การจัดการนวัตกรรมและความรับผิดชอบต่อลูกค้า
ความท้าทาย ความเสี่ยง
และผลกระทบ
ปัจจุบัน กลุ่มไทยออยล์อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจ (Business Transformation) โดยมีการปรับ Portfolio ที่มุ่งสู่ธุรกิจใหม่ที่มีมูลค่าสูงและปล่อยคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ 2S1P เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตและเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กรในอนาคต นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ขยายการเติบโตไปในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ที่มีศักยภาพสูง เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดและขยายฐานลูกค้า ควบคู่กับการสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจ ลดความเสี่ยง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ดังนั้น กลุ่มไทยออยล์ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมพลังงานของไทยจึงให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาทางทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งในด้านกระบวนการผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าสูง เพื่อปรับตัวและตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าสูง เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ใหม่จากผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันทางธุรกิจ พร้อมกับตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
ความมุ่งมั่น และเป้าหมาย
กลุ่มไทยออยล์ยกระดับความสำคัญของนวัตกรรมองค์กรมาตั้งแต่ปี 2565 ดังจะเห็นได้จากการปรับให้นวัตกรรม (Innovation) เป็นหนึ่งในค่านิยมขององค์กร (Corporate Value) และมีการวัดระดับนวัตกรรมองค์กรเป็นครั้งแรก โดยอยู่ในระดับที่ 3 (ระดับท้าทาย) จากทั้งหมด 5 ระดับ ซึ่งกลุ่มไทยออยล์มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับนวัตกรรมองค์กรจากระดับที่ 3 (ระดับท้าทาย) ไปสู่ระดับที่ 4 (ระดับเชี่ยวชาญ) ภายในปี 2569 เพื่อให้ทัดเทียมบริษัทชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
เป้าหมาย
กลุ่มไทยออยล์มีความมุ่งมั่นในการยกระดับสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมระดับที่ 4 ภายในปี 2569 จากเดิมที่อยู่ในระดับที่ 3 ซึ่งระดับที่ 4 หมายถึง การเริ่มมีการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ที่มีความโดดเด่นทางด้านนวัตกรรมและสร้างผลกระทบทางธุรกิจกับบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ เป้าหมายดังกล่าวถือเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในองค์กร เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยกลุ่มไทยออยล์กำหนดแผนงานในแต่ละปีเพื่อบรรลุเป้าหมายในปี 2569 ไว้ดังนี้
- ปี 2567 เน้นเรื่องการนำไอเดียสร้างสรรค์มาปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงเป็นโครงการต้นแบบ (Prototype) เพื่อนำไปทดสอบกับผู้ใช้งานหรือลูกค้าและเก็บข้อคิดเห็นจากผู้ใช้งานจริงเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานต่อไป โดยในปีนี้ มีการวัดระดับนวัตกรรมองค์กรอีกครั้งเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
- ปี 2568 นำผลการวัดระดับนวัตกรรมขององค์กรที่ได้จากปีก่อนมาพัฒนา ปรับปรุง และส่งเสริมให้พนักงานมีความพร้อมต่อการยกระดับสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมระดับที่ 4 (เชี่ยวชาญ) ภายในปี 2569 ตามเป้าหมายที่กำหนด โดยกลุ่มไทยออยล์เริ่มมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดตามเงื่อนไขขององค์กรแห่งนวัตกรรมระดับที่ 4
