สิทธิมนุษยชน
สิทธิมนุษยชน
ความท้าทาย ความเสี่ยง
การเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญเกิดขึ้นตั้งแต่สหประชาชาติได้ประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเมื่อ 70 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดแนวคิดเกี่ยวกับกรอบสิทธิมนุษยชน “สากล” ขึ้น และได้พัฒนาแนวคิดและหลักการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันต่อยุคสมัยและบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในปี 2566 รัฐบาลไทยได้ประกาศใช้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 2 ปี 2566-2570 กลุ่มไทยออยล์จึงมุ่งเน้นและยึดมั่นที่จะปฏิบัติตามกรอบแนวคิดและหลักการสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับสากลและของประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้มีส่วนได้เสียในทุกการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทฯ
ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์เผชิญกับความท้าทายจากการปรับโครงสร้างและการก่อสร้างโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP) รวมถึงการขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศตามกลยุทธ์ทางธุรกิจ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการละเมิดด้านสิทธิมนุษยชนต่อผู้มีส่วนได้เสีย อาทิ การจ้างแรงงานหรือการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างผิดตามกฎหมาย (Labour Practices) การใช้แรงงานบังคับ (Forced Labour) ตลอดจนความเสี่ยงจากผู้จัดหาสินค้าและบริการ (Supplier) ที่อาจละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น การใช้แรงงานบังคับหรือแรงงานเด็ก รวมถึงการละเมิดสิทธิชุมชน (Community Rights) ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ในเชิงลบ และการดำเนินการของบริษัทฯ เช่น ความล่าช้าในการดำเนินการ การถูกปฏิเสธการซื้อขายสินค้าหรือบริการ
ด้วยเหตุผลดังกล่าว กลุ่มไทยออยล์จึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินธุรกิจโดยบูรณาการหลักสิทธิมนุษยชนในทุกกระบวนการ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยดำเนินการตรวจสอบและติดตามอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการประเมินความเสี่ยง การแก้ไขปัญหา และการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งกำหนดมาตรการคัดเลือกและติดตามผู้จัดหาสินค้าและบริการ (Supplier) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียเพื่อป้องกันความขัดแย้งและรักษาความเชื่อมั่น ตลอดจนปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกับข้อกำหนดสากล เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว
เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนให้ “ห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจกลุ่มไทยออยล์” (Thaioil Group Value Chain) เคารพและปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชน กลุ่มไทยออยล์ได้พัฒนาเครื่องมือและจัดให้มี “การประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน” (Human Rights Due Diligence: HRDD) ในกิจกรรมทางธุรกิจ และผู้ค้าในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ ทุก 3 ปี และติดตามผลประจำทุกปี โดยกลุ่มไทยออยล์ได้ทำการพัฒนาเครื่องมือดังกล่าวให้สอดคล้องกับคู่มือการประเมินและจัดการผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนของบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ กรอบการดำเนินการของสหประชาชาติ แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National Action Plan on Business and Human Rights : NAP) และเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงขององค์กร โดยกำหนดไว้อย่างชัดเจนเป็น “แนวปฏิบัติการประเมินและจัดการผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนกลุ่มไทยออยล์” (Human Rights Impact Assessment and Management: HRIAM)
