Skip links

การจัดการนวัตกรรมและความรับผิดชอบต่อลูกค้า

การจัดการนวัตกรรมและความรับผิดชอบต่อลูกค้า

ความท้าทาย ความเสี่ยง

และผลกระทบ

ปัจจุบัน กลุ่มไทยออยล์อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจ (Business Transformation) โดยมีการปรับ Portfolio ที่มุ่งสู่ธุรกิจใหม่ที่มีมูลค่าสูงและปล่อยคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ 2S1P เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตและเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กรในอนาคต นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ขยายการเติบโตไปในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ที่มีศักยภาพสูง เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดและขยายฐานลูกค้า ควบคู่กับการสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจ ลดความเสี่ยง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ดังนั้น กลุ่มไทยออยล์ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมพลังงานของไทยจึงให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาทางทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งในด้านกระบวนการผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าสูง เพื่อปรับตัวและตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าสูง เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ใหม่จากผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันทางธุรกิจ พร้อมกับตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

ความมุ่งมั่น และเป้าหมาย

กลุ่มไทยออยล์ยกระดับความสำคัญของนวัตกรรมองค์กรมาตั้งแต่ปี 2565 ดังจะเห็นได้จากการปรับให้นวัตกรรม (Innovation) เป็นหนึ่งในค่านิยมขององค์กร (Corporate Value) และมีการวัดระดับนวัตกรรมองค์กรเป็นครั้งแรก โดยอยู่ในระดับที่ 3 (ระดับท้าทาย) จากทั้งหมด 5 ระดับ ซึ่งกลุ่มไทยออยล์มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับนวัตกรรมองค์กรจากระดับที่ 3 (ระดับท้าทาย) ไปสู่ระดับที่ 4 (ระดับเชี่ยวชาญ) ภายในปี 2569 เพื่อให้ทัดเทียมบริษัทชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

เป้าหมาย

กลุ่มไทยออยล์มีความมุ่งมั่นในการยกระดับสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมระดับที่ 4 ภายในปี 2569 จากเดิมที่อยู่ในระดับที่ 3 ซึ่งระดับที่ 4 หมายถึง การเริ่มมีการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ที่มีความโดดเด่นทางด้านนวัตกรรมและสร้างผลกระทบทางธุรกิจกับบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ เป้าหมายดังกล่าวถือเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในองค์กร เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยกลุ่มไทยออยล์กำหนดแผนงานในแต่ละปีเพื่อบรรลุเป้าหมายในปี 2569 ไว้ดังนี้

  • ปี 2567 เน้นเรื่องการนำไอเดียสร้างสรรค์มาปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงเป็นโครงการต้นแบบ (Prototype) เพื่อนำไปทดสอบกับผู้ใช้งานหรือลูกค้าและเก็บข้อคิดเห็นจากผู้ใช้งานจริงเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานต่อไป โดยในปีนี้ มีการวัดระดับนวัตกรรมองค์กรอีกครั้งเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
  • ปี 2568 นำผลการวัดระดับนวัตกรรมขององค์กรที่ได้จากปีก่อนมาพัฒนา ปรับปรุง และส่งเสริมให้พนักงานมีความพร้อมต่อการยกระดับสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมระดับที่ 4 (เชี่ยวชาญ) ภายในปี 2569 ตามเป้าหมายที่กำหนด โดยกลุ่มไทยออยล์เริ่มมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดตามเงื่อนไขขององค์กรแห่งนวัตกรรมระดับที่ 4
  • ปี 2569 วัดระดับนวัตกรรมองค์กรครั้งที่ 3
ในปี 2565 บริษัทฯ มีระดับนวัตกรรมขององค์กรอยู่ที่ระดับ 3 (จาก 5 ระดับ) และมีแผนกลยุทธ์ในการพัฒนาระดับนวัตกรรมขององค์กรที่ชัดเจน

ระดับนวัตกรรม

เป้าหมายปี 2569

ระดับที่ 4 (ระดับเชี่ยวชาญ) (จากทั้งหมด 5 ระดับ)

ระดับ

กลุ่มไทยออยล์มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจในสินค้าและบริการให้กับลูกค้า ตั้งแต่การรับคำสั่งซื้อจนถึงการบริหารจัดการเพื่อให้ลูกค้าได้รับผลิตภัณฑ์ครบถ้วน ถูกต้อง และตามเวลาที่กำหนด ตลอดจนการรับเรื่องร้องเรียนและการติดตามแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งร่วมมือกับลูกค้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า เพื่อให้บริษัทฯ สามารถปรับแผนการตลาดได้อย่างเหมาะสมและเติบโตไปพร้อมกับพันธมิตรอย่างยั่งยืน

รักษาความผูกพันของลูกค้ากลุ่มไทยออยล์

เป้าหมายปี 2568

93

ร้อยละ

ปัญหาของลูกค้าที่ได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว

เป้าหมายปี 2568

90

ร้อยละ

แนวทางการบริหารจัดการ​และผลการดำเนินงาน

การบริหารจัดการนวัตกรรม

การบริหารจัดการนวัตกรรม

แนวทางการบริหารจัดการ

ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์มีการกำหนดเป้าหมายดัชนีวัดผลการดำเนินงานระดับองค์กร (Corporate KPI) ด้านนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยระดับที่ 1 คือการจัดลำดับความสำคัญของโครงการนวัตกรรม และประเมินต้นแบบ (Prototype) เพื่อการพัฒนาต่อยอดอย่างเหมาะสม, ระดับที่ 2 และ 3 คือ มีต้นแบบ (Prototypes) อย่างน้อย 5 และ 10 ชิ้นจากโครงการนวัตกรรมและได้ผลตอบรับเชิงบวกจากผู้ใช้งานตามลำดับ, ระดับที่ 4 คือ มีอย่างน้อย 1 ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่พร้อมออกสู่ตลาดโดยได้รับการยอมรับจากลูกค้าเรียบร้อยแล้ว (Customer Validation) และระดับที่ 5 คือ มีผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างน้อย 2 ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมออกสู่ตลาดโดยได้รับการยอมรับจากลูกค้าเรียบร้อยแล้ว หรือ มีอย่างน้อย 1 ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เริ่มทำรายได้ให้กับบริษัท

เป้าหมายด้านนวัตกรรมขององค์กรถูกถ่ายทอดไปเป็นเป้าหมายของฝ่ายต่าง ๆ อย่างทั่วถึงทั้ง 37 ฝ่ายในบริษัทฯ ซึ่งโครงการนวัตกรรมจะมีการแบ่งโครงการเป็น 3 ประเภทหลักได้แก่ ด้าน Support คือนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรอย่างมีประสิทธิผล, ด้าน New Revenue Stream คือนวัตกรรมที่สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ เพิ่มรายได้และขยายศักยภาพการแข่งขัน และด้าน Operational Excellence คือนวัตกรรมที่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพของกระบวนการผลิตให้ดียิ่งขึ้น โดยทุกโครงการจะได้รับการประเมินใน 2 มิติ คือ ความใหม่ (Newness) และ ผลกระทบ (Impact) เพื่อยกระดับคุณภาพของโครงการนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนไอเดียเป็นตัวต้นแบบ (Prototypes) และนำไปทดสอบกับผู้ใช้งานหรือลูกค้าเพื่อเก็บข้อคิดเห็นจากผู้ใช้งานจริง รวมถึงนำไปสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานและสามารถขายออกสู่ตลาดได้จริง โดยผลลัพธ์ที่ได้ในปี 2568 คือ พนักงานในกลุ่มไทยออยล์ทั้ง 37 ฝ่ายมีการสร้างตัวต้นแบบ (Prototypes) แล้วเสร็จทั้งหมด 49 ชิ้นจากโครงการนวัตกรรมของแต่ละฝ่าย รวมถึงได้รับผลตอบรับเชิงบวกจากผู้ใช้งาน โดยมีผลรวมของผลประโยชน์ที่เป็นไปได้ (Potential Benefit) อยู่ที่ 465 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมีโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ 10 โครงการ โดยในจำนวนนี้มี 5 ผลิตภัณฑ์ที่สามารถออกสู่ตลาดและสร้างรายได้จริง บรรลุเป้าหมายด้านนวัตกรรมขององค์กรในระดับสูงสุดหรือระดับ 5 ตามที่กำหนดไว้ในปีนี้

นอกจากนี้ การดำเนินงานดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของการยกระดับนวัตกรรมองค์กรจากระดับ 3 หรือระดับท้าทาย สู่ระดับ 4 หรือระดับเชี่ยวชาญ (จากทั้งหมด 5 ระดับ) ในปีหน้า ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เชิงพาณิชย์ที่พร้อมออกสู่ตลาด และไทยออยล์มีแผนจะทำการประเมินผลระดับนวัตกรรมองค์กรอีกครั้งในปี 2569 เพื่อสะท้อนถึงความต่อเนื่องของการพัฒนาและความพร้อมในการต่อยอดนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมของพนักงานทุกระดับชั้น เพื่อยกระดับนวัตกรรมองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ทัดเทียมบริษัทชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศในด้านนวัตกรรม

วัฒนธรรมนวัตกรรม

แนวทางการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมภายในองค์กร 

กลุ่มไทยออยล์สนับสนุนพนักงานให้ร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมเรื่อยมา โดยมีกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านนวัตกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างให้พนักงานตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างสรรค์นวัตกรรม ดังต่อไปนี้

โครงการ i-LEAD

เพื่อตอบสนองต่อกลยุทธ์ทางธุรกิจที่มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเป็นฐานสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจให้เติบโตและก้าวหน้าอย่างยั่งยืน กลุ่มไทยออยล์จึงให้ความสำคัญกับ “นวัตกรรม” โดยมุ่งเน้นให้บุคลากรพัฒนาต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ สร้างแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าเพิ่มในอนาคต

กลุ่มไทยออยล์จึงได้ผลักดันการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมภายในองค์กรอย่างเป็นระบบ ผ่านพฤติกรรม “i-LEAD” (เรียน ลอง คล่อง กล้า) ซึ่งเป็นชุดพฤติกรรมที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองมาจากตัวแทนของพนักงานทุกระดับ เพื่อให้พนักงานเข้าใจ จดจำ และแสดงออกถึงพฤติกรรมการมีนวัตกรรมได้อย่างชัดเจน และสอดคล้องกันทั้งองค์กร ในปี 2567 ได้ดำเนินการยกระดับและส่งเสริมให้พนักงานได้นำพฤติกรรมดังกล่าวไปปฏิบัติในการทำงานจนเป็นนิสัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้บริษัทฯ ก้าวสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม ผ่านการทำกิจกรรมที่หลากหลาย ดังนี้

กิจกรรมเสริมสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมและการสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ ที่หลากหลายของบริษัทฯ เช่น กิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมการสร้างสรรค์นวัตกรรม กิจกรรมเดินสายโรดโชว์ เป็นต้น ตลอดจนการจัดงานวัน Innovation and Learning Day ประจำปี 2567 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรมภายในองค์กร โดยมีผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้มอบรางวัลให้แก่พนักงานที่มีผลงานโดดเด่นด้านนวัตกรรมและด้านความรู้ให้กับองค์กร ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพนักงานกลุ่มไทยออยล์ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม

โครงการส่งเสริมการสร้างความรู้ด้านนวัตกรรมแก่พนักงาน

กลุ่มไทยออยล์ส่งเสริมพนักงานให้เป็นนวัตกรที่มีคุณภาพ ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของนวัตกรรม มีองค์ความรู้เพื่อการต่อยอดพัฒนา และมีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านกิจกรรมดังต่อไปนี้

โครงการ Thaioil Innovation Awards ประจำปี 2568

ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ได้รวบรวมผลงานจากโครงการนวัตกรรมทั้งหมด 73 โครงการจากทุกฝ่าย และได้ประเมินผลงานของแต่ละโครงการโดยคณะกรรมการ ซึ่งมีโครงการที่โดดเด่นและได้รับรางวัล Innovation Awards ประจำปี 2568 จำนวน 10 โครงการ โดยรางวัลสูงสุดสำหรับโครงการนวัตกรรมที่ดีที่สุด ได้แก่ โครงการ Next Gen Document Supervision จากฝ่ายพัฒนาสินทรัพย์ (Asset Development Function) ซึ่งเป็นการผสานพลังของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) และโมเดลคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาเครื่องมือลบข้อมูลหรือสัญลักษณ์ที่ไม่ต้องการบนเอกสารซึ่งมีความแม่นยำมากกว่าร้อยละ 97 โดยสามารถจัดการเอกสารกว่า 1.5 ล้านหน้า ได้ภายใน 2 เดือนครึ่ง ซึ่งเร็วมากกว่าการใช้คนทำถึง 16 เท่า และสามารถลดค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้รับเหมาไปได้มากถึง 56 ล้านบาท

ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 บริษัทฯ ได้จัดงาน “Innovation and Learning Day ประจำปี 2568” ซึ่งมีกิจกรรมมากมายในด้านการเรียนรู้และนวัตกรรมของบริษัท โดยมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นผู้มอบรางวัลให้กับโครงการนวัตกรรมที่มีความโดดเด่น เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับพนักงานทุกคนในการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อไป

โครงการ Thaioil AI Hackathon ประจำปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ให้ความสำคัญกับการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรผ่านโครงการ Thaioil AI Hackathon ประจำปี 2568 เพื่อส่งเสริมให้พนักงานประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสร้างผลกระทบที่เกิดประโยชน์จริงกับองค์กร ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับ บริษัทที่มีประสบการณ์ในการจัด Hackathon ให้กับบริษัทชั้นนำในไทย พร้อมทีมผู้สอนชั้นนำระดับประเทศทั้งด้าน AI  ด้านธุรกิจ และการนำเสนอ โดยโครงการนี้ มีผู้สมัครทั้งหมด 73 คนจาก 22 ทีมทั่วทั้งองค์กร โดยมีการจัด Workshop ให้ทีมเข้าร่วม ดังนี้

