลิตและการใช้พลังงานสะอาด เช่น ธุรกิจไฮโดรเจน การผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน เป็นต้น
มาตรการรับมือ
- แสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ (Low Carbon and New Energy) ที่มีผลตอบแทนที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดความผันผวนของผลการดำเนินงานและการพึ่งพาธุรกิจปิโตรเลียม ด้วยการปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงในอนาคตตามกลยุทธ์การสร้างการเติบโตในอนาคตได้อย่างยั่งยืน (Sustaining the Future: S2)
- ติดตามความคืบหน้าของกฎหมายและกฎระเบียบของภาครัฐอย่างใกล้ชิด และวิเคราะห์ผลกระทบทางการเงินกรณีมีมาตการราคาคาร์บอน (Sensitivity Analysis for Carbon Pricing)
- ติดตามผลกระทบจากราคาคาร์บอนกรณีส่งผ่านมาจากคู่ค้าน้ำมันดิบและกำหนดกลยุทธ์การสรรหา (Sourcing) ที่เหมาะสม
- ทบทวนและดำเนินการตามแนวทางการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ในกระบวนผลิต
- ศึกษา คัดเลือก และผลักดันโครงการ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน (Clean and Renewable Energy) ที่เหมาะสมภายในกลุ่มไทยออยล์ รวมถึงโครงการสำหรับเทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) รวมถึงศึกษาผลกระทบที่เกี่ยวข้อง เมื่อมีการผลักดันเทคโนโลยี CCUS เข้ามาดำเนินงานในหน่วยการผลิต
- เข้าร่วมเป็นสมาชิกหรือเครือข่ายกับสมาคมด้านก๊าซเรือนกระจก เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCNN) และองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development: TBCSD) เพื่อติดตามความคืบหน้าและเสนอข้อคิดเห็นต่อกฎระเบียบของภาครัฐ และเสนอแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางการปรับตัวของภาคเอกชนไทย
ความเสี่ยงและโอกาส
จากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี
มาตรการรับมือ
ศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) ในกระบวนการผลิต
เข้าร่วมศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการกักเก็บและขนส่งคาร์บอน (Carbon Transportation and Storage) ในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย ร่วมกับกลุ่ม ปตท.
แสวงหาโอกาสทางธุรกิจในการนำคาร์บอนที่กักเก็บได้ไปใช้ประโยชน์ (Carbon Utilization) ในเชิงพาณิชย์
แสวงหาโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มไฮโดรเจนน้ำเงินหรือสีเขียว
แสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ (New S - curve Business)
ความเสี่ยงและโอกาส
จากการเปลี่ยนแปลงของตลาด
รวมไปถึงแนวโน้มตลาดในอนาคตที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) ของหลายประเทศทั่วโลก หรือการเติบโตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีผลต่อปริมาณความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงที่อาจลดลงในอนาคต
นอกจากนั้น คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งประเทศไทยได้ประกาศนโยบาย 30@30 โดยตั้งเป้าหมายการผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อย ร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี 2573 โดยในปี 2566 คณะกรรมการฯ นี้ได้ออกมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ในช่วงระยะเวลา 4 ปี (ในช่วงปี 2567 – 2570) ซึ่งจะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น แนวโน้มความต้องการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนจะสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อยอดขายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มไทยออยล์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานยังเป็นโอกาสให้กลุ่มไทยออยล์ในการแสวงหาการลงทุนทางธุรกิจและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
มาตรการรับมือ
ปรับสัดส่วนการผลิตนํ้ามันเบนซินให้สอดรับกับความต้องการที่อาจจะลดลงในอนาคต และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตโดยการลงทุนที่เน้นการผลิตน้ำมันประเภทดีเซลและน้ำมันอากาศยานมากขึ้น ผ่านโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP)
ปรับโครงสร้างการลงทุน (Business Portfolio) ให้รองรับกับตลาดในอนาคต
วิเคราะห์ปริมาณความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมัน (Peak Oil) และติดตามทิศทางตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ (Product Portfolio) อย่างเหมาะสมกับสถาณการณ์
ลงทุนกับบริษัทปิโตรเคมีชั้นนำในประเทศอินโดนีเซีย บริษัท PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) เพื่อปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ไปสู่ตลาดเคมีภัณฑ์ที่ยังมีแนวโน้มความต้องการสูง
ศึกษาความเป็นไปได้ของเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel)
ศึกษาความเป็นไปได้ของการผลิตน้ำมันอากาศยานที่ยั่งยืน (SAF) ร่วมกับกลุ่ม ปตท.
สานสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทราบความต้องการผลิตภัณฑ์ในอนาคต พร้อมทั้งปรับแผนกลยุทธ์ธุรกิจมุ่งสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Product) และเคมีภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษ (Specialty Chemicals) ควบคู่ไปกับกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Product)
ความเสี่ยงและโอกาส
จากผู้มีส่วนได้เสียและภาพลักษณ์
มาตรการรับมือ
ประกาศเจตนารมณ์ในการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
จัดทำแนวทางการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
สื่อสารความก้าวหน้ากับผู้มีส่วนได้เสียอย่างต่อเนื่อง
เข้าร่วมกลุ่มสมาคมและองค์กรที่ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนและมุ่งสู่การสนับสนุนเป้าหมายประเทศ
ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันและการลงทุนในอนาคตคือ การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยที่ได้ให้คำมั่นสัญญาในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจจะเป็นความเสี่ยงต่อต้นทุนการผลิตของกลุ่มไทยออยล์เมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่างๆ เพื่อผลักดันให้การบริหารจัดการสำเร็จตามเป้าหมาย เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ. ลดโลกร้อน การรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ กลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่จะบังคับใช้ในอนาคต เช่น ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme) เป็นต้น ที่อาจบังคับใช้โดยภาครัฐหลังปี 2573 สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตของบริษัทฯ
อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากราคาคาร์บอนที่ต้นน้ำ (Upstream) กรณีประเทศต้นทางของผู้ค้าน้ำมันดิบมีการคิดราคาคาร์บอนและกระทบต่อราคาต้นทุนวัตถุดิบที่จะสูงขึ้นด้วย และความเสี่ยงจากราคาคาร์บอนที่ปลายน้ำ (Downstream) จากมาตรการภาษีระหว่างพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Boarder Adjustment Mechanism: CBAM) ที่อาจมีผลต่อความต้องการและราคาของสินค้าปิโตรเคมีบางชนิดหากกลุ่มไทยออยล์มีการส่งออกไปหาลูกค้าในตลาดยุโรปในอนาคต
จากสภาวะดังกล่าวธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมันอาจจะปรับตัวตามไม่ทันและมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนที่สูงขึ้นและแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว อย่างไรก็ตาม มาตรการของภาครัฐอาจเป็นโอกาสให้แก่กลุ่มไทยออยล์ในการวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ หากภาครัฐมีการส่งเสริมหรือให้แรงจูงใจในการลงทุนในการผลิตและการใช้พลังงานสะอาด เช่น ธุรกิจไฮโดรเจน การผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน เป็นต้น
- แสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ (Low Carbon and New Energy) ที่มีผลตอบแทนที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดความผันผวนของผลการดำเนินงานและการพึ่งพาธุรกิจปิโตรเลียม ด้วยการปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงในอนาคตตามกลยุทธ์การสร้างการเติบโตในอนาคตได้อย่างยั่งยืน (Sustaining the Future: S2)
- ติดตามความคืบหน้าของกฎหมายและกฎระเบียบของภาครัฐอย่างใกล้ชิด และวิเคราะห์ผลกระทบทางการเงินกรณีมีมาตการราคาคาร์บอน (Sensitivity Analysis for Carbon Pricing)
- ติดตามผลกระทบจากราคาคาร์บอนกรณีส่งผ่านมาจากคู่ค้าน้ำมันดิบและกำหนดกลยุทธ์การสรรหา (Sourcing) ที่เหมาะสม
- ทบทวนและดำเนินการตามแนวทางการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ในกระบวนผลิต
- ศึกษา คัดเลือก และผลักดันโครงการ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน (Clean and Renewable Energy) ที่เหมาะสมภายในกลุ่มไทยออยล์ รวมถึงโครงการสำหรับเทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) รวมถึงศึกษาผลกระทบที่เกี่ยวข้อง เมื่อมีการผลักดันเทคโนโลยี CCUS เข้ามาดำเนินงานในหน่วยการผลิต
- เข้าร่วมเป็นสมาชิกหรือเครือข่ายกับสมาคมด้านก๊าซเรือนกระจก เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCNN) และองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development: TBCSD) เพื่อติดตามความคืบหน้าและเสนอข้อคิดเห็นต่อกฎระเบียบของภาครัฐ และเสนอแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางการปรับตัวของภาคเอกชนไทย
ผลการวิเคราะห์
ผลกระทบต่อการเงิน
ความเสี่ยงที่สำคัญ
1.ผลกระทบจากราคาคาร์บอน จากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าจากกระบวนการผลิตของบริษัทฯ โดยประเมินสถานการณ์ในกรณีที่ประเทศไทยใช้กลไกซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและอ้างอิงปริมาณควบคุม (Allocation) ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มไทยออยล์เมื่อโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project : CFP) ดำเนินการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบและอ้างอิงราคาคาร์บอนในปี 2571 – 2578 – 2593 ตามที่กำหนดใน 2 สถานการณ์ ประกอบด้วย NGFS-NDC และ NGFS-NZE
2. ผลกระทบจากต่อความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมัน (สินค้าของบริษัทฯ) ที่ลดลง จากการเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกของลูกค้า (Downstream) โดยอ้างอิงปริมาณความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันของอาเซียนจาก IEA World Energy Outlook 2021
3. ผลกระทบจากอัตราราคาคาร์บอน จากการเพิ่มราคาต้นทุนจากผู้ค้าน้ำมันดิบ (Upstream) กรณีผู้ค้าน้ำมันดิบได้รับผลกระทบจากมาตรการกลไกราคาคาร์บอนในประเทศต้นทางและส่งต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อบริษัทฯ ร้อยละ 100
รายละเอียดผลกระทบทางการเงินจากการวิเคราะห์สถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่าน (The Transition Scenario)