เป้าหมาย
กลุ่มไทยออยล์ต้องปราศจากข้อร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชน
ขอบเขตการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านในกิจกรรมทางธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์
เป้าหมายปี 2568
ร้อยละ
100
เป้าหมายระยะยาวปี 2573
ร้อยละ
100
ข้อร้องเรียนจากพนักงานเกี่ยวกับประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
เป้าหมายปี 2568
จำนวน
0
ข้อร้องเรียน
เป้าหมายระยะยาวปี 2573
จำนวน
0
ข้อร้องเรียน
ข้อร้องเรียนจากคู่ค้าเกี่ยวกับประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
เป้าหมายปี 2568
จำนวน
0
ข้อร้องเรียน
เป้าหมายระยะยาวปี 2573
จำนวน
0
ข้อร้องเรียน
แนวทางการบริหารจัดการ
และผลการดำเนินงาน
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และลดความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน กลุ่มไทยออยล์ได้ประกาศนโยบาย 2 ฉบับ และกำหนดแผนดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชน (Thaioil Group Human Rights Roadmap) ที่ครอบคลุมการป้องกันและการปกป้องทุกสิทธิที่ผู้มีส่วนได้เสียพึงมี ได้แก่ พนักงานและผู้รับเหมา สังคมและชุมชน คู่ค้าและพนักงานของคู่ค้า รวมถึงด้านความปลอดภัย ความมั่นคงและสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นรากฐานนำไปสู่การเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมรวมถึงจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจตามวิสัยทัศน์ของกลุ่มไทยออยล์ โดยกลุ่มไทยออยล์มีการรายงานผลดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนในที่ประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Corporate Governance and Sustainability Committee) ทุกปี รวมถึงได้แต่งตั้งคณะทำงานกำกับดูแลการปฏิบัติงานตามนโยบายสิทธิมนุษยชนของกลุ่มไทยออยล์ เพื่อกำกับดูแลการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนให้เป็นไปตามที่กำหนด
นโยบายสิทธิมนุษยชนในสถานที่ทำงาน กำหนดแนวทางการปฏิบัติของกลุ่มไทยออยล์ให้มีการเคารพสิทธิมนุษยชนของพนักงาน ผู้รับเหมา และสมาชิกในชุมชน ในขณะที่นโยบายธุรกิจและสิทธิมนุษยชนสำหรับคู่ค้า ซึ่งได้ขยายขอบเขตความคาดหวังครอบคลุมไปถึงพันธมิตรทางธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์ ประกอบด้วยคู่ค้า ผู้รับเหมา ลูกค้า และพันธมิตรอื่นๆ เช่น พันธมิตรร่วมทุน ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้กำหนดมาตรฐานที่คู่ค้าทางธุรกิจจะต้องปฏิบัติตาม โดยนโยบายทั้งสองฉบับสามารถสรุปได้ในตาราง ดังนี้
นโยบาย | นโยบายสิทธิมนุษยชนในสถานที่ทำงาน | นโยบายธุรกิจและสิทธิมนุษยชนสำหรับคู่ค้า |
|---|---|---|
ที่มา | นโยบายทั้งสองฉบับได้มีการทบทวนเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) อนุสัญญาหลักขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (The Core Conventions of the International Labour Organization: ILO) ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact: UNGC)
| |
ขอบเขต | ทุกกิจกรรมในการดำเนินงานของกลุ่มไทยออยล์ รวมถึงกิจการร่วมค้าที่กลุ่มไทยออยล์มีอำนาจควบคุมการจัดการ | กิจกรรมในการดำเนินงานของคู่ค้าทางธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์ เช่น คู่ค้า ลูกค้า ผู้ร่วมลงทุนที่ไม่มีอำนาจในการจัดการ |