AI Business Canvas Workshop: เน้นกรอบคิดของ AI ในการนำมาใช้กับธุรกิจ โดย

  • คุณต้น คุณเจษฎากร สมิทธิอรรถกร CEO ของบริษัท Data Wow ซึ่งดำเนินธุรกิจด้าน Data & AI Consulting

Vibe Coding Workshop: เน้นการพัฒนาไอเดียเป็นโซลูชันให้เห็นจริง และ Hackathon โดย

  • นพ.ปิยะฤทธิ์ อิทธิชัยวงศ์ (หมออ๋า) แพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาเอก (PhD) ด้าน Medical AI ที่ King’s College London ประเทศอังกฤษ
  • ดร.ณัฐชนน ยงเสถียรโชติ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Affective Computing
  • คุณสุภเสฏ วรธรรมธร วิศวกรและนักวิจัยด้าน Computer Vision และ Artificial Intelligence จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

หลังจากที่ผ่านการอบรมที่เข้มข้นจากวิทยากร ทีมเข้าร่วมได้นำความรู้มาพัฒนาตัวต้นแบบ (Prototype) ให้เป็นจริงในวัน Hackathon ภายใต้การดูแลและได้เรียนรู้อย่างใกล้ชิดจากทีม Mentor หรือผู้เชี่ยวชาญที่มาจากภายนอก และได้มีการตัดสินผู้ชนะไปเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568

โดยรางวัลชนะเลิศได้แก่ทีม Synapse ที่นำ AI มาช่วยงานด้าน Computer Vision เพื่อจัดการวัสดุ Pipe Support สำหรับงานด้านวิศวกรรมกว่า 3,000 ชิ้น ซึ่งหากต้นแบบนี้ได้พัฒนาต่อจนสำเร็จจะช่วยลดระยะเวลาในการทำงานจาก “หลายเดือน” เหลือแค่ “ไม่กี่สิบนาที”  และมีผลประโยชน์มูลค่ากว่าสิบล้านบาท โดยทีมที่ชนะจะได้ไปศึกษาดูงานบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี AI ในต่างประเทศเพื่อต่อยอดความรู้และสร้างแรงบันดาลใจมาสร้างนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์กับไทยออยล์ต่อไป

แนวทางการสร้างความร่วมมือด้านนวัตกรรมภายนอกองค์กร

ปี 2568 นับเป็นปีแห่งการริเริ่มโครงการวิจัยและพัฒนาใหม่ ๆ ควบคู่กับการขับเคลื่อนแผนงานด้านการวิจัยและพัฒนาไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการบริหารทรัพยากรบุคคล การจัดการงานวิจัย การพัฒนาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Prototype) การทดสอบร่วมกับลูกค้า ตลอดจนการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่กระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์

การดำเนินงานดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงสร้างแผนงานกลยุทธ์ด้านการวิจัยและพัฒนาที่แบ่งออกเป็น 6 ศูนย์ความเป็นเลิศ กล่าวคือ

  • ศูนย์ความเป็นเลิศด้านน้ำมันดิบ (Crude Excellence Center)
  • ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสารเร่งปฏิกิริยาและสารดูดซับ (Catalyst & Adsorbent Excellence Center)
  • ศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ (AI/Robotics Solution Provider)
  • ศูนย์งานวิจัยด้านผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Product/High Value Business)
  • ศูนย์งานวิจัยด้านพอลิเมอร์และอนุพันธ์ของโอเลฟิน (Polymer & Olefin Derivatives) และ
  • ศูนย์งานวิจัยด้านความยั่งยืนและธุรกิจใหม่ (Sustainability & New Business)

โดยทั้ง 6 ศูนย์ความเป็นเลิศมุ่งเน้นการพัฒนาผลงานวิจัยร่วมกับพันธมิตรภาคการศึกษาและภาครัฐ เพื่อสร้างเป็นผลิตภัณฑ์หรือพัฒนากระบวนการที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าปัจจุบันและลูกค้ากลุ่มใหม่ โดยอาศัยการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันของแต่ละหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Cross Functioning Team) โดยในปี 2568 มีจำนวนโครงการวิจัยและพัฒนาที่ดำเนินการศึกษาทั้งหมด 24 โครงการ โดยเป็นโครงการวิจัยที่ริเริ่มใหม่ 17 โครงการ โครงการวิจัยต่อเนื่อง 7 โครงการ และโครงการวิจัยที่แล้วเสร็จจำนวน 7 โครงการ

นอกจากการร่วมมือกับหน่วยงานภาคการศึกษาและภาครัฐแล้ว กลุ่มไทยออยล์ยังได้ขยายความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกับหน่วยงานวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท สยามโปร (ไทยแลนด์) จํากัด ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์สารลดแรงตึงผิว(Surfactant) สำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อาหาร ปศุสัตว์ สถานพยาบาล โรงแรม รวมถึงภาคครัวเรือน ครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ล้างภาชนะ ซักล้าง ทำความสะอาดพื้น ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ พร้อมให้บริการ รับจ้างผลิตสินค้า (Original Equipment Manufacturer: OEM) อย่างครบวงจร เป็นต้น

 

ในปี 2568 โครงการวิจัยและพัฒนาที่แล้วเสร็จจากความร่วมมือกับหน่วยงานภาคการศึกษาและภาครัฐ ได้แก่

  1. โครงการพัฒนาหุ่นยนต์ทำความสะอาดท่อรับความร้อนของเตาอุ่นน้ำมันในกระบวนการกลั่นน้ำมัน โครงการนี้พัฒนาร่วมกับสถาบันวิทยสิริเมธี (Vidyasirimedhi Institute of Science and Technology: VISTEC) โดยหุ่นยนต์ต้นแบบ (Prototype) สามารถปีนและทำความสะอาดท่อขนาด 5 และ 6 นิ้วบนที่สูงได้โดยไม่ต้องตั้งนั่งร้าน ช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากการทำงานในที่สูงและที่อับอากาศ หุ่นยนต์ต้นแบบดังกล่าวได้นำไปทดสอบเบื้องต้นในงานซ่อมบำรุงใหญ่ของบริษัทที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำความสะอาดและลดภาระการทำงานของแรงงานคน โดยการทำความสะอาดที่มีประสิทธิภาพสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเตาเผาและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากกระบวนการผลิตได้อีกด้วย
  2. โครงการทดสอบประสิทธิภาพถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) สำหรับการกำจัดสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds: VOCs) และเบนซีน จากก๊าซทิ้งของระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นโครงการความร่วมมือกับวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (The Petroleum and Petrochemical College, Chulalongkorn University: PPC) โดยทดสอบประสิทธิภาพของถ่านกัมมันต์ภายใต้สภาวะการทำงานจริงของโรงกลั่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำผลการทดสอบมาใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกชนิดของถ่านกัมมันต์ที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด มีความคุ้มค่าต่อการใช้งาน และสามารถรองรับปริมาณและคุณสมบัติของก๊าซทิ้งในไทยออยล์ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ผลการทดสอบยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเลือกวัสดุ และสนับสนุนให้โรงกลั่นปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน
  3. โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูดซับไอระเหย (Volatile Organic Compounds: VOCs) ประสิทธิภาพสูง สำหรับงานทำความสะอาดถังและเครื่องมืออุตสาหกรรม โครงการนี้ได้วิจัยร่วมกับวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PPC) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารลดแรงตึงผิวสำหรับดูดซับ VOCs ที่หลงเหลืออยู่ในอุปกรณ์ โดยใช้งานในระบบบำบัดอากาศเสียแบบเปียก (Wet scrubber) จากการทดสอบภายในห้องปฏิบัติการพบว่า ผลิตภัณฑ์ต้นแบบสามารถลดปริมาณ VOCs ได้อย่างมีประสิทธิภาพดีกว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันถึง 3 เท่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมแผนงานเพื่อนำไปทดสอบใช้งานจริงในโรงกลั่นต่อไป

นวัตกรรมเชิงผลิตภัณฑ์ 

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ปัจจุบัน หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนาร่วมกับพันธมิตรทั้งหน่วยงานภายในและภายนอก เพื่อหาช่องทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และปรับกระบวนการผลิตให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติตามที่ตลาดต้องการ การร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด เป็นต้น โดยตัวอย่างนวัตกรรมเชิงผลิตภัณฑ์ที่สำคัญของกลุ่มไทยออยล์ในปี 2568 ได้แก่

การพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันยางชนิดพิเศษที่มีปริมาณสารก่อมะเร็ง (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons: PAHs) ต่ำ

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมยางรถยนต์ และเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด โดยมีการคิดค้นสูตรให้มีคุณสมบัติเหมาะสม เช่น ความหนืด (Viscosity) และความเป็นขั้ว (Polarity) พร้อมปรับลดค่า PAHs ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นไปตามกฎระเบียบสหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า และเปิดโอกาสให้เครือไทยออยล์ขยายตลาดจากเดิมที่ใช้ในผลิตน้ำมันหล่อลื่น ไปสู่การใช้เป็นส่วนประกอบในยางรถยนต์ โดยเริ่มจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นมา

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดคราบไฮโดรคาร์บอนและลดไอระเหยของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon Decontamination Chemical)

ผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยสารลดแรงตึงผิว (Surfactant) สำหรับใช้ในระดับอุตสาหกรรม (Industrial & Institutional Cleaning) เพื่อกำจัดคราบน้ำมันและไอระเหยของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (VOCs) ที่หลงเหลืออยู่ในอุปกรณ์ของอุตสาหกรรมโรงกลั่นและปิโตรเคมี ให้มีค่าต่ำกว่า 500 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ก่อนอนุญาตให้ทำการเปิดอุปกรณ์และสามารถตรวจสอบสภาพภายในอุปกรณ์ได้ ทีมนักวิจัยได้พัฒนาโครงการนี้ร่วมกับวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PPC) ตั้งแต่ปี 2567 และในปี 2568 นี้ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 ผลิตภัณฑ์ คือ DBTX10 ซึ่งเหมาะสำหรับการล้างไฮโดรคาร์บอนที่มีอะโรเมติกส์ (Aromatics) สูง และ DGasoline ซึ่งเหมาะสำหรับการล้างไฮโดรคาร์บอนทั่วไป อาทิ แก๊สโซลีน (Gasoline) และน้ำมันดิบ (Crude oil) โดยสูตรของทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ ได้มีการยื่นจดอนุสิทธิบัตรคุ้มครองและผ่านการทดสอบต้นแบบรวมถึงการใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ภายในองค์กรร่วมกับบริษัทผู้รับเหมาแล้วกว่า 8 ถัง (Tanks) และ 3 หน่วย (Units) ตลอดปี 2568

ผลการประเมินพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการกำจัดคราบและลดไอระเหยได้ดีกว่าสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรม ช่วยลดปริมาณสารเคมี ของเสีย ระยะเวลาการทำงาน และไม่ก่อให้เกิดการกัดกร่อนหรือส่งผลกระทบต่อระบบบำบัดน้ำเสีย โดยมีแผนขยายออกสู่ตลาดภายนอกในปี 2569 ต่อไป

ผลิตภัณฑ์อเนกประสงค์สำหรับล้างมือโดยไม่ใช้น้ำ (Waterless Hand Cleaner)

ผลิตภัณฑ์ล้างมือที่ประกอบด้วยสารลดแรงตึงผิวเพื่อกำจัดคราบสกปรก เช่น น้ำมันหรือสารประกอบไฮโดรคาร์บอน จารบี หมึกพิมพ์ เป็นต้น ที่ติดบนร่างกาย เช่น ฝ่ามือ แขน โดยไม่ต้องใช้น้ำ โครงการวิจัยนี้เป็นการร่วมมือกับบริษัท อินน็อกซ์เซ่ลลา จำกัด ได้ร่วมพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดและไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ต่อผิวหนัง ผลิตภัณฑ์ได้ผ่านการทดสอบและมีใบรับรองโดยแพทย์ผิวหนังจากสถาบันที่ได้มาตรฐาน ปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากโครงการนี้ได้มีการขึ้นทะเบียนกับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และได้มีการยื่นจดอนุสิทธิบัตรคุ้มครองเรียบร้อยแล้ว  และมีการผลิตตัวอย่างผลิตภัณฑ์ส่งให้พนักงานในหน่วยงานซ่อมบำรุง หน่วยงานวิศวกรรม หน่วยงานผลิต และลูกค้าภายนอกร่วมทดสอบการใช้งานเพื่อเก็บข้อเสนอแนะ (Customer feedback) ก่อนที่จะออกสู่การทดลองตลาดและจำหน่ายในปี 2569 ต่อไป 

สารลดแรงตึงผิวชนิดอ่อนโยน สำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Mild Surfactant Ingredient for Personal Care Products)

สารลดแรงตึงผิวชนิดพิเศษ ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (Suan Dusit University: SDU) ได้พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าสำหรับนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Personal care products) ชนิดทำความสะอาด (Cleanser) โดยมีจุดเด่นคือ อ่อนโยน ทำความสะอาดได้ดี ให้ฟองแน่น ละเอียด คงตัว และคงความใส สามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลายผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อการค้า PureSurfTM Mild โดยได้มีการจดอนุสิทธิบัตรคุ้มครองสูตรสารลดแรงตึงผิวชนิดพิเศษนี้ และผ่านการทดสอบความระคายเคืองโดยแพทย์ผิวหนังจากสถาบันที่ได้มาตรฐานเรียบร้อยแล้ว ในปี 2568 ทีมวิจัยได้ศึกษาการเพิ่มขนาดการผลิตจากห้องปฏิบัติการสู่ระดับอุตสาหกรรม (Scaling up) พร้อมส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ PureSurfTM Mild ให้ลูกค้าทดสอบเพื่อเก็บข้อเสนอแนะ นอกจากนี้ยังพัฒนาสูตรตัวอย่าง (Formulation guideline) สำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น แชมพูเด็ก และแชมพูสุนัข เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแนะนำลูกค้าต่อไป นอกจากนี้ PureSurfTM Mild ยังเป็นผลงานนวัตกรรมของกลุ่มไทยออยล์ที่เข้าประกวดในงาน Incosmetic Asia 2025 และมีการแจกตัวอย่างเพื่อต่อยอดทำการตลาดในปี 2569 ต่อไป