การวิเคราะห์สถานการณ์ความเสี่ยงทางกายภาพ (The Physical Scenario)
กลุ่มไทยออยล์ประเมินความเสี่ยงทางกายภาพ ทั้งกรณีผลกระทบเฉียบพลัน (Acute Impact) ได้แก่ สถานการณ์การเกิดพายุ (Storm) ที่อาจส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต (Upstream) และการขนส่งผลิตภัณฑ์ทางเรือ (Downstream) ตลอดจนความเร็วลมจากพายุที่เกิดขึ้นพัดผ่านพื้นที่ปฏิบัติการที่อาจสร้างความเสียหายต่อเครื่องจักรอุปกรณ์ในกระบวนการผลิต (Own operations) ในขณะเดียวกัน กรณีผลกระทบแบบค่อยเป็นค่อยไป (Chronic Impact) ได้แก่ สถานการณ์อุทกภัยน้ำท่วม (Flood) จากนำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นที่อาจสร้างความเสียหายต่อเครื่องจักรอุปกรณ์ในกระบวนการผลิต (Own Operations) รวมไปถึง สถานการณ์การขาดแคลนน้ำ (Water Scarcity) เพื่อการผลิตที่อาจส่งผลต่อการสรรหาน้ำเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต (Own Operations) จากการเพิ่มอุณหภูมิของโลก โดยวิเคราะห์สถานการณ์จำลองในปี 2571 – 2578 – 2593 ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงกระบวนการผลิต ซึ่งครอบคลุมโครงการใหม่ (New Operations) ได้แก่ โครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP) ผ่านแบบจำลองการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของโลกในอนาคต (Shared Socioeconomic Pathways: SSPs) ซึ่งได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ใน 2 สถานการณ์จำลอง ได้แก่
SSP 1 - 2.6 หรือ Shared Socioeconomic Pathway 1 - 2.6
เป็นสถานการณ์ "เส้นทางสู่ความยั่งยืน" ที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีปริมาณลดลงอย่างมาก ผ่านการกำหนดแนวทางการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศโดยกำหนดให้อุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.8°C ภายในปี 2603
SSP 5 - 8.5 หรือ Shared Socioeconomic Pathway 5 - 8.5
เป็นสถานการณ์ “เส้นทางขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล” ที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ผ่านการกำหนดแนวทางการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศโดยอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 4°C ภายในปี 2603
จากผลการวิเคราะห์ประเด็นด้านความเสี่ยงและโอกาส ทั้งกรณีผลกระทบเฉียบพลัน (Acute Impact) และกรณีผลกระทบแบบค่อยเป็นค่อยไป (Chronic Impact) พบว่า สถานการณ์การขาดแคลนน้ำเพื่อการผลิต (Water Scarcity) เป็นประเด็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์ในอนาคต กรณีที่บริษัทฯ ไม่สามารถสรรหาน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของกระบวนการผลิต อาจส่งผลต่อการสรรหาน้ำเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต และการลงทุนโครงการขยาย เช่น Clean Fuel Project (CFP) และโครงการอื่นๆ ในอนาคต
ความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ (Water Scarcity Risk)
ความเสี่ยง
จากการขาดแคลนน้ำ (Water Scarcity Risk)
ความเสี่ยงทางกายภาพที่มีนัยสำคัญสูงของกลุ่มไทยออยล์ คือกรณีการขาดแคลนน้ำเพื่อการผลิต อาจส่งผลต่อการสรรหาน้ำเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต และการลงทุนโครงการขยาย เช่น โครงการพลังงานสะอาด (CFP) และโครงการอื่นๆ ในอนาคต เป็นต้น
ซึ่งจัดเป็น Chronic Impact อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการขาดแคลนน้ำ ตลอดจนความต้องการใช้น้ำจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย ที่กำลังมีการดำเนินโครงการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ซึ่งส่งผลให้ความต้องการการใช้น้ำบริเวณพื้นที่ภาคตะวันออกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต กลุ่มไทยออยล์ได้เล็งเห็นความสำคัญในการเตรียมความพร้อมรับมือเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ กระบวนการผลิต สิ่งแวดล้อม และชุมชน
กลุ่มไทยออยล์จึงได้ติดตาม คาดการณ์ และประเมินความเสี่ยงของสถานการณ์น้ำ พร้อมวิเคราะห์สถานการณ์จำลอง (Scenario Analysis) และความอ่อนไหวต่อธุรกิจ (Sensitivity Analysis) กรณีกระบวนการผลิตมีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำในสัดส่วนต่างๆ โดยหน่วยงานความเสี่ยงร่วมกับคณะทำงานการบริหารจัดการน้ำของกลุ่มไทยออยล์เป็นประจำ ทั้งยังนำ WRI Aqueduct Water Tools ที่พัฒนาโดย World Resource Institute ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงาน และเข้าร่วมกับหน่วยงานภายนอกองค์กรและหน่วยงานราชการ เช่น คณะทำงานการบริหารจัดการน้ำของกลุ่ม ปตท. (PTT Group Water Committee) ของพื้นที่ภาคตะวันออก คณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการน้ำภาคตะวันออก (Keyman Water War Room) และสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น เพื่อสร้างเครือข่ายในการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการในทุกภาคส่วน และกำหนดมาตรการเชิงรุกในการลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตและชุมชนร่วมกันอย่างทันท่วงที
มาตรการรับมือ
เพื่อรักษาดุลยภาพระหว่างการดำเนินธุรกิจและผู้มีส่วนได้เสีย กลุ่มไทยออยล์เห็นพ้องกับหน่วยงานภาครัฐโดยให้ความสำคัญกับชุมชนเป็นอันดับแรกหากเกิดสภาวะขาดแคลนน้ำ เพื่อให้ชุมชนได้รับน้ำที่เพียงพอต่อการทำเกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค ซึ่งจะได้รับการจัดสรรน้ำจากหน่วยงานภาครัฐก่อนที่หน่วยงานภาครัฐจะส่งน้ำมาให้กลุ่มไทยออยล์ และเพื่อรองรับต่อสถานการณ์ดังกล่าว กลุ่มไทยออยล์ได้กำหนดกลยุทธ์ระยะยาว “Long – term Water Supply Strategy ปี 2568 – 2572 เพื่อเพิ่มความมั่นคงและลดความเสี่ยงกรณีขาดแคลนน้ำที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ตลอดจนรองรับความต้องการการใช้น้ำสำหรับโครงการขยายในอนาคต โดยมีการบริหารจัดการ ดังนี้