ประเด็นสาระสำคัญ | • พนักงานกลุ่มไทยออยล์ต้องปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลอย่างเคร่งครัด • กลุ่มไทยออยล์ต้องให้ความรู้ความเข้าใจในหลักสิทธิมนุษยชนสากลแก่พนักงานเพื่อให้เข้าใจและนำไปปฏิบัติในการดำเนินงาน รวมถึงหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน • กลุ่มไทยออยล์จัดรวบรวมกฎหมาย กฎและระเบียบของทางราชการให้เป็นหมวดหมู่เพื่อให้พนักงานศึกษาและให้การอบรมด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องแก่พนักงานอย่างเหมาะสมพอควร • พนักงานทุกระดับของกลุ่มไทยออยล์ต้องทำความเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และความรับผิดชอบของตนโดยตรงให้ถี่ถ้วน และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากไม่แน่ใจให้ขอคำปรึกษาจากสำนักกฎหมาย ห้ามปฏิบัติไปตามความเข้าใจของตนเองโดยไม่มีคำแนะนำ • เมื่อพนักงานต้องไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ พนักงานควรศึกษากฎหมายขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของประเทศปลายทางก่อนการเดินทางเพื่อให้แน่ใจว่า สินค้า ตัวอย่าง สินค้า และอุปกรณ์ที่นำไปด้วย เอกสารในการเดินทางวัตถุประสงค์ของการเดินทางและการปฏิบัติงานในประเทศปลายทางไม่ผิดกฎหมาย ไม่ขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของประเทศปลายทาง • นโยบายนี้ยังครอบคลุมถึงสิทธิแรงงานอื่นๆ การสื่อสารด้านนโยบาย และขั้นตอนการร้องทุกข์หรือข้อร้องเรียน | • คู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ต้องปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลอย่างเคร่งครัด โดยกลุ่มไทยออยล์คาดหวังให้คู่ค้าปฏิบัติตามที่นโยบายฉบับนี้กำหนด • กลุ่มไทยออยล์ต้องหมั่นตรวจตราดูแลการดำเนินกิจการของคู่ค้ามิให้การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน • นโยบายครอบคลุมถึงสิทธิแรงงาน สิทธิชุมชนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของลูกค้า ตลอดจนการต่อต้านการทุจริต การสื่อสารนโยบาย และกลไกการร้องทุกข์ |
หมายเหตุ | • ในกรณีที่มาตรฐานกฎหมายของประเทศไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล กลุ่มไทยออยล์จะพยายามดำเนินการด้วยมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสูงสุดเท่าที่สามารถปฏิบัติได้ • ในกรณีที่กลุ่มไทยออยล์ไม่มีอำนาจควบคุมการจัดการของกิจการร่วมค้า กลุ่มไทยออยล์จะสนับสนุนให้กิจการร่วมค้าและผู้ร่วมทุนปฏิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลเดียวกัน | |
กระบวนการจัดการผลกระทบและการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มไทยออยล์
การประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในสถานประกอบการ ประจำปี 2568
ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) ทุกกิจกรรมทางธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์ ซึ่งครอบคลุมร้อยละ 100 ของกิจกรรมที่เป็นธุรกิจหลักและกิจกรรมอื่นของทุกหน่วยธุรกิจ รวมถึงกิจการร่วมค้า ได้รับการประเมินด้านสิทธิมนุษยชน ผลการประเมิน พบว่า กิจกรรมของกลุ่มไทยออยล์มีความเสี่ยงที่หลงเหลืออยู่ (Residual Risks) อยู่ที่ร้อยละ 36.4 จากกิจกรรมทั้งหมด โดยมีการจัดทำมาตรการในการควบคุมความเสี่ยงในประเด็นต่างๆ ครบถ้วนอยู่ที่ร้อยละ 100 และติดตามผลการดำเนินงานในทุกปี
ขอบเขตผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอก
- ธุรกิจโรงกลั่น (บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน))
- ธุรกิจปิโตรเคมีคอล (บริษัท ไทยลูบเบส จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยพาราไซลีน จำกัด บริษัท ลาบิกซ์ จำกัด บริษัท ท็อป เน็กซ์ จำกัด และบริษัท ศักดิชัยสิทธิ์ จำกัด)
- ธุรกิจไฟฟ้าและไอน้ำ (บริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด)
- ธุรกิจสนับสนุน (บริษัท ไทยออยล์ เอนเนอร์ยี่ เซอร์วิส จำกัด และ บริษัท ไทยออยล์ ศูนย์บริหารเงิน จำกัด)
ขอบเขตผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอก ได้แก่ พนักงาน คู่ค้า ลูกค้า ชุมชน รวมตลอดถึงกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้หญิง เด็ก แรงงานต่างด้าว ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และกลุ่มความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+)
การประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน ประจำปี 2568
ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ประเมินความเสี่ยงที่เกิดจากกิจกรรมของ “คู่ค้าทางธุรกิจลำดับแรก (Tier 1 Supplier)” ของกลุ่มไทยออยล์ ซึ่งครอบคลุมร้อยละ 100 ของคู่ค้าลำดับแรกในกิจกรรมการจัดซื้อน้ำมันดิบและการจัดซื้อจัดจ้างทั่วไป โดยประเมินความรุนแรงและโอกาสเสี่ยงผ่านเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนภายใต้ขอบเขตที่สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ (Sustainable Code of Conduct for Supplier of Thaioil Group: SCOC) ผลการประเมินความเสี่ยง พบว่ามีกิจกรรมที่มีโอกาสเสี่ยงอยู่ที่ร้อยละ 1.5 ของกิจกรรมทั้งหมด โดยพบว่าความเสี่ยงเป็นประเด็นเรื่องสภาพการทำงาน ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย เป็นหลัก ทั้งนี้ ในปี 2568 ได้มีการจัดทำมาตรการเพื่อปิดความเสี่ยงครบทุกประเด็นความเสี่ยงที่ตรวจพบอยู่ที่ร้อยละ 100
การบริหารจัดการด้านการปฏิบัติต่อแรงงานที่ดี (สิทธิแรงงานและความเท่าเทียม)
กลุ่มไทยออยล์ให้ความสำคัญต่อสิทธิแรงงานและความเท่าเทียม ทั้งการดำเนินธุรกิจตามแผนประจำปี งานโครงการ รวมถึงการดำเนินการก่อสร้างโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project : CFP) และการขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ ที่ต้องมีการพิจารณาติดตามตรวจสอบเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการละเมิดด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของผู้ปฏิบัติงาน เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว กลุ่มไทยออยล์จึงได้จัดการฝึกอบรม การสื่อสาร และกิจกรรมเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ให้แก่ผู้บริหารและพนักงาน เพื่อให้เข้าใจถึงนโยบายและข้อปฏิบัติของบริษัทฯ และเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสถานประกอบการและห่วงโซ่คุณค่า นอกจากนี้ เพื่อรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพไว้กับองค์กร กลุ่มไทยออยล์พิจารณาค่าตอบแทนและสวัสดิการสำหรับพนักงานให้สามารถแข่งขันกับบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน รวมทั้งบริษัทชั้นนำในประเทศเป็นประจำทุกปี ตามนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนในสถานที่ทำงาน ว่าด้วยเรื่องการปฏิบัติต่อพนักงานด้วยความเสมอภาค นโยบายการจ่ายที่เท่าเทียม ประกอบกับนโยบายการไม่เลือกปฏิบัติและห้ามมิให้มีการทารุณกรรม รวมถึงส่งเสริมการไม่เลือกปฏิบัติ การให้เสรีภาพในการรวมตัวต่อรองและเจรจาเป็นสมาคม และการจ้างงานคนพิการตามขั้นตอนที่กฎหมายของรัฐเปิดโอกาสไว้ จากการดำเนินการดังกล่าว ส่งผลให้คะแนนความพึงพอใจของพนักงานที่มีต่อบริษัทฯ ในปี 2568 คิดเป็นร้อยละ 91
ในปี 2568 บริษัทฯ มีพนักงานที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานโรงกลั่นน้ำมันไทย คิดเป็นร้อยละ 74 ของพนักงานบริษัทไทยออยล์ทั้งหมด จากการตรวจสอบตามกระบวนการของทุกกิจกรรมทางธุรกิจพนักงานของบริษัทฯ ไม่เคยมีการประท้วงหรือนัดหยุดงาน รวมถึงไม่มีข้อพิพาทด้านแรงงานแต่อย่างใดตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา
การปฏิบัติที่ดีต่อชุมชน (สิทธิชุมชน)