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดโลหะ(Metal Cleaners)

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดโลหะ สำหรับงานซ่อมบำรุงประสิทธิภาพสูง สำหรับกำจัดคราบชนิดต่างๆ เช่น คราบน้ำมันหล่อลื่น คราบไฮโดรคาร์บอน คราบตะกรัน คราบสนิมรวมถึงคราบจากการประกอบอุปกรณ์ โดยไม่ทำลายหรือกัดกร่อนพื้นผิวโลหะ โครงการวิจัยนี้เป็นการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ล้างโลหะรูปแบบใหม่ที่ใช้สารลดแรงตึงผิว (Surfactant) ที่ปรับปรุงให้เหมาะกับสภาวะการล้างแบบหนัก (Heavy-duty Metal Cleaning) และสามารถรองรับสภาพแวดล้อมที่หลากหลายจากการใช้งานจริง เพื่อทดแทนผลิตภัณฑ์ปัจจุบันที่ทางไทยออยล์ใช้อยู่ ซึ่งอาจมีสารที่มีฤทธิ์กัดกร่อนและก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผู้ใช้งาน รวมทั้งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้งสิ้น 2 สูตร ได้แก่

สูตรเป็นกลาง (pH 7–9)
เน้นการทำความสะอาดทั่วไป คราบที่ไม่หนักมาก ไม่ทำลายเนื้อโลหะ เหมาะกับโลหะผสมที่ไวต่อความเป็นด่าง เช่น อะลูมิเนียม ทองเหลือง และเหล็กชุบ รวมถึงงานล้างชิ้นส่วนที่ต้องการความปลอดภัยต่อพื้นผิวสูง

สูตรเป็นด่าง (pH 12–13)
พัฒนาสำหรับคราบหนัก เช่น น้ำมันเครื่องที่ใช้แล้ว คราบจารบีฝังแน่น ตะกอนหนัก (Heavy sludge) และคราบคาร์บอนจากงานเชื่อม สูตรนี้ใช้สารลดแรงตึงผิวชนิดพิเศษที่ให้ความเสถียรในสภาวะด่างสูง เพื่อเพิ่มความสามารถในการสลายคราบอย่างมีประสิทธิภาพ

ผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้งสองสูตรอยู่ในระหว่างการพัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพในงานซ่อมบำรุงและงานวิศวกรรม โดยผลการทดสอบเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่า ประสิทธิภาพการกำจัดคราบไม่ด้อยกว่าผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน และมีความเข้ากันได้ดีกับวัสดุโลหะชนิดต่างๆ ลดโอกาสการเกิดคราบตกค้าง (Residue) และรอยด่างหลังการล้าง โดยในปี 2569 มีแผนที่จะขึ้นทะเบียนกับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และผลิตผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดต่อไป

ผลิตภัณฑ์ซักผ้าสำหรับคราบหนัก (Laundry Detergent for Washing Oil-Stained Clothes)

ผลิตภัณฑ์ซักผ้าสำหรับคราบหนัก ภายใต้ชื่อ ดี-ออยล์ เอ็กซ์ (D-Oil X) นี้ได้รับการออกแบบเพื่อแก้ปัญหาคราบปนเปื้อนเสื้อผ้าที่เกิดจากการปฏิบัติงานในโรงกลั่น เช่น คราบน้ำมันดิบ คราบไฮโดรคาร์บอน จาระบี เขม่า และคราบยางมะตอย ซึ่งโดยทั่วไปยากต่อการทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ซักผ้ามาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ต้นแบบได้ผ่านการพัฒนาสูตรให้มีความเจาะจงกับคราบ ประกอบด้วย สารลดแรงตึงผิว (Surfactant) ประสิทธิภาพสูง สารช่วยชะล้าง (Builders) และสารช่วยกำจัดคราบเฉพาะทาง (Soil-Release / Anti-redeposition) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสลายคราบและป้องกันการกลับมาเกาะผ้า โดยโครงการวิจัยนี้ได้พัฒนาร่วมกับบริษัท สยามโปร (ไทยแลนด์) จํากัด เพื่อมุ่งเน้นให้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบมีความสามารถในการชะล้างคราบหนักบนชุดปฏิบัติงานของพนักงานในพื้นที่ผลิต งานซ่อมบำรุง และงานวิศวกรรม จากผลการทดสอบเบื้องต้นร่วมกับแผนกบริการงานทรัพยากรบุคคล (ผู้ดูแลงานซักผ้า) แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพในการกำจัดคราบดีกว่าหรือเทียบเท่าผลิตภัณฑ์ซักผ้าเชิงพาณิชย์ เป็นที่พึงพอใจของผู้ใช้งานจริง ปัจจุบันบริษัทได้แจกจ่ายผลิตภัณฑ์ตัวอย่างให้แก่พนักงานและผู้รับเหมาที่เข้าร่วมงาน QSHE Day ประจำปี 2568 เพื่อรับข้อเสนอแนะในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป โดยในปี 2569 จะมีการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดต่อไป

นวัตกรรมเชิงกระบวนการ

นวัตกรรมเชิงกระบวนการสามารถแบ่งออกได้เป็นการพัฒนาด้านกระบวนการผลิต กระบวนการทำงาน หรือกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนวัตกรรมเชิงกระบวนการที่สำคัญของกลุ่มไทยออยล์ในปี 2568 ได้แก่

การพัฒนาระบบดักจับและเปลี่ยนรูปก๊าซคาร์บอนไออกไซด์เป็นแกรฟิติกคาร์บอน (Graphitic Carbon) ด้วยการเร่งปฏิกิริยาด้วยโลหะเหลว (Liquid Metal Technology)

โครงการนี้ร่วมมือกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (National Nanotechnology Center: Nanotec; NSTDA) มุ่งเน้นการศึกษาพัฒนากระบวนการเร่งปฏิกิริยาโลหะเหลวที่มีประสิทธิภาพสูงในการดักจับและเปลี่ยนรูปก๊าซคาร์บอนไออกไซด์ (CO2) ให้เป็นวัสดุคาร์บอนโดยใช้ก๊าซเสมือนจริงที่ปลดปล่อยจากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)  เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการของบริษัทในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 ในอนาคต

การเพิ่มมูลค่าของกากจุลินทรีย์ในระบบบำบัดน้ำเสีย

โครงการนี้ร่วมมือกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (National Center for Genetic Engineering and Biotechnology :Biotec; NSTDA) โดยมีเป้าหมายในการสนับสนุนการลดการปล่อย CO2 โดยมุ่งศึกษาวิธีการใช้ประโยชน์จากกากจุลินทรีย์จากระบบบำบัดน้ำเสียให้เกิดมูลค่าเพิ่มแทนการกำจัดด้วยการเผา โครงการนี้เริ่มจากการศึกษาการสกัดและแยกเอนไซม์ชนิดต่างๆ รวมถึงการคัดแยกเชื้อจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพในการผลิตเอนไซม์ออกจากกากจุลินทรีย์ เพื่อนำมาใช้เป็นหัวเชื้อสำหรับการย่อยสลายกากจุลินทรีย์และการผลิตเอนไซม์ในกระบวนการเดียวกัน ผลการวิจัยพบว่า มีจุลินทรีย์ที่สามารถย่อยสลายกากจุลินทรีย์และแปลงเป็นเอนไซม์ไลเปส (Lipase) และ โปรตีเอส (Protease) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังพบว่าเชื้อบางสายพันธุ์มีศักยภาพในการผลิตสารมูลค่าเพิ่มอื่น ๆ อาทิ สารลดแรงตึงผิวชีวภาพ (Biosurfactant) ไบโอโฮโดรเจน (Biohydrogen) และ พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) เป็นต้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์จากกากจุลินทรีย์ในเชิงอุตสาหกรรมในอนาคต

โครงการวิจัยสารบำรุงดิน (Soil nutrition)

โครงการวิจัยที่มุ่งศึกษาความเป็นไปได้ในการนำกากตะกอนจากบ่อบำบัดน้ำดิบมาปรับปรุงและแปรรูปเป็นสารบำรุงดินหรือดินปลูกพืช โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับของเสีย ลดปริมาณกากตะกอนที่ต้องกำจัด และพัฒนาวัสดุปลูกที่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช

คาร์บอนไฟเบอร์จากโพลีเอทิลีน (Carbon fiber from polyethylene)

โครงการวิจัยศึกษาการสร้างวัสดุขั้นสูงจากผลิตภัณฑ์พื้นฐาน โดยคาร์บอนไฟเบอร์ในปัจจุบันมีราคาสูงจึงทำให้การนำไปใช้งานในปัจจุบันยังคงจำกัดอยู่ในธุรกิจที่ต้องการวัสดุที่มีคุณสมบัติด้านความแข็งแรงอย่างดีเยี่ยม งานวิจัยนี้อยู่ภายใต้ความร่วมมือกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (Nanotec; NSTDA)  โดยเริ่มจากการนำเส้นใยโพลีเอทิลีนเข้าสู่กระบวนการเฉพาะที่พัฒนาขึ้น เพื่อแปรรูปเป็นเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งผลจากกระบวนการดังกล่าวทำให้ได้เส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีคุณสมบัติด้านความแข็งแรงในระดับที่น่าพอใจ

การพัฒนาแบบจำลองทำนายความเข้ากันได้ของน้ำมันดิบ (Crude Compatibility Prediction Model Improvement)

โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มในรูปแบบของเว็บแอปพลิเคชั่น (Web application) โดยประยุกต์ใช้ Machine Learning และ Computer Vision เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงในการตกตะกอนจากการผสมน้ำมันดิบแบบอัตโนมัติ ลดโอกาสการเกิดการอุดตันในอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน และช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ

โครงการ RHCU Pilot Plant (Residue Hydrocracking)

โครงการ RHCU Pilot Plant เป็นหน่วยจำลองการผลิตของหน่วย Residue Hydrocracking Unit (RHCU) ในโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP) มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบและคัดเลือกสูตรผสมน้ำมันดิบที่เหมาะสมต่อกระบวนการผลิต รวมถึงตัวแปรต่าง ๆ ที่ใช้ในกระบวนการของ RHCU Process โดยผลลัพธ์ที่ได้จะนำไปใช้ในการวางแผนการผลิตให้ได้ผลผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
ในปี 2567 ทีมงานไทยออยล์ร่วมกับผู้ออกแบบและติดตั้ง RHCU Pilot Plant ได้ดำเนินการทดสอบการเดินเครื่องและตรวจสอบความสามารถในการทำงานของอุปกรณ์ใน RHCU Pilot Plant สำเร็จตามแผนงาน
ในปี 2568 RHCU Pilot Plant ได้เริ่มดำเนินการทดสอบตัวอย่างสูตรผสมน้ำมันดิบสูตรเดียวกับที่ได้มีการส่งตัวอย่างไปทดสอบที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นที่เรียบร้อยแล้วและจะดำเนินการทดสอบสูตรน้ำมันดิบที่จะใช้ในกระบวนการผลิตที่ RHCU process ต่อไป

นวัตกรรมเทคโนโลยีสะอาด

การมุ่งเน้นนวัตกรรมเทคโนโลยีสะอาดของกลุ่มไทยออยล์ ครอบคลุมการดำเนินงานในหลายด้าน เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเปลี่ยนผ่านไปสู่เชื้อเพลิงและพลังงานทางเลือก (Alternative Fuels) การสำรวจและศึกษาการผลิตพลังงานรูปแบบใหม่ ที่มุ่งลดหรือไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้ (Low-Carbon Energies) และการศึกษาและพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีส่วนร่วมในมาตรการป้องกันและควบคุมมลพิษ รวมถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะในด้านคุณภาพอากาศ ผ่านโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ความพยายามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยออยล์ในการสร้างสรรค์ทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งผลักดันภาคพลังงานไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน ตัวอย่างนวัตกรรมเทคโนโลยีสะอาดที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของกลุ่มไทยออยล์ มีดังนี้:

เชื้อเพลิงทางเลือก (Alternative Fuels)

โครงการศึกษาและพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือกมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในหลากหลายภาคส่วน เพื่อสนับสนุนไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และสร้างความยั่งยืนทั้งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในระยะยาวด้วยการผลิตเชื้อเพลิงที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งนี้การดำเนินงานของบริษัทฯ ประกอบด้วย:

  • โครงการศึกษาและพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน Sustainable Aviation Fuel (SAF) projects ผ่านเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ดังต่อไปนี้:
    • การศึกษาเทคโนโลยี Hydrotreated Esters and Fatty Acids (HEFA) ในการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจาก น้ำมันพืชใช้แล้ว, กรดน้ำมันปาล์ม, น้ำเสียจากขบวนการผลิตน้ำมันปาลม์ และไขมันสัตว์ ผ่านการร่วมมือกับกลุ่ม ปตท.
    • การศึกษาเทคโนโลยี Alcohol-to-Jet (ATJ) ในการเปลี่ยนแอลกอฮอล์ที่มาจากแหล่งชีวภาพ (bio-based) เช่น เอทานอล ให้กลายเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานที่สะอาด ซึ่งร่วมมือกับพันธมิตรด้านกลยุทธ์ของไทยออยล์ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมการบิน
    • การศึกษาเทคโนโลยีการผลิตร่วม (Co-Processing) ในการผลิต SAF โดยใช้วัตถุดิบชนิดเดียวกันกับเทคโนโลยี HEFA ผ่านเข้าสู่หน่วยการผลิตน้ำมันชนิด Hydroprocessing units นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับกฎระเบียบ เทคโนโลยี และการจัดหาวัตถุดิบอย่างน้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO: Used Cooking Oil) ได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน รวมถึงศึกษาวัตถุดิบของเสียทางเลือกอื่น เช่น POME (Palm Oil Mill Effluent), PFAD (Palm Fatty Acid Distillate) และวัตถุดิบของเสียอื่นๆ
  • โครงการสำรวจพลังงานรูปแบบใหม่ ที่มุ่งลดหรือไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้ เช่น ไฮโดรเจนสะอาดและอนุพันธ์อย่างแอมโมเนีย รวมถึงเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำอื่นๆ ที่ผลิตจากไฮโดรเจนสะอาด โดยโครงการนี้ได้ทำการสำรวจและศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับปัจจัยด้านต้นทุน เทคโนโลยี แหล่งการผลิต และห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ซึ่งมีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ รวมถึงการพิจารณาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อใช้ในการผลิตพลังงานทดแทน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมลงทุนด้านการปลูกป่า เพื่อสร้างคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในด้านสิ่งแวดล้อมและช่วยสนับสนุนความยั่งยืนของบริษัทฯ ในระยะยาว

ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based Products)

การลงทุนแบบ Corporate Venture Capital (CVC) ผ่านการสร้างความร่วมมือกับบริษัทสตาร์ทอัพ สร้างความร่วมมือกับบริษัทสตาร์ทอัพในการพัฒนาสารลดแรงตึงผิวชีวภาพ (Biosurfactant) ซึ่งผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติทั้งหมด และเป็นสารเคมีชีวภาพ ซึ่งสามารถใช้ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรมโดยทำหน้าที่เป็นทั้งสารทำความสะอาด สารทำให้เป็นอิมัลชัน (Emulsifier) ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตั้งแต่ ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ไปจนถึงการเกษตรและปศุสัตว์ และเนื่องจากมีคุณสมบัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และยังมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ต่ำ จึงช่วยส่งเสริมผลกระทบเชิงบวกในแง่ความยังยืนระหว่างทั้งต่อกลุ่มไทยออยล์และผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่อุปทานของบริษัทฯ นอกจากตัวอย่างข้างต้น โครงการ CVC ยังมองหาโอกาสทางธุรกิจสำหรับสารเคมีชีวภาพและพลาสติกเพิ่มเติม เพื่อขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ของไทยออยล์ไปสู่ธุรกิจสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอีกด้วย

การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage :CCS)

บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับกลุ่ม ปตท. ในโครงการศึกษาการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอน (CCS) โดยมีเป้าหมายในการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากกระบวนการผลิตในปริมาณหลายล้านตันต่อปี และนำไปกักเก็บในชั้นหินใต้ทะเลนอกชายฝั่ง (Offshore) อย่างปลอดภัยและถาวรในชั้นธรณีที่เหมาะสม โดยไม่มีการปล่อยกลับสู่ชั้นบรรยากาศ โครงการนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทฯ ด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรมและประเทศ ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ได้แก่ การวิเคราะห์เทคโนโลยี การประสานงานกับภาครัฐในเรื่องกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง การสำรวจแหล่งทุน การศึกษาความต้องการของตลาด และการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency Projects)

ในปี 2024 มีโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานจำนวน 39 โครงการ โดยสามารถลดการใช้พลังงานโดยรวมได้ 494,794 กิกะจูล ซึ่งเท่ากับ 28,985 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 223 ล้านบาท จากงบลงทุนรวมทั้งหมด 189.62 ล้านบาท

ในปี 2568 มีโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานจำนวน 23 โครงการ โดยสามารถลดการใช้พลังงานโดยรวมได้ 525,226 กิกะจูล ซึ่งเท่ากับ 36,115 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 269.8 ล้านบาท จากงบลงทุนรวมทั้งหมด  67.76 ล้านบาท

ปี 2568

ผลการดำเนินงาน

Vel pretium dolor tellus id purus felis tellus cursus. Amet turpis vel enim aliquet maecenas. Egestas nulla urna suspendisse cursus aliquam mauris facilisis.

การบริหารจัดการลูกค้าและคุณภาพของผลิตภัณฑ์

การบริหารจัดการลูกค้าและคุณภาพของผลิตภัณฑ์

แนวทางการบริหารจัดการ

ในปีนี้ กลุ่มไทยออยล์ยังคงเดินหน้าสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า โดยยึดมั่นแนวคิดการดูแลลูกค้าเสมือนสมาชิกในครอบครัว ภายใต้กลยุทธ์ “Partner for Life” พร้อมยกระดับมาตรฐานการให้บริการ และโครงการพัฒนาเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน บริษัทฯ ได้เสริมความเข้มแข็งด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และบริการให้สอดคล้องกับกฎหมาย ข้อบังคับ และมาตรฐานสากล พร้อมทั้งบูรณาการแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักการ ESG (Environment, Social, and Governance) หรือ สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นในกระบวนการดำเนินงาน ตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าอย่างเป็นระบบ ด้วยการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อพัฒนาบริการและคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการปรับปรุงความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่น ความพึงพอใจ และความผูกพันระยะยาว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ได้ดำเนินการตามแผนงานภายใต้กลยุทธ์ “Partner for Life” เพื่อสนับสนุนการบริการลูกค้าใน 3 ด้าน ดังนี้

Partner for Innovation: การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
  1. Partner for Innovation: การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การสำรวจความพึงพอใจและความผูกพันของลูกค้าประจำปี ได้มีการนำผลการสำรวจฯ มาวิเคราะห์และระดมความคิดร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนำความคิดมาต่อยอด พัฒนาและปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อการบริการที่ดีมากยิ่งขึ้นต่อไป โดยในปีนี้มีโครงการที่ได้นำระบบดิจิทัลมาพัฒนาต่อยอด อาทิ การพัฒนาปรับปรุงกระบวนการสั่งซื้อสินค้า (COMNXT e-Ordering) ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และมีระบบการส่งรายงานประจำเดือนแบบอัตโนมัติให้กับลูกค้า อีกทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายขึ้น
Partner for Excellence: การบริการที่เป็นเลิศ

2. Partner for Knowledge: การบริการที่เป็นเลิศการรักษามาตรฐานการให้บริการด้านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ได้มีการทบทวนมาตรฐานการให้บริการประจำปี (Service Level Agreement: SLA) โดยในปีนี้ทุกหน่วยงานสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงมาตรฐานการให้บริการได้ร้อยละ100 และมีการพัฒนาระบบโดยมีแผนในการนำแพลตฟอร์มที่เป็นมาตรฐานสากลมาใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการความต้องการของลูกค้า (Voice of Customer: VOC) ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าในด้านต่างๆ อาทิ ความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ ข้อเสนอแนะ ความต้องการหลังการขาย และข้อร้องเรียนต่างๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังรักษาความพึงพอใจและความผูกพันของลูกค้าให้อยู่ในระดับสูงต่อไป นอกจากนี้ยังมีการให้ความรู้ด้านกระบวนการผลิต กระบวนการจ่ายน้ำมันทั้งทางรถ และทางเรือ รวมทั้งด้านสถานการณ์ตลาด ข้อกฎหมาย และสนับสนุนข้อมูลต่างๆ (Knowledge Sharing) โดยจัดบรรยายทั้งแบบออนไลน์ผ่าน Microsoft Team และจัดบรรยายที่สำนักงานของลูกค้า

Partner for Sustainability: การส่งเสริมความร่วมมือกับลูกค้าในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน

3. Partner for Sustainability: การส่งเสริมความร่วมมือกับลูกค้าในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน การจัดกิจกรรมตอบปัญหาผ่านระบบออนไลน์ในหัวข้อ ESG เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของลูกค้าในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกัน และมีการจัดกิจกรรม Safety and Happy Hour ซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อรณรงค์ด้านความปลอดภัยให้กับลูกค้าที่ประจำอยู่ที่สถานีจ่ายน้ำมันไทยออยล์ ศรีราชา และพนักงานขับรถรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการสื่อสารนโยบายต่างๆ อาทิ นโยบาย No Gift Policy เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและมาตรฐานธรรมาภิบาลขององค์กร อีกทั้งเป็นการสนับสนุนความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่โปร่งใส ยั่งยืน และเป็นมืออาชีพ

โครงการที่โดดเด่น

ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ได้จัดทำโครงการลูกค้าสัมพันธ์ภายใต้กลยุทธ์ “Partner for Life” เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า ได้แก่

  1. กิจกรรมการอบรมการใช้ “COMNXT e-Ordering” ซึ่งเป็นระบบการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ออนไลน์ ซึ่งจะช่วยลูกค้าในการสั่งซื้อสินค้าได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
  2. กิจกรรม “TOP พบปะลูกค้า” โดยการให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้รับฟังข้อเสนอแนะจากลูกค้าโดยตรง เพื่อให้เกิดการปรับปรุง และพัฒนาประสิทธิภาพการบริการที่ดียิ่งขึ้น
  3. กิจกรรม “มอบองค์ความรู้” ให้กับลูกค้าทั้งในรูปแบบ Online และ On-Site ในหัวข้อต่างๆ อาทิ Fundamental of Refinery Process และ Business Overview & Refinery Overview เพื่อให้ลูกค้ามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของภาพรวมธุรกิจของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน และสถานการณ์ตลาดมากยิ่งขึ้น

ปี 2568

ผลการดำเนินงาน

จากการดำเนินงานด้านต่างๆ ตามแผนงานภายในกลยุทธ์ “Partner for Life” ครอบคลุมทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการให้บริการ ส่งผลให้การประเมินความผูกพันของลูกค้าต่อกลุ่มไทยออยล์ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

หมายเหตุ: 
(1) ความผูกพันของลูกค้ากลุ่มไทยออยล์ ประกอบด้วย บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) บริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด (มหาชน) (TLB) และบริษัท ไทยพาราไซลีน จำกัด (TPX) ดำเนินการสำรวจโดยบริษัทภายนอก (Third Party Company) ที่ให้บริการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า
(2) ความพึงพอใจของลูกค้าบริษัท ท็อป โซเว้นท์ จำกัด (บริษัท ท็อปเน็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด) ปี2565 คะแนนเต็ม 5.0 ดำเนินการสำรวจโดย บริษัท ท็อป โซเว้นท์ จำกัด
(3) ความผูกพันของลูกค้า บริษัท ท็อปเน็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ปี 2566-2567 คะแนนเต็มร้อยละ 100 ดำเนินการสำรวจโดยบริษัทภายนอก (Third Party Company) ที่ให้บริการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า

Generating New Actionable Ideas through Change Agent SME
Idea Facilitation & LO Inspirer Workshop

การจัดกิจกรรม Workshop การพัฒนา Change Agent โดยคัดเลือกตัวแทนหน่วยงานที่ได้รับการคัดเลือก โดยกลุ่มของ Change Agent จะได้รับการพัฒนา ให้ความรู้ ทักษะ และเครื่องมือ เพื่อใช้ในการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมและคิดค้นไอเดียใหม่ๆ ภายในหน่วยงานตนเอง

กิจกรรม Innovation Idea Challenge

กิจกรรม Innovation Roadshow

กิจกรรม Innovation Failure Challenge

กิจกรรม Innovation and Learning Day 2024 ประจำปี 2567

TOP Innovation E-newsletter

เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e – Mail) รายสัปดาห์ ส่งให้แก่พนักงานทุกคนในกลุ่มไทยออยล์ โดยมีเนื้อหาที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ความคิดนอกกรอบ และกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) เพื่อบ่มเพาะคุณสมบัติต่างๆ ที่นวัตกรพึงมีและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของนวัตกรรมในยุคปัจจุบัน รวมถึงการให้ข้อมูลเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยในปี 2567 มีการเผยแพร่บทความ TOP Innovation e-Newsletter ทั้งหมด 39 ฉบับ มียอดผู้อ่านบทความรวมกว่า 24,707 ครั้ง โดยได้คะแนนความพึงพอใจจากผู้อ่านอยู่ในระดับดีมาก (97 จาก 100 คะแนนเต็ม)

TOP BCG Updates

เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบ e – Mail รายเดือนเพื่อเพิ่มความรู้ทางด้าน BCG ซึ่งเป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่ประกอบไปด้วยนโยบายการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจ 3 ระบบของรัฐบาลไทย ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง เช่น รถไฟฟ้า พลังงานไฮโดรเจน และนวัตกรรมในการลดโลกร้อนต่าง ๆ โดยในปี 2567 ภาพรวมความพึงพอใจอยู่ในระดับที่ดีมาก (97 จาก 100 คะแนนเต็ม)

Innovation Talk

เป็นกิจกรรมที่มีการเชิญวิทยากรภายนอกที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมมาให้ความรู้กับพนักงาน เช่น อาจารย์ธงชัย โรจน์กังสดาล จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณธนา สราญเวทย์พันธุ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด, คุณณัฐภัทร ธเนศวรกุล ที่ปรึกษาด้านการวัดระดับนวัตกรรมองค์กร จาก บริษัท ไรส์ แอคเซล จำกัด และคุณซีเค เจิง CEO ของ บริษัท ฟาสต์เวิร์ค เทคโนโลยีส์ จำกัด เป็นต้น โดยในปี 2567 มีการจัดกิจกรรมทั้งหมด 4 ครั้ง โดยจำนวนพนักงานที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้มีเพิ่มมากขึ้นจากปีที่แล้วถึงร้อยละ 15 และความพึงพอใจโดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 93 เป็น 94 จาก 100 คะแนนเต็ม และในแต่ละครั้งมีพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมมาก ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง

โครงการ Thaioil Innovation Awards ประจำปี 2567

การจัดกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผ่านโครงการ “Cultural Activity”

การจัดกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผ่านโครงการ “Cultural Activity” ด้วยรูปแบบกิจกรรมที่เสริมสร้างการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ของชาติ รวมถึงงานศิลปกรรม ร่วมกับลูกค้า ณ พิพิทธภัณฑ์เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การจัดกิจกรรม "Safety and Happy Hours” ให้กับพนักงานขับรถ ประจำปี 2567

การจัดกิจกรรม “Safety and Happy Hours” ให้กับพนักงานขับรถ ประจำปี 2567 เพื่อสร้างความตระหนักถึงความปลอดภัยในการเข้ารับผลิตภัณฑ์ ให้กับกลุ่มลูกค้าที่ปฏิบัติงานอยู่ที่สถานีจ่ายน้ำมัน ผู้ประสานงานขนส่ง เจ้าหน้าที่ห้องตั๋วและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