ในปัจจุบันกลุ่มไทยออยล์ใช้น้ำอยู่ 2 ประเภทคือ น้ำทะเล โดยมีหน่วยกลั่นน้ำทะเล (Desalination Unit) ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำทะเลเป็นน้ำจืด และ น้ำดิบ ที่รับมาจากผู้จัดสรรน้ำ 1 แหล่งคือ อ่างเก็บน้ำบางพระโดยกรมชลประทาน ที่มีการจัดสรรน้ำอย่างบูรณาการร่วมกับกลุ่มไทยออยล์โดยสัมพันธ์กับนโยบายของรัฐหรือบริบทของพื้นที่ที่ใช้น้ำร่วมกัน เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตของกลุ่มไทยออยล์ เช่น ระบบหอหล่อเย็น ระบบการผลิตน้ำปราศจากแร่ธาตุเพื่อผลิตไอน้ำ และในกระบวนการผลิตอื่นๆ เป็นต้น โดยผ่านการปรับปรุงคุณภาพน้ำและควบคุมคุณภาพน้ำให้ดีกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดก่อนระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และหลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) ในการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
โครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ภายใต้กลยุทธ์ระยะยาว “Long-term Water Supply Strategy ปี 2568 - 2572” เช่น
- โครงการศึกษาการนำน้ำทิ้งชุมชนเมืองพัทยากลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ (Pattaya Wastewater Recycle)
นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เช่น
โครงการแหล่งน้ำดิบจากบ่อน้ำเอกชน ที่มีศักยภาพและไม่มีผลกระทบกับการใช้น้ำของชุมชนและเกษตรกร เพื่อการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพิ่มความหลากหลายในการบริหารจัดการแหล่งน้ำ (Water Supply Management) เพื่อลดความสี่ยงกรณีขาดแคลนน้ำดิบ บริษัทฯ ได้ทำสัญญาซื้อขายน้ำดิบกับเอกชนเรียบร้อย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำดิบ และระบบควบคุมคุณภาพด้วยระบบออสโมซิส (RO)
ความเสี่ยง
ทางกายภาพอื่นๆ
มาตรการรับมือ
คาดการณ์และติดตามข้อมูลการเกิดพายุไซโคลน พร้อมทั้งระบบเตือนภัยที่เกี่ยวข้อง
วางแผนการผลิตและส่งมอบผลิตภัณฑ์ล่วงหน้าก่อนเกิดพายุไซโคลนนอกชายฝั่ง
ทบทวนและจัดทำมาตรการฉุกเฉินให้ครอบคลุมการป้องการความเสียหายจากพายุไซโคลน
ความเสี่ยงทางกายภาพที่มีนัยสำคัญสูงของกลุ่มไทยออยล์ คือกรณีการขาดแคลนน้ำเพื่อการผลิต อาจส่งผลต่อการสรรหาน้ำเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต และการลงทุนโครงการขยาย เช่น โครงการพลังงานสะอาด (CFP) และโครงการอื่นๆ ในอนาคต เป็นต้น ซึ่งจัดเป็น Chronic Impact อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการขาดแคลนน้ำ ตลอดจนความต้องการใช้น้ำจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย ที่กำลังมีการดำเนินโครงการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ซึ่งส่งผลให้ความต้องการการใช้น้ำบริเวณพื้นที่ภาคตะวันออกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต กลุ่มไทยออยล์ได้เล็งเห็นความสำคัญในการเตรียมความพร้อมรับมือเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ กระบวนการผลิต สิ่งแวดล้อม และชุมชน
กลุ่มไทยออยล์จึงได้ติดตาม คาดการณ์ และประเมินความเสี่ยงของสถานการณ์น้ำ พร้อมวิเคราะห์สถานการณ์จำลอง (Scenario Analysis) และความอ่อนไหวต่อธุรกิจ (Sensitivity Analysis) กรณีกระบวนการผลิตมีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำในสัดส่วนต่างๆ โดยหน่วยงานความเสี่ยงร่วมกับคณะทำงานการบริหารจัดการน้ำของกลุ่มไทยออยล์เป็นประจำ ทั้งยังนำ WRI Aqueduct Water Tools ที่พัฒนาโดย World Resource Institute ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงาน และเข้าร่วมกับหน่วยงานภายนอกองค์กรและหน่วยงานราชการ เช่น คณะทำงานการบริหารจัดการน้ำของกลุ่ม ปตท. (PTT Group Water Committee) ของพื้นที่ภาคตะวันออก คณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการน้ำภาคตะวันออก (Keyman Water War Room) และสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น เพื่อสร้างเครือข่ายในการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการในทุกภาคส่วน และกำหนดมาตรการเชิงรุกในการลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตและชุมชนร่วมกันอย่างทันท่วงที
เพื่อรักษาดุลยภาพระหว่างการดำเนินธุรกิจและผู้มีส่วนได้เสีย กลุ่มไทยออยล์เห็นพ้องกับหน่วยงานภาครัฐโดยให้ความสำคัญกับชุมชนเป็นอันดับแรกหากเกิดสภาวะขาดแคลนน้ำ เพื่อให้ชุมชนได้รับน้ำที่เพียงพอต่อการทำเกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค ซึ่งจะได้รับการจัดสรรน้ำจากหน่วยงานภาครัฐก่อนที่หน่วยงานภาครัฐจะส่งน้ำมาให้กลุ่มไทยออยล์ และเพื่อรองรับต่อสถานการณ์ดังกล่าว กลุ่มไทยออยล์ได้กำหนดกลยุทธ์ระยะยาว “Long – term Water Supply Strategy ปี 2568 – 2572 เพื่อเพิ่มความมั่นคงและลดความเสี่ยงกรณีขาดแคลนน้ำที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ตลอดจนรองรับความต้องการการใช้น้ำสำหรับโครงการขยายในอนาคต โดยมีการบริหารจัดการ ดังนี้
ในปัจจุบันกลุ่มไทยออยล์ใช้น้ำอยู่ 2 ประเภทคือ น้ำทะเล โดยมีหน่วยกลั่นน้ำทะเล (Desalination Unit) ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำทะเลเป็นน้ำจืด และ น้ำดิบ ที่รับมาจากผู้จัดสรรน้ำ 1 แหล่งคือ อ่างเก็บน้ำบางพระโดยกรมชลประทาน ที่มีการจัดสรรน้ำอย่างบูรณาการร่วมกับกลุ่มไทยออยล์โดยสัมพันธ์กับนโยบายของรัฐหรือบริบทของพื้นที่ที่ใช้น้ำร่วมกัน เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตของกลุ่มไทยออยล์ เช่น ระบบหอหล่อเย็น ระบบการผลิตน้ำปราศจากแร่ธาตุเพื่อผลิตไอน้ำ และในกระบวนการผลิตอื่นๆ เป็นต้น โดยผ่านการปรับปรุงคุณภาพน้ำและควบคุมคุณภาพน้ำให้ดีกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดก่อนระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และหลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) ในการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
- โครงการศึกษาการนำน้ำทิ้งชุมชนเมืองพัทยากลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ (Pattaya Wastewater Recycle)