- ปี 2569 วัดระดับนวัตกรรมองค์กรครั้งที่ 3
ระดับนวัตกรรม
เป้าหมายปี 2569
ระดับที่ 4 (ระดับเชี่ยวชาญ) (จากทั้งหมด 5 ระดับ)
ระดับ
กลุ่มไทยออยล์มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจในสินค้าและบริการให้กับลูกค้า ตั้งแต่การรับคำสั่งซื้อจนถึงการบริหารจัดการเพื่อให้ลูกค้าได้รับผลิตภัณฑ์ครบถ้วน ถูกต้อง และตามเวลาที่กำหนด ตลอดจนการรับเรื่องร้องเรียนและการติดตามแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งร่วมมือกับลูกค้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า เพื่อให้บริษัทฯ สามารถปรับแผนการตลาดได้อย่างเหมาะสมและเติบโตไปพร้อมกับพันธมิตรอย่างยั่งยืน
รักษาความผูกพันของลูกค้ากลุ่มไทยออยล์
เป้าหมายปี 2568
93
ร้อยละ
ปัญหาของลูกค้าที่ได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว
เป้าหมายปี 2568
90
ร้อยละ
แนวทางการบริหารจัดการและผลการดำเนินงาน
การบริหารจัดการนวัตกรรม
แนวทางการบริหารจัดการ
ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์มีการกำหนดเป้าหมายดัชนีวัดผลการดำเนินงานระดับองค์กร (Corporate KPI) ด้านนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยระดับที่ 1 คือการจัดลำดับความสำคัญของโครงการนวัตกรรม และประเมินต้นแบบ (Prototype) เพื่อการพัฒนาต่อยอดอย่างเหมาะสม, ระดับที่ 2 และ 3 คือ มีต้นแบบ (Prototypes) อย่างน้อย 5 และ 10 ชิ้นจากโครงการนวัตกรรมและได้ผลตอบรับเชิงบวกจากผู้ใช้งานตามลำดับ, ระดับที่ 4 คือ มีอย่างน้อย 1 ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่พร้อมออกสู่ตลาดโดยได้รับการยอมรับจากลูกค้าเรียบร้อยแล้ว (Customer Validation) และระดับที่ 5 คือ มีผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างน้อย 2 ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมออกสู่ตลาดโดยได้รับการยอมรับจากลูกค้าเรียบร้อยแล้ว หรือ มีอย่างน้อย 1 ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เริ่มทำรายได้ให้กับบริษัท
เป้าหมายด้านนวัตกรรมขององค์กรถูกถ่ายทอดไปเป็นเป้าหมายของฝ่ายต่าง ๆ อย่างทั่วถึงทั้ง 37 ฝ่ายในบริษัทฯ ซึ่งโครงการนวัตกรรมจะมีการแบ่งโครงการเป็น 3 ประเภทหลักได้แก่ ด้าน Support คือนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรอย่างมีประสิทธิผล, ด้าน New Revenue Stream คือนวัตกรรมที่สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ เพิ่มรายได้และขยายศักยภาพการแข่งขัน และด้าน Operational Excellence คือนวัตกรรมที่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพของกระบวนการผลิตให้ดียิ่งขึ้น โดยทุกโครงการจะได้รับการประเมินใน 2 มิติ คือ ความใหม่ (Newness) และ ผลกระทบ (Impact) เพื่อยกระดับคุณภาพของโครงการนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนไอเดียเป็นตัวต้นแบบ (Prototypes) และนำไปทดสอบกับผู้ใช้งานหรือลูกค้าเพื่อเก็บข้อคิดเห็นจากผู้ใช้งานจริง รวมถึงนำไปสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานและสามารถขายออกสู่ตลาดได้จริง โดยผลลัพธ์ที่ได้ในปี 2568 คือ พนักงานในกลุ่มไทยออยล์ทั้ง 37 ฝ่ายมีการสร้างตัวต้นแบบ (Prototypes) แล้วเสร็จทั้งหมด 49 ชิ้นจากโครงการนวัตกรรมของแต่ละฝ่าย รวมถึงได้รับผลตอบรับเชิงบวกจากผู้ใช้งาน โดยมีผลรวมของผลประโยชน์ที่เป็นไปได้ (Potential Benefit) อยู่ที่ 465 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมีโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ 10 โครงการ โดยในจำนวนนี้มี 5 ผลิตภัณฑ์ที่สามารถออกสู่ตลาดและสร้างรายได้จริง บรรลุเป้าหมายด้านนวัตกรรมขององค์กรในระดับสูงสุดหรือระดับ 5 ตามที่กำหนดไว้ในปีนี้