การจัดกิจกรรมมอบองค์ความรู้ให้กับลูกค้าทั้งในรูปแบบ Online และ On-Site ในหัวข้อต่างๆ

การจัดกิจกรรมมอบองค์ความรู้ให้กับลูกค้าทั้งในรูปแบบ Online และ On-Site ในหัวข้อต่างๆ อาทิ Fundamental of Refinery Process และ Business Overview & Refinery Overview เพื่อให้ลูกค้ามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของภาพรวมธุรกิจของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน และสถานการณ์ตลาดมากยิ่งขึ้น

การจัดกิจกรรมมอบองค์ความรู้ให้กับลูกค้าทั้งในรูปแบบ Online และ On-Site ในหัวข้อต่างๆ

การจัดกิจกรรมสันทนาการสำหรับลูกค้ากลุ่มต่างๆ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีของลูกค้า

นักลงทุนสัมพันธ์

ข่าวสารและประกาศ

ติดต่อเรา

ร่วมงานกับเรา

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การแจ้งข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง การป้องกัน หรือการควบคุมโรคจากสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชน ที่ได้รับหรืออาจได้รับมลพิษ พ.ศ. 2567

การปลูกฝังเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี

การปลูกฝังเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ และการต่อต้านการทุจริต ตั้งแต่เริ่มทำงานวันแรก โดยผนวกเนื้อหาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรปฐมนิเทศสำหรับพนักงานใหม่พร้อมกับส่งมอบคู่มือ CG ผ่านระบบ CG Reporting ส่งผลให้พนักงานใหม่ได้รับการสื่อสารข้อมูลและฝึกอบรม ครบร้อยละ 100 

CEO Townhall และ Management Meeting

การจัดกิจกรรมการสื่อสารโดย CEO ถึงพนักงานทั่วทั้งองค์กร เพื่อเน้นย้ำทิศทาง กลยุทธ์ รวมถึงแผนและผลการดำเนินงาน เพื่อให้พนักงานเกิดความเข้าใจและตระหนักถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารระดับสูงในการนำการเปลี่ยนแปลงลงมาสู่องค์กรและพนักงานทุกคน รวมถึงการรายงานความคืบหน้าของโครงการ Innovation Culture Awareness ในที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นผู้บริหารระดับสูงสนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมให้แก่พนักงานอย่างต่อเนื่อง

Building Innovation Culture Awareness through Top
Management Workshop (Management Outing Workshop)

การจัดกิจกรรม Workshop สำหรับผู้บริหาร เพื่อเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่การสร้าง Innovation Culture Awareness ให้กับพนักงานในสายงาน/ ฝ่ายของตนเอง ผ่านพฤติกรรมหลัก “Lead to Innovation Culture” รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากวิทยากรภายนอกถึงแนวคิดการสร้างนวัตกรรม การสื่อสาร และการฝึกปฏิบัติการใช้พฤติกรรม i-LEAD as a Role Model

โครงการ Teach for Thailand

วัตถุประสงค์

เพื่อพัฒนาครูผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงที่มีศักยภาพปฏิบัติหน้าที่ในฐานะครูผู้ช่วยสอนนักเรียนในระดับชั้นมัธยมต้น

ประเภทโครงการ

โครงการ Teach for Thailand

การดำเนินงานในปี 2567

กลุ่มไทยออยล์สนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนที่จะเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ซึ่งในปี 2567 บริษัทฯ ได้สนับสนุนงบประมาณให้แก่ครูผู้สอนจำนวน 2 คน เพื่อปฏิบัติหน้าที่เป็นครูผู้ช่วยสอนสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1- 

3 ที่โรงเรียนวัดมโนรม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีพื้นที่ตั้งใกล้กับโรงกลั่น เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งมีผลการประเมินการปฏิบัติงานเป็นที่น่าพอใจ ดังนี้
1. นักเรียนในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 489 คนในปีการศึกษา 2567
2. พัฒนาการด้านวิชาการ และคุณลักษณะนิสัย และทักษะที่จำเป็นของนักเรียนปรับเพิ่มขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ย Post-test อยู่ที่ 28.51 คะแนน เมื่อเทียบกับคะแนนเฉลี่ย Pre-test ในภาคเรียนที่ 1 ที่ 27.57 คะแนน และพบว่า ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงสามารถสร้างและพัฒนาคุณลักษณะนิสัยของนักเรียน ทั้งด้านความพยายาม กรอบความคิดแบบเติบโต และการเป็นเจ้าของการเรียนรู้ เช่นเดียวกับการสร้างและพัฒนาทักษะที่จำเป็นของนักเรียน ซึ่งประกอบด้วยการคิดวิเคราะห์ ความร่วมมือ และการตระหนักรู้ในตนเอง
3. ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงนำเทคโนโลยีต่างๆ มาประยุกต์ใช้เป็นสื่อการสอน เช่น วีดิทัศน์ บอร์ดเกม โปรแกรมออนไลน์ เป็นต้น ส่งผลให้นักเรียนมีพัฒนาการและมีทัศนคติที่ดีต่อสาขาวิชาที่เรียนมากขึ้น โดยสามารถตอบคำถาม จำแนกตัวอย่าง และทำงานร่วมกันเป็นทีมกับเพื่อนในชั้นเรียนได้เป็นอย่างดี
4. นักเรียนส่วนใหญ่เล็งเห็นถึงความตั้งใจและพัฒนาการในการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญของครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง
5. ผู้อำนวยการและบุคลากรในโรงเรียนมีความพึงพอใจต่อครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยมีคะแนนรวมความพึงพอใจ 9.1 คะแนนจาก 10 คะแนน และเล็งเห็นว่า ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความรู้ ความสามารถ และลักษณะนิสัยที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานในบริบทที่ท้าทาย ร้อยละ 92 นอกจากนั้น ยังมีการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนกันอย่างสม่ำเสมอ

โครงการ Teach for Thailand

วัตถุประสงค์

เพื่อพัฒนาครูผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงที่มีศักยภาพปฏิบัติหน้าที่ในฐานะครูผู้ช่วยสอนนักเรียนในระดับชั้นประถมต้นและมัธยมต้น เพื่อยกระดับการเรียนการสอนและเพิ่มคุณภาพการศึกษาให้กับนักเรียน

ประเภทโครงการ

โครงการ Teach for Thailand

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ ร่วมมือกับมูลนิธิ Teach for Thailand ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนและยกระดับคุณภาพนักเรียน คุณลักษณะนิสัย และทักษะที่จำเป็น มาตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งในปี 2568 ได้สนับสนุนให้มีครูผู้ช่วยสอนสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จำนวน 2 อัตราให้แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่โรงเรียนวัดมโนรม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งสิ้นสุดในเดือนตุลาคม และเริ่มสนับสนุนให้มีครูผู้ช่วยสอนสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จำนวน 2 อัตราในเดือนพฤศจิกายน ให้แก่นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น ที่โรงเรียนวัดใหม่เนินพยอม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

โครงการสานอนาคตการศึกษา (CONNEXT ED) ร่วมกับกลุ่ม ปตท.

วัตถุประสงค์

เพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำในภาคการศึกษา และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศผ่านการแลกเปลี่ยน เรียนรู้และวางแผนพัฒนาโรงเรียนร่วมกับผู้บริหารโรงเรียน

ประเภทโครงการ

โครงการสานอนาคตการศึกษา (CONNEXT ED) ร่วมกับกลุ่ม ปตท.

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ได้ดำเนินโครงการร่วมกับโรงเรียนจำนวน 10 แห่งในจังหวัดชลบุรีและฉะเชิงเทรา ผ่านการจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy: CE) ควบคู่กับการจัดทำและส่งมอบสื่อการเรียนรู้และอุปกรณ์สำหรับการจัดการของเสียอย่างเหมาะสม เพื่อปลูกฝังแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการจัดการของเสียอย่างเป็นระบบให้แก่โรงเรียน นอกจากนี้ ยังได้มอบทุนการศึกษาแก่โรงเรียนในโครงการ เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาและส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

โครงการไทยออยล์สร้างชุมชนรักษ์โลก (Thaioil CE for Community Model)

วัตถุประสงค์

เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy: CE) และสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องให้แก่ชุมชน

ประเภทโครงการ

โครงการไทยออยล์สร้างชุมชนรักษ์โลก (Thaioil CE for Community Model)

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการฯ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 โดยส่งเสริมและสนับสนุนอุปกรณ์เพื่อให้ประชาชนในชุมชนบ้านนาเก่า คัดแยกขยะภายในครัวเรือน การให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะ การทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร การจัดเก็บน้ำมันที่ใช้แล้วเพื่อนำไปรีไซเคิล และจัดตั้งศูนย์กลางการคัดแยกขยะ และขยายการดำเนินงานเพิ่มไปยังชุมชนบ้านแหลมทองในปี 2568

โครงการไทยออยล์ สร้างเยาวชนรักษ์โลก (Thaioil CE School Model)

วัตถุประสงค์

เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy: CE) และสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องให้นักเรียนและเยาวชน

ประเภทโครงการ

โครงการไทยออยล์ สร้างเยาวชนรักษ์โลก (Thaioil CE School Model)

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการฯ มาตั้งแต่ปี 2565 เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการของเสียอย่างเป็นระบบสู่โรงเรียนรอบโรงกลั่น โดยปี 2568 ได้จัดทำสื่อความรู้ สนับสนุนอุปกรณ์คัดแยกขยะ และการอบรมโดยวิทยากรจากองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.) พร้อมทั้งจัดประกวดสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ เพื่อส่งเสริมการนำแนวคิด CE ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง และในปี 2568 ยังได้ขยายโครงการจาก 9 โรงเรียน เป็น 10 โรงเรียน โดยเพิ่มโรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 3 อีก 1 แห่ง เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านการจัดการของเสียอย่างเป็นระบบ และนำไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าอย่างยั่งยืน

โครงการท่องนิเวศ ม. เกษตร - ไทยออยล์

วัตถุประสงค์

เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมกับเยาวชนให้เข้าใจระบบนิเวศอย่างถูกต้อง รวมถึงปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ประเภทโครงการ

โครงการท่องนิเวศ ม. เกษตร – ไทยออยล์

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนรอบโรงกลั่น โดยนำเยาวชนเข้าศึกษาเส้นทางธรรมชาติ ณ พื้นที่เขาน้ำซับ ใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา กิจกรรมดังกล่าวเป็นการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ ทั้งในห้องเรียนและการลงพื้นที่จริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับนิเวศป่าไม้ พืช สัตว์ป่า และความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตภายในระบบนิเวศ นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

โครงการเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม TOP GREEN X “เยาวชนคนกล้า ฟื้นฟูป่า สร้างคุณค่าขยะรีไซเคิล”

วัตถุประสงค์

เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผลกระทบของขยะพลาสติกที่มีต่อธรรมชาติและระบบนิเวศ

ประเภทโครงการ

โครงการเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม TOP GREEN X “เยาวชนคนกล้า ฟื้นฟูป่า สร้างคุณค่าขยะรีไซเคิล”

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ร่วมกับเทศบาลนครแหลมฉบังเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชน 10 ชุมชนรอบกลุ่มไทยออยล์ พร้อมด้วยนักเรียนโรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 3 และนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว การศึกษาความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) การประดิษฐ์กระถางต้นไม้แบบ DIY จากวัสดุเหลือใช้ ตลอดจนการประกวดสื่อรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์

โครงการสนับสนุนกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ กลุ่มประมง

วัตถุประสงค์

เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์

ประเภทโครงการ

โครงการสนับสนุนกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ กลุ่มประมง

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์ทะเลไทย “ปล่อยปลาคืนสู่ธรรมชาติ สร้างสมดุลให้ท้องทะเล” กลุ่มประมงต้นแบบบ้านชุมชนอ่าวอุดม เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและสร้างความสมดุลให้ธรรมชาติ ด้วยการปล่อยพันธุ์ปลากะพงขาว จำนวน 3,000 ตัว ลงในกระชังเพาะเลี้ยง และท้องทะเลในพื้นที่ที่มีการวางซั้งและปะการังเทียม พร้อมกิจกรรมการสื่อสารให้ความรู้เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน

โครงการด้านการศึกษา

วัตถุประสงค์

เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนในพื้นที่เทศบาลนครแหลมฉบังและอำเภอศรีราชา และสนับสนุนเยาวชนให้มีศักยภาพในการพัฒนาตนเองและสังคม เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต

ประเภทโครงการ

โครงการด้านการศึกษา

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษาที่มีความประพฤติดี ขยันหมั่นเพียรในการศึกษาเล่าเรียน รวมถึงนักเรียนที่ขาดทุนทรัพย์ จำนวน 252 ทุน และกองทุนกลุ่มไทยออยล์เพื่อสถาบันการศึกษาให้แก่สถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครแหลมฉบังและอำเภอศรีราชา จำนวน 11 กองทุน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,900,000 บาท ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กลุ่มไทยออยล์มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี

โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน

วัตถุประสงค์

เพื่อส่งเสริมศักยภาพชุมชน ด้วยการสร้างอาชีพให้กับประชาชนทั่วไปในพื้นที่ศรีราชา ณ ศูนย์สุขภาพและการเรียนรู้กลุ่มไทยออยล์เพื่อชุมชน

ประเภทโครงการ

โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนในปี 2568 ดังนี้

1. โครงการผลิตภัณฑ์ชุมชนรอบโรงกลั่น เพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้กับ “วิสาหกิจชุมชนโลมาแหลมฉบัง” โดยได้เข้าร่วมโครงการ KU Green Connect: Enactus&SX Exploration เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านการประกอบการและการตลาดพร้อมทั้งเป็นเวทีเผยแพร่วัฒนธรรมไทยและอัตลักษณ์ชุมชนแก่กลุ่มนิสิตนานาชาติของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
2. โครงการอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ พัฒนาศักยภาพกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโลมาแหลมฉบัง โดยจัดกิจกรรมเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนการดำเนินงาน ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรเนินกระบก ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 เพื่อเพิ่มองค์ความรู้ เพิ่มพูนประสบการณ์ และเสริมสร้างศักยภาพในการประกอบอาชีพ อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งและความยั่งยืนของชุมชน