- โครงการแหล่งน้ำดิบจากบ่อน้ำเอกชน ที่มีศักยภาพและไม่มีผลกระทบกับการใช้น้ำของชุมชนและเกษตรกร เพื่อการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพิ่มความหลากหลายในการบริหารจัดการแหล่งน้ำ (Water Supply Management) เพื่อลดความสี่ยงกรณีขาดแคลนน้ำดิบ บริษัทฯ ได้ทำสัญญาซื้อขายน้ำดิบกับเอกชนเรียบร้อย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำดิบ และระบบควบคุมคุณภาพด้วยระบบออสโมซิส (RO)
ผลการวิเคราะห์
ผลกระทบต่อการเงิน
ความเสี่ยงที่สำคัญ
1. ผลกระทบจากภาวะขาดแคลนน้ำ กรณีแหล่งน้ำจากภาครัฐลดการจ่ายน้ำให้บริษัทฯ ลงร้อยละ 10 บริษัทฯ จะดำเนินการลงทุนตามมาตรการ Long-term Water Supply Strategy ปี 2568 – 2572 โดยมีการพิจารณาปรับเพิ่มปริมาณน้ำดิบจากแหล่งน้ำเอกชน และการพิจารณาปรับเพิ่มน้ำจืดจากน้ำทะเล โดยหน่วยกลั่นน้ำทะเล (Thermal Desalination Unit) รวมทั้งการวางแผนสำรองน้ำดิบในพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อจัดหาน้ำดิบให้เพียงพอต่อกระบวนการผลิต ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น
การกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing: ICP)
กลุ่มไทยออยล์ได้นำการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Price: ICP) มาใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินผลกระทบของราคาคาร์บอนต่อความคุ้มทุนสำหรับโครงการลงทุนของกลุ่มไทยออยล์ที่ก่อให้เกิดการเพิ่มหรือลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (ขอบเขตที่ 1) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (ขอบเขตที่ 2) โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ ได้แก่ ดังนี้
- เพื่อผลักดันการลงทุนในธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและพลังงานรูปแบบใหม่ และการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยนำผลกระทบของราคาคาร์บอนมาเป็นปัจจัยในการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ที่จะได้รับ รวมถึงประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อสร้างโอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและพลังงานรูปแบบใหม่ ตลอดจนเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจลงทุนเชิงกลยุทธ์ในระยะยาวและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว
- เพื่อสนับสนุนการกำหนดกลยุทธ์และการวางแผนทางการเงิน โดยนำราคาคาร์บอนมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) ทั้งในการประเมินและการบริหารจัดการความเสี่ยง รวมถึงโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มไทยออยล์สามารถวางแผนกลยุทธ์และแผนการบริหารจัดการการเงิน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกลไกราคาคาร์บอน ที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของกลุ่มไทยออยล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ภาษีคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น
ทั้งนี้ กลุ่มไทยออยล์มีการนำการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (ICP) มาประยุกต์ใช้ในการลงทุนทุกประเภทการลงทุนของกลุ่มไทยออยล์ ตามขอบเขตการบังคับใช้นโยบายการลงทุนของกลุ่มไทยออยล์ (TOP Group Investment Management Procedure: TIM) และกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในกระบวนการผลิต (Plant Change Procedure) เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจลงทุน ทั้งการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิม (Existing) และการลงทุนที่ก่อให้เกิดสินทรัพย์ใหม่ ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นในโครงการนั้นๆ มากกว่าร้อยละ 50
ปัจจุบัน คณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้มีการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (ICP) เพื่อเป็นราคาเงา (Shadow Price) ในการพิจารณาเปรียบเทียบผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นในการลงทุน โดยพิจารณาเทียบเคียงจากข้อกำหนดทางกฎหมายของประเทศที่ไปลงทุน (External Carbon Price) และการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. (Peer Practice) ดังนี้
- โครงการลงทุนประเภทที่ช่วยให้ก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มไทยออยล์ลดลง
- กำหนด ICP ไว้ที่ 20 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
- โครงการลงทุนประเภทที่ก่อให้เกิดการเพิ่มก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มไทยออยล์ แบ่งเป็น 2 กรณี
- การลงทุนในประเทศที่ไม่มีกฎหมายคาร์บอน (รวมถึงประเทศไทย) กำหนด ICP ไว้ที่ 20 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
- การลงทุนในประเทศที่มีกฎหมายคาร์บอน กำหนดให้ใช้ราคาจริงตามประเทศนั้นๆ
ปี 2568
ผลการดำเนินงาน
แหล่งน้ำจากภาครัฐลดการจ่ายน้ำให้บริษัทฯ ลงร้อยละ 10 บริษัทฯ จะดำเนินการลงทุนตามมาตรการ Long-term Water Supply Strategy ปี 2568 – 2572 โดยมีการพิจารณาปรับเพิ่มปริมาณน้ำดิบจากแหล่งน้ำเอกชน และการพิจารณาปรับเพิ่มน้ำจืดจากน้ำทะเล โดยหน่วยกลั่นน้ำทะเล (Thermal Desalination Unit) รวมทั้งการวางแผนสำรองน้ำดิบในพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อจัดหาน้ำดิบให้เพียงพอต่อกระบวนการผลิต ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (ขอบเขตที่ 1)
กลุ่มไทยออยล์มีการดำเนินโครงการรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency Improvement : EE) จำนวน 23 โครงการ โดยมีโครงการที่สำคัญ เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสำหรับเดินเครื่องกังหันก๊าซ (Gas Turbine) ของบริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด (Higher Power Production Efficiency by GHG Utilization Optimization at TOP SPP) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของหน่วยผลิตกำมะถัน (Optimize the Energy by Operating All Sulfur Recovery Unit) ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 36,115 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยมีปริมาณความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission Intensity) ขอบเขตที่ 1 และ 2 อยู่ที่ 0.0316 ตันต่อล้านบาร์เรลการผลิตเทียบเท่าน้ำมันดิบ ซึ่งต่ำกว่าค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 0.0354 ตันต่อล้านบาร์เรลการผลิตเทียบเท่าน้ำมันดิบ