กลุ่มไทยออยล์ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานร่วมกับชุมชนรอบพื้นที่ปฏิบัติงาน โดยใช้ หลักการ 3 ประสาน ประกอบด้วยผู้แทนกลุ่มไทยออยล์ ผู้แทนกลุ่มผู้นำชุมชนทั้ง 10 ชุมชนรอบโรงกลั่น และผู้แทนหน่วยงานราชการ ตามกรอบแนวคิด 5 ร่วม ประกอบด้วย ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ไข ร่วมรับผล และร่วมพัฒนา เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของตนเอง สามารถพึ่งตนเองได้ จนเกิดเป็นชุมชนเข้มแข็ง อีกทั้งยังเป็นช่องทางในการสื่อสารความคืบหน้าของการก่อสร้างโครงการขยายกำลังการผลิตของบริษัทฯ พร้อมรับฟังความคิดเห็นของชุมชนเพื่อนำมาแก้ไขร่วมกัน ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์บริหารจัดการผลกระทบต่อชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการมีส่วนร่วมกับชุมชน ร่วมสร้างคุณภาพชีวิตผ่านโครงการและกิจกรรมด้านสังคมและวัฒนธรรม ด้านการส่งเสริมสุขภาวะ ด้านการศึกษา และด้านสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงสิทธิชุมชนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญ
นอกจากนั้น กลุ่มไทยออยล์ได้จัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment) ในทุกโครงการสำคัญของบริษัทฯ และมีการจัดทำแผนบรรเทาผลกระทบตลอดจนรับฟังความคิดเห็นของชุมชนซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียสำคัญของบริษัทฯ ทั้งนี้ ในปี 2568 ได้จัดกิจกรรมการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ การประชุมร่วมกับตัวแทนกลุ่มต่างๆ ในชุมชน เช่น กลุ่มคณะกรรมการชุมชน กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กลุ่มประมง กลุ่มครอบครัวติดรั้วโรงกลั่น และกลุ่มเยาวชน ตลอดจนการเชิญชุมชนเยี่ยมชมความคืบหน้างานก่อสร้างของบริษัทฯ พร้อมชี้แจงและสื่อสารแผนการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่จะเกิดขึ้นและการลงพื้นที่เยี่ยมชุมชนรอบโครงการก่อสร้าง เป็นต้น
กลไกการรับข้อร้องเรียน
กลุ่มไทยออยล์มีหน่วยงานกลางเพื่อรับเรื่องแจ้งเหตุและเรื่องร้องเรียนจากชุมชนโดยตรงเพื่อดูแลชุมชนในกรณีที่เกิดผลกระทบ โดยใช้ระบบการบริหารจัดการข้อกังวลจากผู้มีส่วนได้เสีย (Voice of Stakeholder Management) เป็นเครื่องมือหลักในการทำงานร่วมกัน มุ่งเน้นการจัดการข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานในสภาวะปกติ และข้อร้องเรียนที่เกิดจากการก่อสร้างโครงการขยายต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสื่อสารความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาไปยังชุมชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งรูปแบบออนไลน์และลงพื้นที่ชุมชน มุ่งสร้างความเชื่อมั่น ความเข้าใจและลดความกังวลของชุมชนควบคู่กันไป เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากลุ่มไทยออยล์มีการดูแลและปกป้องสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
วัตถุประสงค์ของการจัดการข้อร้องเรียน-ร้องทุกข์ของกลุ่มไทยออยล์ คือ การจัดการข้อร้องเรียน-ร้องทุกข์ในด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้รับจากผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่าของกลุ่มไทยออยล์ เพื่อลดความเสี่ยงทางสังคมต่อธุรกิจ กระบวนการร้องเรียน-ร้องทุกข์ในด้านสิทธิมนุษยชน เป็นช่องทางที่จัดขึ้นสำหรับคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มไทยออยล์ ที่จะเก็บข้อมูลของผู้ร้องเรียนเพื่อส่งต่อความกังวลใจ และแสดงความโปร่งใสในกระบวนการจัดการข้อร้องเรียน-ร้องทุกข์ภายในของกลุ่มไทยออยล์ เพื่อลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคู่ค้าคู่ธุรกิจกับกลุ่มไทยออยล์
สำหรับช่องทางการร้องเรียนและการแจ้งเบาะแสนั้น ผู้มีส่วนได้เสียสามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนหรือเบาะแส โดยระบุให้ชัดเจนว่าเป็นเอกสารลับ ผ่านประธานกรรมการ หรือ ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการ หรือ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบ หรือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ หรือ เลขานุการบริษัทฯ หรือผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ [email protected]