โครงการเดิน - วิ่ง 1 แสนกิโล

วัตถุประสงค์

เพื่อให้ชุมชนออกกำลังกายด้วยการเดิน – วิ่ง เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง และได้รับองค์ความรู้ด้านสุขภาพใหม่ๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับตนเองและครอบครัว

ประเภทโครงการ

โครงการเดิน – วิ่ง 1 แสนกิโล

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์เชิญชวนประชาชนในชุมชนรอบโรงกลั่นมาออกกำลังกายด้วยการเดิน – วิ่งและร่วมกันสะสมระยะทาง โดยการบันทึกข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน “นับก้าว” ให้ได้ระยะทางรวม 100,000 กิโลเมตร โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม 175 คน และมีการนัดหมายเพื่อติดตามผลที่ศูนย์สุขภาพและการเรียนรู้กลุ่มไทยออยล์เพื่อชุมชนรวม 2 ครั้ง

โครงการส่งเสริมทันตสุขภาพรอบกลุ่มไทยออยล์

วัตถุประสงค์

เพื่อส่งเสริมสุขภาพในช่องปากของนักเรียน

ประเภทโครงการ

โครงการส่งเสริมทันตสุขภาพรอบกลุ่มไทยออยล์

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ให้บริการทันตกรรม ตรวจสุขภาพช่องปาก อุดฟัน ถอนฟัน เคลือบหลุมร่องฟัน เคลือบฟลูออไรด์ ขูดหินปูน และส่งเสริมป้องกันฟันผุ เพื่อส่งเสริมสุขภาพในช่องปากให้แก่นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 จำนวน 5,500 รายที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนรอบโรงกลั่นทั้ง 8 แห่ง

โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน

วัตถุประสงค์

เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน ร่วมกับกลุ่ม ปตท.

ความเป็นมาของโครงการ

ไทยออยล์ร่วมมือกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. ช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ในประเทศ

กรอบการดําเนินงาน

1. ติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศ 2.ดำเนินการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ปฏิบัติการของบริษัทฯ 3. ประสานงานกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่นอกเหนือจาก พื้นที่ปฏิบัติการของบริษัทฯ

ผลการดําเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ร่วมกับกลุ่ม ปตท. สนับสนุนความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทั่วประเทศอย่างทันท่วงที โดยได้มีการสนับสนุนถุงยังชีพ เครื่องดื่ม และน้ำดื่ม ให้แก่เหตุการณ์ ดังนี้
1. เจ้าหน้าที่กู้ภัยเหตุอาคารสำนักงาน สตง.
2. ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา
3. ประสบอุทกภัยจากอิทธิพลของพายุ “วิภา” ในพื้นที่ จ.น่าน
4. ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี
5. ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

โครงการ “คุณริเริ่ม...เราเติมเต็ม ปี 5”

วัตถุประสงค์

พัฒนาวัฒนธรรมจิตอาสา โดยเน้นการมีส่วนร่วมและการพัฒนาโครงการด้วยความสามารถของพนักงานให้สอดคล้องกับ ทิศทางการดำเนินงานเพื่อสังคมของบริษัทฯ

ความเป็นมาโครงการ

กลุ่มไทยออยล์มุ่งมั่นที่จะกระตุ้นและปลูกฝังให้พนักงานมีจิตอาสาตามค่านิยมองค์กรหัวข้อ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” (Social Responsibility) จึงได้ดำเนินโครงการ “คุณริเริ่ม…เราเติมเต็ม” เพื่อเชิญชวนให้ผู้บริหาร พนักงานและพนักงานผู้รับเหมาเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม

กรอบการดำเนินงาน

1. ประชาสัมพันธ์การดำเนินโครงการฯ ในเดือนเมษายน 2568
2. พนักงานดำเนินโครงการฯ ภายใต้กรอบ 1) ด้านสุขภาพ/กีฬา 2) ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม 3) ด้านการศึกษา 4) ด้านสังคมและวัฒนธรรม ในช่วงระหว่างเดือน พฤษภาคม ถึง เดือนพฤศจิกายน 2568
3. บริษัทฯ สนับสนุนงบประมาณสำหรับดำเนินกิจกรรมจิตอาสา 20,000 บาทต่อฝ่าย

ผลการดำเนินงานในปี 2568

ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการภายใต้แนวคิด “Team Spirit for All” โดยเชิญชวนผู้บริหาร พนักงาน และพนักงานผู้รับเหมาร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมตามความรู้และความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่าย พร้อมสนับสนุนงบประมาณฝ่ายละ 20,000 บาทสำหรับค่าวัสดุและอุปกรณ์ โดยมี 36 ฝ่ายงานเข้าร่วม มากกว่า 1,170 คน และดำเนินกิจกรรมรวม 25 กิจกรรม ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งการปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค การถ่ายทอดองค์ความรู้การทำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม อาทิ การซ่อมแซมไฟฟ้าและสถานที่ การจัดทำเวชภัณฑ์และงานฝีมือเพื่อชุมชน ตลอดจนกิจกรรมดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เช่น เก็บขยะชายหาด เสริมแหล่งอาหาร และปรับภูมิทัศน์ เพื่อเสริมสร้างประโยชน์ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่หน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ (Sustainable Energy for Healthcare and Education)

วัตถุประสงค์

สร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า โดยนำความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม ด้านการจัดการพลังงานมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับโรงพยาบาลและโรงเรียน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า และนำผลประหยัดมาต่อยอดโครงการเพื่อสังคม ตลอดจนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ความเป็นมาของโครงการ

กลุ่มไทยออยล์นำความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม รวมถึงประสบการณ์ด้านการจัดการพลังงานมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่หน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ มาตั้งแต่ปี 2561 เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาเข้าถึงการใช้พลังงานทางเลือก ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า และนำผลประหยัดมาต่อยอดโครงการเพื่อสังคม ตลอดจนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

กรอบการดําเนินงาน

1. ศึกษาศักยภาพของพื้นที่เป้าหมาย โดยใช้ความรู้ความสามารถของวิศกรไทยออยล์
2. จัดทำรายงานความเป็นไปได้ (Feasibility Study Report) และความคุ้มค่าทางการลงทุน ผลตอบแทนทางสังคม (SROI)
3. ขออนุมัติการดำเนินโครงการและงบประมาณ
4. คัดเลือกผู้รับเหมาและดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่หน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาที่ผ่านการประเมิน
5. ตรวจสอบระบบให้มีประสิทธิภาพ ถ่ายทอดความรู้การดูแลระบบ และส่งมอบโครงการฯ
6. ติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการฯ อย่างต่อเนื่อง พร้อมขอใบอนุญาต (ในกรณีที่เป็นระบบที่มีการเชื่อมต่อกับระบบสายส่งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค)

ผลการดําเนินงานในปี 2568

ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์มีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่โรงพยาบาล จำนวน 1 แห่ง ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 2 แห่ง และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนจำนวน 4 แห่งในจังหวัดตาก รวมกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้า 122.1 กิโลวัตต์ ซึ่งสร้างผลประหยัดเป็นมูลค่ารวม 1.3 ล้านบาทต่อปี โดยนำผลประหยัดที่ได้จากค่ากระแสไฟฟ้าที่ลดลงไปจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ รวมทั้งสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล นอกจากนี้ ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่า 83 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

โครงการดำเนินการเกี่ยวกับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันดิบไหลสู่ทะเล

วัตถุประสงค์

เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ

ความเป็นมาของโครงการ

ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์น้ำมันดิบไหลสู่ทะเล บริเวณทุ่นผูกเรือกลางทะเล (SBM – 2) บริษัทฯ ได้ดำเนินการเพื่อลดผลกระทบให้แก่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน รวมถึงฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล และความหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจท้องถิ่นในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

กรอบการดําเนินงาน

1. ตรวจวัดและติดตามการตรวจวัดค่าคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเล
2. จัดตั้งคณะทำงานฟื้นฟู เพื่อจัดทำแผนฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงสัตว์ทะเล และความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

ผลการดําเนินงานในปี 2568

ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลสู่ทะเล ขณะขนถ่ายน้ำมัน บริเวณทุ่นผูกเรือกลางทะเล (SBM – 2) ของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2566 หลังจากดำเนินการชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจนครบถ้วนแล้ว ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานการฟื้นฟูฯ เพื่อจัดทำแผนและขอบเขตการฟื้นฟูธรรมชาติ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยดำเนินการรวบรวมความคิดเห็นจากนักวิชาการ หน่วยงานราชการ ผู้ได้รับผลกระทบ องค์กรอิสระ และ NGO กลุ่มต่างๆ รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้นำเสนอแผนส่งเสริม (ฟื้นฟู) คุณภาพสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศน์ทางทะเล เศรษฐกิจ และสังคมภายใต้กรอบระยะเวลา 3 ปี ดำเนินโครงการต่างๆ ทั้งสิ้น 20 โครงการ ซึ่งปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 18 โครงการ และสำหรับเหตุการณ์น้ำมันไหลสู่ทะเลในเดือน 5 มิถุนายน 2568 บริษัทฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยผลการตรวจวัดคุณภาพระบบนิเวศน์ทางทะเลต่างๆ พบว่า ไม่เกินค่ามาตรฐาน อย่างไรก็ตามที่ประชุมคณะทำงานจังหวัดฯ ติดตามให้บริษัทฯ เสนอโครงการเพื่อสังคม หรือมาตรการอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรตามความเหมาะสมต่อไป

โครงการสร้างเด็กแหลมฉบังเป็นแชมป์กระโดดเชือก

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้เยาวชนได้ออกกำลังกาย มีสุขภาพแข็งแรง เพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจในอนาคต
2. ส่งเสริมให้เยาวชนออกกำลังกายด้วยกีฬากระโดดเชือก เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

ความเป็นมาของโครงการ

กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการสร้างเด็กแหลมฉบังเป็นแชมป์กระโดดเชือก โดยร่วมกับมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชชูปถัมภ์ เพื่อสนับสนุนเยาวชนทั้ง 8 โรงเรียนในพื้นที่เทศบาลนครแหลมฉบัง ออกกำลังกายด้วยกีฬากระโดดเชือก มาตั้งแต่ปี 2554 นอกจากนี้ ยังได้เข้าร่วมการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานกับสมาคมกีฬาจัมพ์โร้ปไทย เพื่อสร้างชื่อให้โรงเรียนและเทศบาลนครแหลมฉบัง

กรอบการดําเนินงาน

1. จัดประชุมร่วมกับผู้อำนวยการและคุณครูผู้ฝึกสอนกีฬาพลศึกษาของโรงเรียนรอบโรงกลั่นทั้ง 8 แห่งในเขตเทศบาลนครแหลมฉบัง ประกอบด้วยโรงเรียนวัดใหม่เนินพยอม โรงเรียนวัดมโนรม โรงเรียนวัดแหลมฉบัง โรงเรียนบ้านชากยายจีน โรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 1 โรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 2 โรงเรียนวัดบ้านนา (ฟินวิทยาคม) และโรงเรียนบุญจิตวิทยา
2. วางแผนโครงการ พร้อมขออนุมัติงบประมาณในการดำเนินการ
3. ดำเนินการจัดค่ายฝึกทักษะพัฒนาศักยภาพนักกีฬากระโดดเชือก เพื่อคัดเลือกนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานระดับประเทศ
4. สร้างนักกีฬาหน้าใหม่ เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬากระโดดเชือก เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนและเทศบาลนครแหลมฉบัง

ผลการดําเนินงานในปี 2568

1.จัดการแข่งขัน “Thaioil NexGen Jump Rope Tournament ประจำปี 2568” ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 24-28 กุมภาพันธ์ 2568 “สร้างนักกีฬาหน้าใหม่ สู่แชมป์กระโดดเชือก” ค้นหานักกีฬาเพื่อเตรียมเข้าแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานประเภทมือใหม่ ประจำปี 2568
2. นักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกระโดดเชือกชิงถ้วยพระราชทานประเภทมือใหม่ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 7-8 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ กรุงเทพมหานคร ได้รับเหรียญทองจำนวน 14 เหรียญ เหรียญเงินจำนวน 12 เหรียญ และเหรียญทองแดงจำนวน 11 เหรียญ นอกจากนี้ โรงเรียนบุญจิตวิทยายังได้รับถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จำนวน 3 ถ้วย และโรงเรียนวัดใหม่เนินพยอม ได้รับถ้วยพระราชทาน จำนวน 1 ถ้วย และทั้ง 2 โรงเรียนได้รางวัลทีมรองชนะเลิศคะแนนรวมสูงสุด
3. โครงการพัฒนาทักษะนักกีฬาสู่แชมป์กระโดดเชือก ประจำปี 2568 เพื่อคัดเลือกและฝึกซ้อมนักกีฬากระโดดเชือกจากโรงเรียนรอบโรงกลั่น 8 แห่งที่จะเข้าร่วมการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานระดับประเทศ
4. นักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬากระโดดเชือกชิงถ้วยพระราชทาน ครั้งที่ 16 ประจำปี 2568 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 16 พฤศจิกายน 2568 ณ อาคารโรงยิมเนเซียม อบจ.นนทบุรี เพื่อให้เยาวชนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและสนับสนุนการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ได้ส่งนักกีฬากระโดดเชือกเข้าร่วมทั้งหมด 2 ทีม ได้แก่ Thaioil Jump Rope และ Thaioil New Wave และได้รับถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จำนวน 1 ถ้วย มีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 60 คน
5. นักกีฬากระโดดเชือกแหลมฉบังได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬากระโดดเชือกระดับนานาชาติ ในการแข่งขัน รายการ 9th KOREA OPEN ROPE SKIPPING CHAMPIONSHIP ประเทศเกาหลี และ การแข่งขันรายการ UJR World Championship and World Cup ประจำปี 2568 ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงได้เข้าร่วมการแข่งขันระดับโลก World Jump Rope Championships ประจำปี 2568 ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการเข้าร่วมในแต่ละครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยและพื้นที่ชุมชนรอบโรงกลั่นเป็นอย่างมาก