นอกจากนั้น กลุ่มไทยออยล์ยังมีการดำเนินโครงการด้านพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มไทยออยล์และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศผ่านการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานร่วม ณ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ของบริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด ซึ่งขยายขอบเขตจากเดิม ขนาด 239 เมกะวัตต์ เป็นขนาด 354 เมกะวัตต์
ทั้งนี้ การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกดังกล่าวข้างต้น สามารถควบคุมก๊าซมีเทนให้อยู่ภายใต้เป้าหมายที่กำหนด เนื่องจากก๊าซมีเทนของกลุ่มไทยออยล์ส่วนใหญ่มาจากแหล่งกำเนิดเดียวกันกับแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจก
สำหรับปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ได้รับการรับรองและรางวัลจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนี้
- รางวัล Climate Action Excellence Awards ประจำปี 2568 โดยบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล Climate Action Excellence Awards ซึ่งเป็นรางวัลระดับสูงสุดของรางวัล Climate Change Awards จากสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้นำการมุ่งส่งเสริมและจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครบทุกมิติอย่างเป็นรูปธรรมและขยายผลสู่ Low Carbon Society
- การขอต่ออายุและขยายขอบเขตอายุโครงการ T-VER ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานร่วม ณ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ของบริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด จากเดิม ขนาด 239 เมกะวัตต์ เป็นขนาด 354 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการดำเนินงาน เพื่อขอรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตเพิ่มเติมจากการดำเนินงาน ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับการรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตสะสมจากการลดก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ปี 2563-2567 รวมทั้งสิ้นกว่า 1,674,618 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
- การขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER โดยโครงการไทยออยล์ปลูกป่าชายเลนยั่งยืน ประจำปี 2568 ในจังหวัดตรัง ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเป็นโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต จำนวน 300 ไร่ ในจังหวัดตรัง ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER จาก อบก. โดยคาดว่าจะมีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดหรือกักเก็บได้ 825 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
- ประกาศนียบัตรเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) ซึ่งเป็นการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยพาราไซลีน จำกัด และบริษัท ลาบิกซ์ จำกัด และได้รับการรับรองจาก อบก. ซึ่งถือเป็นการได้รับการรับประกาศนียบัตร CFP ครบทั้งสายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี อย่างไรก็ตาม กลุ่มไทยออยล์ได้วางแผนขยายขอบเขตการประเมิน CFP ไปยังผลิตภัณฑ์ของบริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด และขยายขอบเขตสู่การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) เพื่อประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรในขอบเขตที่ 1-3 ต่อไป
- ใบประกาศเกียรติคุณโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme: LESS) โดยกลุ่มไทยออยล์ ประกอบด้วยบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยพาราไซลีน จำกัด บริษัท ลาบิกซ์ จำกัด บริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด และบริษัท ศักดิ์ไชยสิทธิ จำกัด ได้รับใบประกาศเกียรติคุณโครงการ LESS จาก อบก.ในฐานะผู้ดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกด้วยตนเองด้วยการดำเนินโครงการด้านอนุรักษ์พลังงานจากโครงการต่างๆ เช่น โครงการลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงโดยการเพิ่มอุณหภูมิของอากาศขาเข้าเตาเผาของหน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเบนซินที่ 2 (Hydrotreater Unit-2) โครงการลดการใช้พลังงานโดยการเปลี่ยนตัวเร่งปฏิกิริยาที่หน่วยกำจัดกำมะถันและฟอกสี (HFU Catalyst Replacement) โครงการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เครื่องอัดก๊าซ (Compressor) ด้วยการใช้มอเตอร์แบบแปรผันความเร็วที่เตาของหน่วยกลั่นสารไซลีน (Xylene Rerun Unit) โครงการปรับลดการใช้เชื้อเพลิงของหน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมันไฮโดรคาร์บอน (Unionfining Unit) ของบริษัท ลาบิกซ์ จำกัด และโครงการลดการใช้พลังงานในระบบไฟฟ้าแสงสว่างด้วยการเปลี่ยนอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง เป็นต้น โดยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกจากโครงการด้านพลังงานได้ถึง 2,748 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือเป็นการได้รับการรับใบประกาศเกียรติคุณ LESS ทั้งธุรกิจปิโตรเลียม ปิโตรเคมี และไฟฟ้า ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2559 กลุ่มไทยออยล์สามารถลดก๊าซเรือนกระจกด้วยการดำเนินโครงการด้านอนุรักษ์พลังงานและโครงการด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในฐานะผู้ดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกด้วยตนเองและผู้ให้การสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม รวมทั้งสิ้น 74,429 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