นอกจากนั้น กลุ่มไทยออยล์ยังมีช่องทางการรับเรื่องแจ้งเหตุโดยตรงตามกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง และรับฟังความคิดเห็นอีกช่องทางหนึ่งด้วย สำหรับคู่ค้า ยังมีช่องทางในการรับข้อร้องเรียน ข้อซักถามจากคู่ค้าผ่านเว็บไซต์บริษัทฯ https://www.thaioilgroup.com/corporate-governance/whistle-blowing-measures/ หรือ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ [email protected]
โครงการที่โดดเด่น
ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ยังคงมุ่งเน้นการสื่อสารและกิจกรรมสนับสนุนสิทธิมนุษยชนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน โดยดำเนินการในด้านต่างๆ ให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 2 อาทิ
- สิทธิแรงงานและพนักงานผู้รับเหมา:
การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจให้แก่พนักงานผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ Human Rights E-Learning ใน “Thaioil Academy” ไปพร้อมๆ กับการจัดกิจกรรมและการอบรมด้านความปลอดภัยให้แก่พนักงานและพนักงานผู้รับเหมาอยู่เป็นประจำ โดยในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบในการยกระดับการดูแลสุขภาวะของพนักงาน (Employee Well-being) ให้ดียิ่งขึ้นผ่านโครงการ 5 สุข เพื่อให้พนักงานด้รับการดูแลตามสิทธิที่พึงได้อย่างดีที่สุดผ่านการดูแลพนักงานในทุกมิติตั้งแต่เข้าทำงาน จนกระทั่งเกษียณอายุงาน
นอกจากนี้ กลุ่มไทยออยล์ได้จัดทำนโยบายสนับสนุนพนักงานกลุ่มไทยออยล์ “People First for Employee Support Policy” เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและให้ความช่วยเหลือแก่พนักงาน ครอบครัวพนักงาน และสมาชิกชมรมพนักงานเกษียณกลุ่มไทยออยล์ ที่เผชิญกับอุปสรรคทั้งด้านการเงิน กฎหมาย สุขภาพกาย สุขภาพใจ แอลกอฮอล์ หรือยาเสพติด ปัญหาการสมรส ความเจ็บป่วยของสมาชิกในครอบครัว การดูแลบุตร ฯลฯ ทั้งในรูปแบบของสิทธิประโยชน์สวัสดิการ และมิใช่สวัสดิการ ตลอด 24 ชั่วโมงของทุกวัน
- สิทธิคู่ค้า: บริษัทฯ จัดกิจกรรมเพื่อยกระดับความตะหนักรู้ด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่คู่ค้าอย่างต่อเนื่อง เช่น งานสัมมนาคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ ประจำปี 2568 (Supplier Seminar 2025) ผ่านช่องทางออนไลน์ ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ผ่านการยอมรับแนวทางปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ (SCOC) และการตรวจประเมินด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ หรือ ESG (Environment, Social, and Governance) ร่วมกับสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) และการประเมินคู่ค้า (Supplier Assessment) พร้อมทั้งจัดทำแผนการพัฒนาให้แก่คู่ค้าที่ไม่ผ่านการประเมินด้าน ESG เป็นต้น
- สิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม: กลุ่มไทยออยล์ยกระดับการดูแลชุมชนอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการต่างๆ โดยอาศัยหลัก 3 ประสาน คือ กลุ่มบริษัทไทยออยล์ 10 ชุมชนรอบโรงกลั่น และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินงานร่วมกันตามกรอบแนวคิด 5 ร่วม เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนรอบโรงกลั่นอย่างยั่งยืน เช่น โครงการผลิตภัณฑ์ชุมชนรอบกลุ่มไทยออยล์ อีกทั้ง กลุ่มไทยออยล์ยังได้กำหนดแนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions Pathway) เพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์กรภายในปี 2603 พร้อมปรับเร่งเป้าหมายเป็นปี 2593 หากได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่มีความคุ้มค่าด้านเศรษฐศาสตร์ และช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ
ปี 2568
ผลการดำเนินงาน
Vel pretium dolor tellus id purus felis tellus cursus. Amet turpis vel enim aliquet maecenas. Egestas nulla urna suspendisse cursus aliquam mauris facilisis.
เอกสารดาวน์โหลด
Update : กุมภาพันธ์ 2568