การรับมือต่อสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

  •  การดำเนินการตามแผนการเฝ้าระวังติดตามและแผนเผชิญเหตุรองรับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 0 ไม่พบผู้ติดเชื้อ เน้นการป้องกันและเฝ้าระวัง ระยะที่ 1 พบผู้ต้องสงสัยหรือผู้ติดเชื้อในกลุ่มไทยออยล์ แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เน้นการควบคุมและป้องกันการแพร่กระจาย และระยะที่ 2 พบผู้ติดเชื้อจำนวนมากในกลุ่มไทยออยล์ และส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เน้นการกอบกู้สถานการณ์และการฟื้นฟู ต้องเปิดศูนย์ควบคุมเหตุฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจ

การเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย

  • การพัฒนาความรู้ ความสามารถและทักษะของพนักงานและผู้รับเหมา ผ่านศูนย์ฝึกอบรมความปลอดภัยที่มีความพร้อมทั้งภาคทฤษฎี (Theory) และภาคปฏิบัติ (Practice) และประเมินความรู้ความสามารถของพนักงานและผู้รับเหมาที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ตามระบบใบอนุญาตในการทำงานต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา และการจัดการเหตุฉุกเฉินและภาวะวิกฤตตามบทบาทหน้าที่ ผ่านกระบวนการ Competency Assurance System
  • การยกระดับวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงาน ด้วย Behavior Based Safety (BBS) โดยได้ทำการฝึกอบรมหลักสูตร BBS ให้กับพนักงานกลุ่มเป้าหมาย (Train for the Trainer) เพื่อนำไปถ่ายทอดและเป็นแบบอย่างให้กับพนักงานและพนักงานผู้รับเหมาสำหรับใช้สังเกตพฤติกรรมในการทำงานและสั่งหยุดงานเมื่อพบว่าไม่ปลอดภัย
  • การจัดให้การฝึกอบรมหลักสูตรการขออนุญาตในการทำงาน (Permit to Work System and Clearance Certificate Signatory) สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในระบบใบอนุญาตในการทำงาน
  • การจัดโครงการป้องกันและลดอุบัติเหตุจากการทำงาน (30-60-90 Days with No Harm No Leak) อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเน้นย้ำและกระตุ้นให้พนักงานและผู้รับเหมาเกิดความตระหนักด้านความปลอดภัยในการทำงานอย่างเข้มข้น โดยมีเป้าหมาย คือ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการทำงานถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลทางการแพทย์ (Medical Treatment Case: MTC)
  • การจัดกิจกรรม Thaioil Group QSHE Day ประจำปี 2566 เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยฯ ของพนักงานและผู้รับเหมา โดยการมอบโล่และเกียรติบัตรให้แก่ผู้ที่มีผลการดำเนินงานดีเด่นด้าน QSHE ประจำปี 2566 และจัดบูธนิทรรศการ เพื่อให้ความรู้และเสริมสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยฯ ให้กับพนักงานและผู้รับเหมา
  • การปรับปรุงกฎความปลอดภัยพื้นฐาน 12 ข้อ (12 Life Saving Rules) โดยนำวิถีอันตราย (Line of Fire) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกฎความปลอดภัยพื้นฐาน ตามแนวทางการปฏิบัติของกลุ่มธุรกิจน้ำมันและก๊าซของ IOGP
  • การรณรงค์และเสริมสร้างการตระหนักถึงอันตราย ได้แก่ วิถีอันตราย และการปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยพื้นฐาน 12 ข้อ อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งรณรงค์ให้มีการเขียนรายงาน Potential Incident Report (PIR) โดยมุ่งเน้นถึงการกระทำที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Act) และสภาพการณ์ที่มีศักยภาพจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ (Unsafe Condition) ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันก่อนเกิดเหตุ
  • การจัดทำตารางการอบรมความปลอดภัยในการทำงานของผู้รับเหมา (Contractor Training Matrix) เพื่อให้มั่นใจว่าผู้รับเหมาที่เข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่กลุ่มไทยออยล์มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกับตำแหน่งงาน 
  • การจัดฝึกอบรมและให้ความรู้ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานสำหรับพนักงานและผู้รับเหมารายใหม่ เพื่อสร้างความตระหนักถึงอันตรายและความเสี่ยงขั้นพื้นฐานของการปฏิบัติงานในพื้นที่กลุ่มไทยออยล์ รวมถึงรู้และเข้าใจมาตรการด้านความปลอดภัยที่กำหนดขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในกิจกรรมการทำงาน เช่น หลักสูตรความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน (Basic Safety in Refinery) หลักสูตรดับเพลิงขั้นต้น (Basic Firefighting) หลักสูตรความปลอดภัยในการปฏิบัติงานในที่อับอากาศ (Confined Space) และหลักสูตรการปฐมพยาบาล (First Aid) เป็นต้น
  • การอบรมหลักสูตรด้านความปลอดภัยเฉพาะ สำหรับพนักงานและผู้รับเหมา เพื่อให้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยและสอดคล้องตามข้อกำหนด เช่น หลักสูตรผู้อนุมัติใบรับรองความปลอดภัย (Authorized Engineer (AE)/ Authorized Gas Safety Inspector (AGSI) Course) หลักสูตรผู้อนุมัติใบอนุญาตทำงาน (Clearance Certificate Signatory) หลักสูตรผู้ตรวจวัดแก๊ส (Authorized Gas Tester) หลักสูตรความปลอดภัยเกี่ยวกับไฟฟ้า เป็นต้น
  • กลุ่มไทยออยล์ยังคงให้ความสำคัญกับกลยุทธ์เชิงรุกโดยการยกระดับกิจกรรม Management Walk and Talk เป็น GEMBA Walk โดยผู้บริหารระดับสูง ดำเนินการตรวจสอบด้วยการพูดคุยสอบถามถึงกิจกรรมสำคัญ โดยใช้ชุดคำถามที่มีความเฉพาะ มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจ แนะนำวิธีปฏิบัติที่ปลอดภัยในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงทั้งด้านความปลอดภัยส่วนบุคคลและความปลอดภัยในกระบวนการผลิต และดำเนินกิจกรรม QSHE Roll Out อย่างต่อเนื่องโดยมุ่งเน้นการเข้าถึง รวมถึงการรณรงค์ส่งเสริมจิตสำนึกด้านคุณภาพความมั่นคง ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมของผู้ปฏิบัติงานหรือภายในพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อขยายขอบเขตให้ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติงานและการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานภายใต้กิจกรรมและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ณ ขณะนั้น อีกทั้ง กลุ่มไทยออยล์ยังนำระบบการจัดการต่างๆ ที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป และมีการรายงานผลการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ข้างต้นให้ผู้บริหารได้รับทราบและร่วมหาแนวทางการแก้ไขเป็นประจำ รวมถึงจะมีกระบวนการทบทวน (Management Review) เป็นประจำทุกปี เพื่อกำหนดแนวทางการปรับปรุงและจัดทำแผนงานประจำปีต่อไป พร้อมทั้งมีการสื่อสารให้พนักงานรับทราบเป็นระยะ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิผลต่อไป

การเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย

  • การทบทวนระบบใบอนุญาตในการทำงาน (Permit to Work System) โดยเฉพาะใบอนุญาตที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับความร้อนหรือประกายไฟ (Hot Work) รวมถึงรายการตรวจสอบ (Checklist) ที่เกี่ยวข้อง ให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากล
  • จากการประเมินระดับวัฒนธรรมความปลอดภัย ในปี 2565 ผลการประเมินที่ 4.16 คะแนนจากคะแนนเต็ม 5.00 คะแนน ซึ่งนำมาด้วยแผนงานพัฒนาวัฒนธรรมความปลอดภัย ในปี 2566 ทางบริษัทฯ ได้ดำเนินการตามแผนงานที่ระบุไว้เพื่อให้พนักงานและผู้รับเหมามีความตระหนักและให้องค์กรก้าวเข้าสู่องค์กรที่ปราศจากอุบัติเหตุ
  • การตรวจสอบระบบใบอนุญาต (Permit to Work Inspection) โดยพนักงานเจ้าของพื้นที่ (Area Operation) และทีมตรวจสอบความปลอดภัย (Safety Audit Team) เพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติสอดคล้องตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในใบอนุญาตให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง
  • การจัดทำการ์ดมอบอำนาจสิทธิในการสั่งหยุดงาน (Stop Work Authority) ให้กับพนักงานและพนักงานผู้รับเหมาทุกคน เมื่อพบว่าพื้นที่ปฏิบัติงานมีสภาพการณ์หรือสภาวะที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยต่อตนเองและเพื่อนร่วมงาน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือทรัพย์สินของกลุ่มไทยออยล์ โดยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อเป็นการแสดงความมุ่งมั่นและเน้นย้ำถึงการป้องกันและแก้ไขก่อนเกิดอุบัติเหตุหรืออุบัติการณ์
  • การประเมินดัชนีชี้วัดสมรรถนะด้านสุขภาพ (Health Performance Indicators) ตามหลักเกณฑ์และแนวทางของ International Association of Oil and Gas Producers (IOGP) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล โดยได้รับคะแนนการประเมินในปี 2566 ที่ 3.85 คะแนน จากคะแนนเต็ม 4.00 คะแนน พร้อมจัดทำแผนงานพัฒนาและยกระดับระบบการบริหารจัดการให้สอดคล้องตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดของ IOGP ต่อไป
  • การยกระดับการบริหารจัดการความปลอดภัยผู้รับเหมา (Contractor Safety Management) ให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากล มีการตรวจประเมินผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยประจำปีของบริษัทผู้รับเหมา โดยผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก (Third Party) ทั้งในส่วนของระบบบริหารจัดการและการปฏิบัติงานในพื้นที่ สำหรับใช้ในการแบ่งระดับผู้รับเหมา (Contractor Banding) เป็นสีเขียว สีเหลือง และสีแดง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาการดำเนินธุรกิจร่วมกันอย่างต่อเนื่อง กรณีที่บริษัทผู้รับเหมา มีผลการประเมินฯ ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (สีเหลือง หรือ สีแดง) จะเปิดโอกาสให้ผู้รับเหมานำเสนอแผนงานและทำการปรับปรุงแก้ไขประเด็นปัญหาให้สอดคล้องตามข้อกำหนดและตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ในปี 2566 บริษัทฯ ได้ปรับปรุงเอกสารการประเมินผลด้านเทคนิคของความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมสำหรับการประมูลผู้รับเหมา (Contract SSHE Bidding and Close Out Evaluation)
  • การทบทวนวิธีปฏิบัติงานที่ปลอดภัย สำหรับกิจกรรมหรืองานที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ได้แก่ งานยกของหนักโดยปั้นจั่น งานนั่งร้าน งานที่ต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในเขตพื้นที่โรงกลั่น เป็นต้น และทำการฝึกอบรมและสื่อสารให้กับพนักงานและผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้สอดคล้องตามข้อกำหนดอย่างครบถ้วน
  • การยกระดับการแจ้งเตือนสถานการณ์ผิดปกติหรือฉุกเฉินสำหรับผู้อยู่เวรคอยเหตุฉุกเฉินและผู้เกี่ยวข้อง ด้วยระบบ SMS เพื่อให้ผู้อยู่เวรคอยเหตุฉุกเฉินทราบถึงเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว และสามารถเข้ามาสนับสนุนการระงับเหตุได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • การยกระดับการแจ้งเตือนสถานการณ์ผิดปกติกรณีเกิดฝนฟ้าคะนองในรัศมี 5 กิโลเมตร เพื่อเป็นการแจ้งเตือนให้พนักงานทราบและดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งเป็นการแจ้งเตือนเพื่อเตรียมความพร้อมของทีมระงับเหตุฉุกเฉิน กรณีเกิดไฟไหม้ที่บริเวณขอบถังน้ำมันชนิดหลังคาลอย (Rim Seal Fire)
  • การทบทวนแผนเผชิญเหตุล่วงหน้า (Pre Incident Plan) ระดับที่ 1 และระดับที่ 2 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และมาตรฐานสากล รวมถึงการฝึกซ้อมตามแผนที่กำหนด เพื่อเป็นการซักซ้อมการรับมือเหตุฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีนี้มีการจัดทำแผนเผชิญเหตุล่วงหน้า ระดับที่ 2 เพิ่มเติม เพื่อรองรับหน่วยผลิตใหม่ของโครงการ CFP
  • การทบทวนคู่มือการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินและภาวะวิกฤติ (Emergency and Crisis Management Manual) และการวางแผนเผชิญเหตุล่วงหน้าให้ครอบคลุมเหตุฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชุน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโครงการ CFP ที่จะทำการ Commissioning และ Start up ในอนาคต

​การประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

  • การทบทวนการบ่งชี้และประเมินความเสี่ยงและอันตรายที่มีศักยภาพจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง พร้อมทั้งกำหนดมาตรการควบคุมและป้องกัน และมีการตรวจติดตามประสิทธิผลของมาตรการควบคุมและป้องกันอย่างต่อเนื่อง การตรวจสอบความปลอดภัย การวิเคราะห์ รวมถึงเสนอแนวทางแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำโดยพนักงานและผู้รับเหมา ทั้งนี้ ผู้บริหารจะมีการทบทวนและตรวจสอบผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยเป็นประจำทุกเดือน
  • การประเมินความเสี่ยงและอันตรายร้ายแรง และทบทวนมาตรการควบคุมและป้องกันด้านความปลอดภัย โดยกำหนดแผนและมาตรการความมั่นคงและความปลอดภัยเชิงป้องกันในระดับต่างๆ (Defense in Depth) ให้ครอบคลุมความเสี่ยงและอันตรายร้ายแรง โดยเฉพาะการรั่วไหลของสารเคมี โดยมีการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินในระดับต่างๆ และต่อยอดการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินไปสู่ระดับการบริหารจัดการภาวะวิกฤต (Crisis Management) ร่วมกับหน่วยงานภายนอกและหน่วยงานราชการในพื้นที่ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงเพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มไทยออยล์ยังคงบริหารจัดการและควบคุมความเสี่ยงร้ายแรงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ตลอดเวลา
  • การทบทวนบัญชีอุบัติเหตุที่มีศักยภาพก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง (Major Accident Event) ให้สอดคล้องกับความเสี่ยง และการทบทวนและฝึกซ้อมตามแผนฉุกเฉินและภาวะวิกฤต รวมถึงแผนเผชิญเหตุล่วงหน้าให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากล (International Best Practice) ตลอดจนปรับปรุงศูนย์ควบคุมเหตุฉุกเฉิน (Emergency Control Center) ให้ทันสมัยและพร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การทบทวนวิธีปฏิบัติการบริหารจัดการอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ให้ครอบคลุมอุบัติการณ์ทุกประเภท ได้แก่ การบาดเจ็บจากการทำงาน โรคหรือการเจ็บป่วยจากการประกอบอาชีพ เหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุและอุบัติการณ์อื่นๆ รวมถึงอุบัติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในกระบวนการผลิต มีการประเมินระดับความรุนแรงและความเสี่ยง โดยใช้ตารางการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment Matrix) เพื่อกำหนดทีมสอบสวนฯ และวิธีการสอบสวนฯ ที่เหมาะสมตามระดับความรุนแรงและความเสี่ยงของอุบัติการณ์นั้น และต้องระบุสาเหตุที่แท้จริง พร้อมกำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกันที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ

การขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางธุรกิจ (O2Bx)

  • การปรับแผนกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางธุรกิจ (O2Bx) เพื่อเตรียมพร้อมที่จะขับเคลื่อนโรงกลั่นชั้นนำระดับโลก และปรับเป้าหมายความปลอดภัยระดับองค์กรให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ใหม่ดังกล่าว คือ No Harm, No Leak, Goal Zero
  • การทบทวนแผนงาน 5 ปี ด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย การจัดการเหตุฉุกเฉินและวิกฤตให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก ความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงแผนกลยุทธ์และเป้าหมายระดับองค์กรใหม่
  • การมอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงนำเสนอกรณีศึกษาและประเด็นที่มีนัยสำคัญด้านความปลอดภัยทั้งจากภายในและภายนอกองค์กรให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ รับทราบเป็นประจำทุกเดือน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง
  • การเยี่ยมผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และคณะผู้บริหารระดับสูง ทั้งในระหว่างการปฏิบัติงานตามปกติ การหยุดซ่อมบำรุงหน่วยผลิต และงานโครงการก่อสร้าง เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ตลอดจนสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและสนับสนุนความปลอดภัยในการทำงาน รวมถึงเป็นตัวอย่างที่ดีด้านภาวะผู้นำความปลอดภัย

SMILE Activity

Working with the right to health

Working with the right to health: กลุ่มไทยออยล์บริหารจัดการและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 และมีมาตรการการดูแลรักษาพนักงานอย่างต่อเนื่องจนหายป่วย และสามารกลับเข้าทำงานได้อย่างปลอดภัย (Return to work) โดยกำหนดมาตรการและนโยบายที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของภาครัฐ พร้อมสร้างความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พนักงาน ผู้รับเหมา คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียของกลุ่มไทยออยล์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งมีการกำหนดนโยบายการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย (Work From Home Policy) เพื่อให้พนักงานมีสิทธิในการเลือกรูปแบบการทำงานที่เหมาะสมกับตน
นอกจากนี้ กลุ่มไทยออยล์ได้จัดทำนโยบายสนับสนุนพนักงานกลุ่มไทยออยล์ “People First for Employee Support Policy” เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและให้ความช่วยเหลือแก่พนักงาน ครอบครัวพนักงาน และสมาชิกชมรมพนักงานเกษียณกลุ่มไทยออยล์ ที่เผชิญกับอุปสรรคทั้งด้านการเงิน กฎหมาย สุขภาพกาย สุขภาพใจ แอลกอฮอล์ หรือยาเสพติด ปัญหาการสมรส ความเจ็บป่วย ของสมาชิกในครอบครัว การดูแลบุตร ฯลฯ ทั้งในรูปแบบของสิทธิประโยชน์สวัสดิการ และมิใช่สวัสดิการ ตลอด 24 ชั่วโมงของทุกวัน

Improving mental health care

Improving mental health care: โครงการ 5 สุข เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาวะของพนักงานวิถีใหม่ (New Normal Work Life) และเพื่อให้พนักงานได้เข้าใจสิทธิที่พนักงานควรได้รับทั้งการดูแลพนักงานรวมถึงพนักงานที่เกษียณอายุในทุกด้านผ่าน โครงการ 5 สุขของกลุ่มไทยออยล์ ได้แก่

Ensuring education for all

Ensuring education for all: การให้ความรู้และสร้างความตระหนักด้านสิทธิมนุษยชน สำหรับพนักงานผ่าน Human Rights E-learning ใน “Thaioil Academy Application” และสำหรับผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ผ่านการจัดกิจกรรมการบรรยายเพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่คู่ค้าอย่างต่อเนื่อง ในงานสัมนาคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ ประจำปี 2566 (Supplier Seminar 2023) ณ หอประชุมไทยออยล์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี อีกทั้งการสร้างความตระหนักรู้ผ่านการยอมรับแนวปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ (Supplier Code of Conduct) เป็นต้น

การร่วมมือกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. ร่วมจัดงาน PTT Group CG Day 2023 ภายใต้แนวคิด “Good to Great : CG Empowering for the Future"

การร่วมมือกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. ร่วมจัดงาน PTT Group CG Day 2023 ภายใต้แนวคิด “Good to Great : CG Empowering for the Future ผสานพลังร่วม รวมพลังสร้าง สู่อนาคตยั่งยืน” ผ่านการจัดงานในรูปแบบ Hybrid เพื่อส่งเสริม เผยแพร่การดำเนินงานด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีของกลุ่ม ปตท. และเน้นย้ำให้บุคลากรทุกระดับในกลุ่ม ปตท. นำหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาใช้ในการปฏิบัติงาน โดยมีคณะกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน ตัวแทนบริษัทคู่ค้า และแขกรับเชิญจากหน่วยงานกำกับฯ เช่น ตัวแทนจากมูลนิธิต่อต้านการทุจริต สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าร่วมงานกว่า 400 คน รวมทั้งมีการเชิญคู่ค้า ลูกค้า และพนักงานเข้าร่วมชมการถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ของงานอีกด้วย

การจัดทำการสำรวจวัฒนธรรมองค์กรด้านการบูรณาการ GRC

การจัดทำการสำรวจวัฒนธรรมองค์กรด้านการบูรณาการ GRC (GRC Culture Survey) ประจำปี 2566 เพื่อประเมินวัฒนธรรมองค์กรด้านการบูรณาการการดำเนินงานด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน และการปฏิบัติตามกฎหมายกฎระเบียบและข้อบังคับ (GRC) ในภาพรวม โดยผลการสำรวจที่ได้รับจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อจัดทำแผนงานเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการกำกับดูแลกิจการอย่างเหมาะสมต่อไป

การสื่อสารให้ข้อมูลหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี

การสื่อสารให้ข้อมูลหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี จรรยาบรรณการดำเนินธุรกิจ และการต่อต้านการทุจริต ผ่านช่องทางการสื่อสารภายในบริษัทฯ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เช่น คอลัมน์ GRC Corner ในวารสารอัคนี (วารสารภายในองค์กร) GRC Newsletter รวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง

การสื่อสารนโยบายงดรับของขวัญ (No Gift Policy)

การสื่อสารนโยบายงดรับของขวัญ (No Gift Policy) ให้พนักงานทุกคนรับทราบผ่านช่องทางสื่อสารภายในองค์กร ในหลากหลายรูปแบบ เช่น คลิปวีดิโอ E-newsletter เป็นต้นตลอดจนการจัดส่ง “หนังสือขอความร่วมมืองดมอบของขวัญหรือของกำนัลแก่ผู้บริหารและพนักงานของกลุ่มไทยออยล์” แก่คู่ค้า ลูกค้า สถาบันการเงิน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทางธุรกิจ เพื่อหลีกเลี่ยงและป้องกันเหตุปัจจัยที่อาจนำไปสู่การกระทำที่ขัดต่อนโยบายการต่อต้านทุจริต

การปรับปรุงสื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (E-learning)

การปรับปรุงสื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (E-learning) ได้แก่ CG Orientation E-learning สำหรับพนักงานใหม่ ประกอบด้วยหัวข้อหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ และการต่อต้านการทุจริต และ Anti-Fraud E-learning สำหรับพนักงานปัจจุบัน เพื่อให้ความรู้ที่มาของการเกิดทุจริต และแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตภายในองค์กร

การจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้

การจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้ และส่งเสริมพฤติกรรมการปฏิบัติงานที่โปร่งใส เป็นธรรม ตลอดปี 2566 เช่น กิจกรรม Compliance & CG Talk หัวข้อ การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย บรรยายโดย นิติกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กิจกรรม Law Focus หัวข้อ การป้องกันการฟอกเงินและต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย บรรยายโดยผู้บริหารจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) กิจกรรม GRC in Action บริเวณหน้างาน CEO Townhall ประจำไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 4 กิจกรรม Good to Great CG Contest เชิญชวนแบ่งปันวิธีการทำงานที่ส่งเสริมแนวทาง CG ในแบบของคุณ เป็นต้น

SAP ECC

ปรับปรุงซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ของระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) ที่บริษัทฯ ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน หรือ ที่เรียกว่า SAP ECC ให้ยังคงสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงระบบ ERP ไปสู่ SAP S/4 HANA ในปี พ.ศ. 2570 (ค.ศ. 2027)

Prominence Enhancement

พัฒนาระบบที่ใช้เก็บข้อมูลการขายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของกลุ่มไทยออยล์ โดยมีข้อมูลในหลายแง่มุม เช่น ประเภทคู่ค้า ราคา ปริมาณการซื้อขาย ช่วงเวลาการซื้อขาย รูปแบบการชำระเงิน เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์โครงสร้างราคา และช่วยในการตัดสินใจสำหรับการกำหนดรูปแบบการซื้อขายที่เหมาะสมกับคู่ค้าแต่ละราย เพิ่มโอกาสในการสร้างผลกำไรที่มากขึ้น ตามแต่ละสถานการณ์ของตลาดที่มีความผันผวน

Predictive Maintenance Analytics

พัฒนาระบบประมวลผลข้อมูลการซ่อมบำรุงอุปกรณ์เครื่องจักรที่สำคัญในกระบวนการผลิตของกลุ่มไทยออยล์ เพื่อใช้ทำนายโอกาสที่อุปกรณ์เครื่องจักรเหล่านั้นจะเกิดความเสียหายและหาทางป้องกันล่วงหน้า เพื่อไม่ไห้เกิดเหตุการณ์ Unplan Shutdown และ Unplan Maintenance ต่างๆ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้

JSKem Pte Ltd & TOPNEXT India Private Limited

JSKem Pte Ltd & TOPNEXT India Private Limited

www.jskem.com.sg 

TOPNEXT ได้ซื้อหุ้นจำนวน 60% ในJSKEM เพื่อขยายธุรกิจด้านจัดจำหน่ายสารทำละลายและเคมีภัณฑ์ในประเทศสิงคโปร์ และอินเดีย ก่อตั้งเมื่อปี 2021

PT. Tirta Surya Raya

PT. Tirta Surya Raya

TOPNEXT (TX)  ได้ซื้อหุ้นจำนวน 67% ใน PT. Tirta Surya Raya ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2019 เป็นบริษัทผู้จัดจำหน่ายสารทำละลายและเคมีภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซีย โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Tangerang ประเทศอินโดนีเซีย

TOP Solvent Myanmar

TOP Solvent Myanmar

TOP Solvent Myanmar (TSMM) ปี พ.ศ.2560 บริษัทฯได้จัดตั้งสำนักงานตัวแทน ในประเทศเมียนมา ภายใต้ชื่อ TOP Solvent Company Limited (Myanmar Representative Office) เป็นตัวแทนบริษัทฯ ในการติดต่อประสานงานกับลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อจำหน่ายสินค้า Petroleum และเคมีภัณฑ์ พร้อมทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

TOP Solvent (Vietnam) Limited Liability

TOP Solvent (Vietnam) Limited Liability

ก่อตั้ง เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2552 โดยมี บจ. ท็อป โซลเว้นท์ ถือหุ้น 100 เปอร์เซนต์ และเป็นการลงทุนต่างประเทศครั้งแรกของไทยออยล์ ให้บริการด้านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สารทำละลาย และเคมีภัณฑ์ หลากหลายรูปแบบ เช่น อุตสาหกรรมสี สารเคลือบผิว ทินเนอร์ กาว ตัวประสาน หมึกพิมพ์ อิเลคโทรนิค นํ้ายาทำความสะอาดต่างๆ การสกัดนํ้ามันพืช และอุตสาหกรรมเคมี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีคลังสินค้าในนิคมอุตสาหกรรม Go Dau (เวียดนามใต้) จังหวัด Dong Nai (เวียดนามใต้) และ จังหวัด Hai Phong (เวียดนามเหนือ)

บริษัท ศักดิ์ไชยสิทธิ จำกัด

บริษัท ศักดิ์ไชยสิทธิ จำกัด

www.sakchaisit.com 

มีบริษัท ท็อป เน็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง เป็นผู้ผลิตสารทำละลายไฮโดรคาร์บอนคุณภาพสูง สำหรับอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมสี, ยางรถยนต์, กาว, น้ำมันพืช, โฟม, พลาสติก, เหมืองทองแดง เป็นต้น