- รางวัล LESS Friendship Awards ประจำปี 2568 โดยบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลประเภท รางวัลองค์กรยอดเยี่ยม ระดับ Silver จาก อบก. ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมและส่งเสริมการขยายผลด้านการลดและกักเก็บก๊าซเรือนกระจกสู่พันธมิตรอย่างยั่งยืน
- รางวัล T-VER Awards ประจำปี 2568 โดยบริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด ได้รับรางวัลประเภทรางวัลโครงการคาร์บอนเครดิตยอดเยี่ยม ประเภท การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานและความร้อน ในฐานะองค์กรที่มีโครงการที่มีปริมาณคาร์บอนเครดิตสะสมที่ได้รับการรับรองจาก อบก. สูงสุดอยู่ที่ 1,674,618 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
- โล่รางวัลผู้ช่วยเหลือราชการกรมป่าไม้ ประจำปี 2568 โดยบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลผู้ช่วยเหลือราชการกรมป่า สาขาการฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ ในฐานะองค์กรที่สนับสนุนการปลูกและฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทย จากกรมป่าไม้ ผ่านการดำเนินโครงการปลูกป่า เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ รวมถึงประโยชน์ทางคาร์บอนเครดิต จำนวน 8,300 ไร่ในจังหวัดแพร่
กลุ่มไทยออยล์ได้กำหนดเป้าหมายระยะยาว ระยะกลาง และเป้าหมายรายปี ซึ่งเป้าหมายรายปีมีการประเมินจากปริมาณพลังงานที่ใช้ของแผนธุรกิจในแต่ละปี โดยการดำเนินโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตในปี 2568 ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์สามารถบรรลุเป้าหมายก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 ที่กำหนดไว้ ดังนี้
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (ขอบเขตที่ 2)
กลุ่มไทยออยล์มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (ขอบเขตที่ 2) จากการซื้อพลังงานไฟฟ้า โดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (ขอบเขตที่ 2) อยู่ที่ 34,628 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นร้อยละ 1.06 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1 และ 2 ซึ่งบรรลุตามเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 2 ที่กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 60,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
อย่างไรก็ตาม กลุ่มไทยออยล์มีการดำเนินโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียน รวมถึงมีการใช้ไฟฟ้าจากการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาของอาคารสัฏฐิวรรษวิรุฬห์ อาคารหอประชุมไทยออยล์ อาคารลานจอดรถ 2 ด้านหน้าห้องปฏิบัติการ และอาคารสำนักงานวิศวกรรม
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (ขอบเขตที่ 3)
การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (ขอบเขตที่ 3) ในห่วงโซ่คุณค่าของกลุ่มไทยออยล์ มีดังนี้
สนับสนุนการจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากคู่ค้า (Green Procurement) ซึ่งสามารถดำเนินการได้ร้อยละ 99 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ร้อยละ 97 โดยมีการวางแผนการดำเนินงาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การเช่ารถไฟฟ้า (Electrical Vehicle) เพื่อใช้งานที่อาคารสำนักงานกรุงเทพและศรีราชา การเปลี่ยนหลอดไฟให้เป็นหลอด LED เป็นต้น
ศึกษาและสร้างโอกาสในการเพิ่มมูลค่าของเสียจากการฝังกลบผ่านการจัดการโดยวิธีการ 3Rs เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการฝังกลบกากของเสีย โดยในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์สามารถบรรลุเป้าหมายการฝังกลบของเสียเป็นศูนย์ตามที่ตั้งไว้อย่างต่อเนื่อง
ดำเนินโครงการศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อเตรียมความพร้อมในการขอใบรับรองด้านความยั่งยืนและคาร์บอนระหว่างประเทศ (International Sustainability and Carbon Certification: ISCC)
จำหน่ายผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ เพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกขั้นปลายจากผู้บริโภค ได้แก่ ไบโอดีเซล แก๊สโซฮอล (Gasohol) ไบโอเอทานอล สารตั้งต้นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด (Linear Alkyl Benzene: LAB) สารอัลคิลเบนซีนหนัก (Heavy Alkyl Benzene: HAB) ผลิตภัณฑ์สารชะล้างทำความสะอาด (Keen) น้ำมันยางสะอาด น้ำมันเตากำมะถันต่ำที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกินร้อยละ 0.5 สารทำละลายที่ปราศจากสารเบนซีน เป็นต้น
นอกจากนั้น กลุ่มไทยออยล์มุ่งมั่นที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตและจากผู้ใช้ขั้นปลาย แม้ว่าบริษัทฯ จะไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดการรายงานตามระเบียบของสหภาพยุโรป (European Union: EU) รวมไปถึงกรอบมาตรฐานกลางที่ใช้จัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศไทย (Thailand Taxonomy Framework) ระยะที่ 1 ในปัจจุบันที่ครอบเฉพาะภาคพลังงานและภาคการขนส่ง โดยที่ภาคส่วนอื่น ๆ รวมถึงภาคการผลิตยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้ระบุและจำแนกผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของแนวทางการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (EU Taxonomy Framework) มาปรับใช้โดยสมัครใจ
ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์มีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอยู่ทั้งหมด 5 ประเภท 10 ผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยสนับสนุนการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามวัตถุประสงค์ของ EU Taxonomy Framework ดังนี้
ประเภทผลิตภัณฑ์สีเขียว | รายชื่อผลิตภัณฑ์ของกลุ่มไทยออยล์ | บริษัท | ยอดขาย (ล้านบาท) | ปริมาณ |
|---|---|---|---|---|
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้พืชหรือผลผลิตจากการเกษตรทดแทนวัตถุดิบจากปิโตรเลียม (Bio-based Product) | เอทานอลจากมันสำปะหลัง | Thaioil Ethanol Company Limited (TET) | 1,715.70 | 56.40 ล้านลิตร |
ผลิตภัณฑ์ที่สามารถแตกสลายได้โดยชีวภาพ (Biodegradable Product) | Linear Alkyl Benzene (LAB) | LABIX Company Limited (LABIX) | 6,312.73 | 133,922.19 ตัน |
Heavy Alkyl Benzene (HAB) | 80.94 | 2,380.53 ตัน | ||
ผลิตภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้โดยชีวภาพ (Compostable Product) | ผลิตภัณฑ์สารชะล้างทำความสะอาด (KEEEN) | TOPNEXT International Company Limited (TX) | 0.60 | 3.40 ตัน |
ผลิตภัณฑ์ที่ลดการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (Emission Reduction) | สารทำละลายที่ปราศจากสารเบนซีน ได้แก่ | TOPNEXT International Company Limited (TX) | ||
– TOPSol BF: Benzene Free | 57.97 | 1,349.19 ตัน | ||
– Xylene (Isomer): Low Ethylbenzene | 1,470.41 |
56,782.18 ตัน | ||
ผลิตภัณฑ์ที่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มเดียวกันในตลาด (Avoided GHG Emission Product) | Cyclopentane CP80, CP97 ซึ่งเป็นสารทดแทน CFC และ HCFC | TOPNEXT International Company Limited (TX) | 21.10 | 388.70 ตัน |
แก๊สโซฮอล (Gasohol) | Thai Oil Public Company Limited (TOP) | 39,084.60 |
1,439.73 ล้านลิตร | |
ไบโอดีเซล (Biodiesel) | 117,821.28 | 4,326.50 ล้านลิตร |
ประสิทธิภาพและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS)
ในปี 2565 กลุ่มไทยออยล์ได้ทำการศึกษาเบื้องต้นสำหรับหน่วยผลิตที่มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS พร้อมทั้งประมาณการงบประมาณการลงทุนสำหรับการติดตั้งระบบดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิต รวมถึงการขนส่งและการกักเก็บเพื่อบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในช่วงเวลาต่างๆ นอกจากนี้ กลุ่มไทยออยล์ร่วมมือกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 เพื่อดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยี CCS โดยเทียบเคียงมุมมองทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากล การศึกษาครอบคลุมการวิเคราะห์ความพร้อมของเทคโนโลยี รวมถึงการประเมินผลกระทบทางการเงิน การสนับสนุนด้านกฎระเบียบจากองค์กรต่างๆ ในระดับภูมิภาคและระดับสากล ตลอดจนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นและมีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี CCUS รวมถึงการประเมินความต้องการของเทคโนโลยี CCUS ในภาคส่วนต่างๆทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ในปี 2566 ผลการศึกษา ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าของ CCS ข้างต้นได้ถูกรวบรวมเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์เกี่ยวกับโครงการ Eastern Thailand CCS Hub เพื่อสื่อสารให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทราบถึงความจำเป็นของกรอบนโยบายและกลไกกฎระเบียบในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินโครงการ CCS ในประเทศไทย
ในปี 2567 บริษัทฯ และกลุ่ม ปตท. ได้มีการหารือกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ และกรมเจ้าท่า เพื่อให้การสนับสนุนการดำเนินการให้สอดคล้องตามเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย รวมถึงผลักดันนโยบาย กฎหมาย และแนวทางสนับสนุน ตลอดจนการหาโอกาสในการจัดหาแหล่งเงินลงทุนและศึกษาความต้องการของตลาดอีกด้วย
ในปี 2568 บริษัทฯ และกลุ่ม ปตท.ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) ร่วมกับกลุ่ม ปตท. จำนวน 2 ฉบับสำหรับโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS) และการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Hydrogen) ควบคู่กับร่วมเป็นคณะทำงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ กลุ่ม ปตท. เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อศึกษาแนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงาน รวมถึงความเป็นไปได้ในการลงทุนในเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทน และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน
นอกจากนี้ ผลการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นเกี่ยวกับการลงทุนในเทคโนโลยี CCS โดยวิเคราะห์จากโครงการ Longship และ Northern Lights (Bellona,2020) ในประเทศนอร์เวย์ พบว่า ต้นทุนการลงทุน (CAPEX) และต้นทุนการดำเนินงาน (OPEX) ของเทคโนโลยี CCS ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Levelized Cost) มีค่าใช้จ่ายลงทุนอยู่ในระดับที่สูง1 เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการ CCS บริษัทฯ วางแผนการดำเนินการสำรวจและศึกษาต่อเนื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนที่มีต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนในอนาคตได้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการพัฒนาโมเดลธุรกิจ CCS ร่วมกับกลุ่มปตท. และกลุ่มพันธมิตร รวมทั้งแสวงหาแหล่งเงินทุนสนับสนุน เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ภายในกรอบระยะเวลาและต้นทุนที่เหมาะสม สำหรับการศึกษาที่จะดำเนินการเพิ่มเติม จะครอบคลุมทั้งเทคโนโลยี CCS โดยตัวอย่างเทคโนโลยีที่มีความพร้อมใช้งานในปัจจุบัน อาทิ เช่น เทคโนโลยีการดูดซับด้วยสารดูดซับ (Amine-based Solvents) ระบบท่อส่งคาร์บอนบนบกและนอกชายฝั่ง (Onshore and Offshore Pipelines) ซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจในอนาคต และเพิ่มความมั่นใจในความสำเร็จของโครงการ CCS
หมายเหตุ:
1. อ้างอิงจากโครงการ Longship และ Northern Lights ในประเทศนอร์เวย์พบว่าต้นทุนการลงทุน (CAPEX) และต้นทุนการดำเนินงาน (OPEX) ของเทคโนโลยี CCS ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Levelized Cost) อยู่ที่ประมาณ มากกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (USD/tCO₂e) (https://bellona.org/publication/briefing-norways-longship-ccs-project)