นอกจากนี้ การดำเนินงานดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของการยกระดับนวัตกรรมองค์กรจากระดับ 3 หรือระดับท้าทาย สู่ระดับ 4 หรือระดับเชี่ยวชาญ (จากทั้งหมด 5 ระดับ) ในปีหน้า ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เชิงพาณิชย์ที่พร้อมออกสู่ตลาด และไทยออยล์มีแผนจะทำการประเมินผลระดับนวัตกรรมองค์กรอีกครั้งในปี 2569 เพื่อสะท้อนถึงความต่อเนื่องของการพัฒนาและความพร้อมในการต่อยอดนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมของพนักงานทุกระดับชั้น เพื่อยกระดับนวัตกรรมองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ทัดเทียมบริษัทชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศในด้านนวัตกรรม
วัฒนธรรมนวัตกรรม
แนวทางการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมภายในองค์กร
กลุ่มไทยออยล์สนับสนุนพนักงานให้ร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมเรื่อยมา โดยมีกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านนวัตกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างให้พนักงานตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างสรรค์นวัตกรรม ดังต่อไปนี้
โครงการส่งเสริมการสร้างความรู้ด้านนวัตกรรมแก่พนักงาน
กลุ่มไทยออยล์ส่งเสริมพนักงานให้เป็นนวัตกรที่มีคุณภาพ ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของนวัตกรรม มีองค์ความรู้เพื่อการต่อยอดพัฒนา และมีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านกิจกรรมดังต่อไปนี้
TOP Innovation E-newsletter
TOP BCG Updates
Innovation Talk
การเชิญวิทยากรภายนอกที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมมาให้ความรู้กับพนักงาน
TOP Innovation E-newsletter
เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e – Mail) รายสัปดาห์ ส่งให้แก่พนักงานทุกคนในกลุ่มไทยออยล์ โดยมีเนื้อหาที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ความคิดนอกกรอบ และกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) เพื่อบ่มเพาะคุณสมบัติต่างๆ ที่นวัตกรพึงมีและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของนวัตกรรมในยุคปัจจุบัน รวมถึงการให้ข้อมูลเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยในปี 2567 มีการเผยแพร่บทความ TOP Innovation e-Newsletter ทั้งหมด 39 ฉบับ มียอดผู้อ่านบทความรวมกว่า 24,707 ครั้ง โดยได้คะแนนความพึงพอใจจากผู้อ่านอยู่ในระดับดีมาก (97 จาก 100 คะแนนเต็ม)
โครงการ Thaioil Innovation Awards ประจำปี 2568
ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ได้รวบรวมผลงานจากโครงการนวัตกรรมทั้งหมด 73 โครงการจากทุกฝ่าย และได้ประเมินผลงานของแต่ละโครงการโดยคณะกรรมการ ซึ่งมีโครงการที่โดดเด่นและได้รับรางวัล Innovation Awards ประจำปี 2568 จำนวน 10 โครงการ โดยรางวัลสูงสุดสำหรับโครงการนวัตกรรมที่ดีที่สุด ได้แก่ โครงการ Next Gen Document Supervision จากฝ่ายพัฒนาสินทรัพย์ (Asset Development Function) ซึ่งเป็นการผสานพลังของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) และโมเดลคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาเครื่องมือลบข้อมูลหรือสัญลักษณ์ที่ไม่ต้องการบนเอกสารซึ่งมีความแม่นยำมากกว่าร้อยละ 97 โดยสามารถจัดการเอกสารกว่า 1.5 ล้านหน้า ได้ภายใน 2 เดือนครึ่ง ซึ่งเร็วมากกว่าการใช้คนทำถึง 16 เท่า และสามารถลดค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้รับเหมาไปได้มากถึง 56 ล้านบาท
ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 บริษัทฯ ได้จัดงาน “Innovation and Learning Day ประจำปี 2568” ซึ่งมีกิจกรรมมากมายในด้านการเรียนรู้และนวัตกรรมของบริษัท โดยมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นผู้มอบรางวัลให้กับโครงการนวัตกรรมที่มีความโดดเด่น เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับพนักงานทุกคนในการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อไป
โครงการ Thaioil AI Hackathon ประจำปี 2568
กลุ่มไทยออยล์ให้ความสำคัญกับการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรผ่านโครงการ Thaioil AI Hackathon ประจำปี 2568 เพื่อส่งเสริมให้พนักงานประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสร้างผลกระทบที่เกิดประโยชน์จริงกับองค์กร ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับ บริษัทที่มีประสบการณ์ในการจัด Hackathon ให้กับบริษัทชั้นนำในไทย พร้อมทีมผู้สอนชั้นนำระดับประเทศทั้งด้าน AI ด้านธุรกิจ และการนำเสนอ โดยโครงการนี้ มีผู้สมัครทั้งหมด 73 คนจาก 22 ทีมทั่วทั้งองค์กร โดยมีการจัด Workshop ให้ทีมเข้าร่วม ดังนี้
AI Business Canvas Workshop: เน้นกรอบคิดของ AI ในการนำมาใช้กับธุรกิจ โดย
- คุณต้น คุณเจษฎากร สมิทธิอรรถกร CEO ของบริษัท Data Wow ซึ่งดำเนินธุรกิจด้าน Data & AI Consulting
Vibe Coding Workshop: เน้นการพัฒนาไอเดียเป็นโซลูชันให้เห็นจริง และ Hackathon โดย
- นพ.ปิยะฤทธิ์ อิทธิชัยวงศ์ (หมออ๋า) แพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาเอก (PhD) ด้าน Medical AI ที่ King’s College London ประเทศอังกฤษ
- ดร.ณัฐชนน ยงเสถียรโชติ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Affective Computing
- คุณสุภเสฏ วรธรรมธร วิศวกรและนักวิจัยด้าน Computer Vision และ Artificial Intelligence จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
หลังจากที่ผ่านการอบรมที่เข้มข้นจากวิทยากร ทีมเข้าร่วมได้นำความรู้มาพัฒนาตัวต้นแบบ (Prototype) ให้เป็นจริงในวัน Hackathon ภายใต้การดูแลและได้เรียนรู้อย่างใกล้ชิดจากทีม Mentor หรือผู้เชี่ยวชาญที่มาจากภายนอก และได้มีการตัดสินผู้ชนะไปเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568
โดยรางวัลชนะเลิศได้แก่ทีม Synapse ที่นำ AI มาช่วยงานด้าน Computer Vision เพื่อจัดการวัสดุ Pipe Support สำหรับงานด้านวิศวกรรมกว่า 3,000 ชิ้น ซึ่งหากต้นแบบนี้ได้พัฒนาต่อจนสำเร็จจะช่วยลดระยะเวลาในการทำงานจาก “หลายเดือน” เหลือแค่ “ไม่กี่สิบนาที” และมีผลประโยชน์มูลค่ากว่าสิบล้านบาท โดยทีมที่ชนะจะได้ไปศึกษาดูงานบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี AI ในต่างประเทศเพื่อต่อยอดความรู้และสร้างแรงบันดาลใจมาสร้างนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์กับไทยออยล์ต่อไป
แนวทางการสร้างความร่วมมือด้านนวัตกรรมภายนอกองค์กร
ปี 2568 นับเป็นปีแห่งการริเริ่มโครงการวิจัยและพัฒนาใหม่ ๆ ควบคู่กับการขับเคลื่อนแผนงานด้านการวิจัยและพัฒนาไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการบริหารทรัพยากรบุคคล การจัดการงานวิจัย การพัฒนาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Prototype) การทดสอบร่วมกับลูกค้า ตลอดจนการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่กระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์
การดำเนินงานดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงสร้างแผนงานกลยุทธ์ด้านการวิจัยและพัฒนาที่แบ่งออกเป็น 6 ศูนย์ความเป็นเลิศ กล่าวคือ
- ศูนย์ความเป็นเลิศด้านน้ำมันดิบ (Crude Excellence Center)
- ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสารเร่งปฏิกิริยาและสารดูดซับ (Catalyst & Adsorbent Excellence Center)
- ศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ (AI/Robotics Solution Provider)
- ศูนย์งานวิจัยด้านผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Product/High Value Business)
- ศูนย์งานวิจัยด้านพอลิเมอร์และอนุพันธ์ของโอเลฟิน (Polymer & Olefin Derivatives) และ
- ศูนย์งานวิจัยด้านความยั่งยืนและธุรกิจใหม่ (Sustainability & New Business)
โดยทั้ง 6 ศูนย์ความเป็นเลิศมุ่งเน้นการพัฒนาผลงานวิจัยร่วมกับพันธมิตรภาคการศึกษาและภาครัฐ เพื่อสร้างเป็นผลิตภัณฑ์หรือพัฒนากระบวนการที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าปัจจุบันและลูกค้ากลุ่มใหม่ โดยอาศัยการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันของแต่ละหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Cross Functioning Team) โดยในปี 2568 มีจำนวนโครงการวิจัยและพัฒนาที่ดำเนินการศึกษาทั้งหมด 24 โครงการ โดยเป็นโครงการวิจัยที่ริเริ่มใหม่ 17 โครงการ โครงการวิจัยต่อเนื่อง 7 โครงการ และโครงการวิจัยที่แล้วเสร็จจำนวน 7 โครงการ
นอกจากการร่วมมือกับหน่วยงานภาคการศึกษาและภาครัฐแล้ว กลุ่มไทยออยล์ยังได้ขยายความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกับหน่วยงานวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท สยามโปร (ไทยแลนด์) จํากัด ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์สารลดแรงตึงผิว(Surfactant) สำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อาหาร ปศุสัตว์ สถานพยาบาล โรงแรม รวมถึงภาคครัวเรือน ครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ล้างภาชนะ ซักล้าง ทำความสะอาดพื้น ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ พร้อมให้บริการ รับจ้างผลิตสินค้า (Original Equipment Manufacturer: OEM) อย่างครบวงจร เป็นต้น
ในปี 2568 โครงการวิจัยและพัฒนาที่แล้วเสร็จจากความร่วมมือกับหน่วยงานภาคการศึกษาและภาครัฐ ได้แก่
- โครงการพัฒนาหุ่นยนต์ทำความสะอาดท่อรับความร้อนของเตาอุ่นน้ำมันในกระบวนการกลั่นน้ำมัน โครงการนี้พัฒนาร่วมกับสถาบันวิทยสิริเมธี (Vidyasirimedhi Institute of Science and Technology: VISTEC) โดยหุ่นยนต์ต้นแบบ (Prototype) สามารถปีนและทำความสะอาดท่อขนาด 5 และ 6 นิ้วบนที่สูงได้โดยไม่ต้องตั้งนั่งร้าน ช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากการทำงานในที่สูงและที่อับอากาศ หุ่นยนต์ต้นแบบดังกล่าวได้นำไปทดสอบเบื้องต้นในงานซ่อมบำรุงใหญ่ของบริษัทที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำความสะอาดและลดภาระการทำงานของแรงงานคน โดยการทำความสะอาดที่มีประสิทธิภาพสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเตาเผาและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากกระบวนการผลิตได้อีกด้วย
- โครงการทดสอบประสิทธิภาพถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) สำหรับการกำจัดสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds: VOCs) และเบนซีน จากก๊าซทิ้งของระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นโครงการความร่วมมือกับวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (The Petroleum and Petrochemical College, Chulalongkorn University: PPC) โดยทดสอบประสิทธิภาพของถ่านกัมมันต์ภายใต้สภาวะการทำงานจริงของโรงกลั่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำผลการทดสอบมาใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกชนิดของถ่านกัมมันต์ที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด มีความคุ้มค่าต่อการใช้งาน และสามารถรองรับปริมาณและคุณสมบัติของก๊าซทิ้งในไทยออยล์ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ผลการทดสอบยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเลือกวัสดุ และสนับสนุนให้โรงกลั่นปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน
- โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูดซับไอระเหย (Volatile Organic Compounds: VOCs) ประสิทธิภาพสูง สำหรับงานทำความสะอาดถังและเครื่องมืออุตสาหกรรม โครงการนี้ได้วิจัยร่วมกับวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PPC) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารลดแรงตึงผิวสำหรับดูดซับ VOCs ที่หลงเหลืออยู่ในอุปกรณ์ โดยใช้งานในระบบบำบัดอากาศเสียแบบเปียก (Wet scrubber) จากการทดสอบภายในห้องปฏิบัติการพบว่า ผลิตภัณฑ์ต้นแบบสามารถลดปริมาณ VOCs ได้อย่างมีประสิทธิภาพดีกว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันถึง 3 เท่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมแผนงานเพื่อนำไปทดสอบใช้งานจริงในโรงกลั่นต่อไป
นวัตกรรมเชิงผลิตภัณฑ์
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ปัจจุบัน หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนาร่วมกับพันธมิตรทั้งหน่วยงานภายในและภายนอก เพื่อหาช่องทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และปรับกระบวนการผลิตให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติตามที่ตลาดต้องการ การร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด เป็นต้น โดยตัวอย่างนวัตกรรมเชิงผลิตภัณฑ์ที่สำคัญของกลุ่มไทยออยล์ในปี 2568 ได้แก่
การพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันยางชนิดพิเศษที่มีปริมาณสารก่อมะเร็ง (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons: PAHs) ต่ำ
เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมยางรถยนต์ และเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด โดยมีการคิดค้นสูตรให้มีคุณสมบัติเหมาะสม เช่น ความหนืด (Viscosity) และความเป็นขั้ว (Polarity) พร้อมปรับลดค่า PAHs ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นไปตามกฎระเบียบสหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า และเปิดโอกาสให้เครือไทยออยล์ขยายตลาดจากเดิมที่ใช้ในผลิตน้ำมันหล่อลื่น ไปสู่การใช้เป็นส่วนประกอบในยางรถยนต์ โดยเริ่มจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นมา
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดคราบไฮโดรคาร์บอนและลดไอระเหยของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon Decontamination Chemical)
ผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยสารลดแรงตึงผิว (Surfactant) สำหรับใช้ในระดับอุตสาหกรรม (Industrial & Institutional Cleaning) เพื่อกำจัดคราบน้ำมันและไอระเหยของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (VOCs) ที่หลงเหลืออยู่ในอุปกรณ์ของอุตสาหกรรมโรงกลั่นและปิโตรเคมี ให้มีค่าต่ำกว่า 500 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ก่อนอนุญาตให้ทำการเปิดอุปกรณ์และสามารถตรวจสอบสภาพภายในอุปกรณ์ได้ ทีมนักวิจัยได้พัฒนาโครงการนี้ร่วมกับวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PPC) ตั้งแต่ปี 2567 และในปี 2568 นี้ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 ผลิตภัณฑ์ คือ DBTX10 ซึ่งเหมาะสำหรับการล้างไฮโดรคาร์บอนที่มีอะโรเมติกส์ (Aromatics) สูง และ DGasoline ซึ่งเหมาะสำหรับการล้างไฮโดรคาร์บอนทั่วไป อาทิ แก๊สโซลีน (Gasoline) และน้ำมันดิบ (Crude oil) โดยสูตรของทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ ได้มีการยื่นจดอนุสิทธิบัตรคุ้มครองและผ่านการทดสอบต้นแบบรวมถึงการใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ภายในองค์กรร่วมกับบริษัทผู้รับเหมาแล้วกว่า 8 ถัง (Tanks) และ 3 หน่วย (Units) ตลอดปี 2568
ผลการประเมินพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการกำจัดคราบและลดไอระเหยได้ดีกว่าสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรม ช่วยลดปริมาณสารเคมี ของเสีย ระยะเวลาการทำงาน และไม่ก่อให้เกิดการกัดกร่อนหรือส่งผลกระทบต่อระบบบำบัดน้ำเสีย โดยมีแผนขยายออกสู่ตลาดภายนอกในปี 2569 ต่อไป
ผลิตภัณฑ์อเนกประสงค์สำหรับล้างมือโดยไม่ใช้น้ำ (Waterless Hand Cleaner)
ผลิตภัณฑ์ล้างมือที่ประกอบด้วยสารลดแรงตึงผิวเพื่อกำจัดคราบสกปรก เช่น น้ำมันหรือสารประกอบไฮโดรคาร์บอน จารบี หมึกพิมพ์ เป็นต้น ที่ติดบนร่างกาย เช่น ฝ่ามือ แขน โดยไม่ต้องใช้น้ำ โครงการวิจัยนี้เป็นการร่วมมือกับบริษัท อินน็อกซ์เซ่ลลา จำกัด ได้ร่วมพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดและไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ต่อผิวหนัง ผลิตภัณฑ์ได้ผ่านการทดสอบและมีใบรับรองโดยแพทย์ผิวหนังจากสถาบันที่ได้มาตรฐาน ปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากโครงการนี้ได้มีการขึ้นทะเบียนกับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และได้มีการยื่นจดอนุสิทธิบัตรคุ้มครองเรียบร้อยแล้ว และมีการผลิตตัวอย่างผลิตภัณฑ์ส่งให้พนักงานในหน่วยงานซ่อมบำรุง หน่วยงานวิศวกรรม หน่วยงานผลิต และลูกค้าภายนอกร่วมทดสอบการใช้งานเพื่อเก็บข้อเสนอแนะ (Customer feedback) ก่อนที่จะออกสู่การทดลองตลาดและจำหน่ายในปี 2569 ต่อไป
สารลดแรงตึงผิวชนิดอ่อนโยน สำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Mild Surfactant Ingredient for Personal Care Products)
สารลดแรงตึงผิวชนิดพิเศษ ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (Suan Dusit University: SDU) ได้พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าสำหรับนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Personal care products) ชนิดทำความสะอาด (Cleanser) โดยมีจุดเด่นคือ อ่อนโยน ทำความสะอาดได้ดี ให้ฟองแน่น ละเอียด คงตัว และคงความใส สามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลายผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อการค้า PureSurfTM Mild โดยได้มีการจดอนุสิทธิบัตรคุ้มครองสูตรสารลดแรงตึงผิวชนิดพิเศษนี้ และผ่านการทดสอบความระคายเคืองโดยแพทย์ผิวหนังจากสถาบันที่ได้มาตรฐานเรียบร้อยแล้ว ในปี 2568 ทีมวิจัยได้ศึกษาการเพิ่มขนาดการผลิตจากห้องปฏิบัติการสู่ระดับอุตสาหกรรม (Scaling up) พร้อมส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ PureSurfTM Mild ให้ลูกค้าทดสอบเพื่อเก็บข้อเสนอแนะ นอกจากนี้ยังพัฒนาสูตรตัวอย่าง (Formulation guideline) สำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น แชมพูเด็ก และแชมพูสุนัข เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแนะนำลูกค้าต่อไป นอกจากนี้ PureSurfTM Mild ยังเป็นผลงานนวัตกรรมของกลุ่มไทยออยล์ที่เข้าประกวดในงาน Incosmetic Asia 2025 และมีการแจกตัวอย่างเพื่อต่อยอดทำการตลาดในปี 2569 ต่อไป
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดโลหะ(Metal Cleaners)
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดโลหะ สำหรับงานซ่อมบำรุงประสิทธิภาพสูง สำหรับกำจัดคราบชนิดต่างๆ เช่น คราบน้ำมันหล่อลื่น คราบไฮโดรคาร์บอน คราบตะกรัน คราบสนิมรวมถึงคราบจากการประกอบอุปกรณ์ โดยไม่ทำลายหรือกัดกร่อนพื้นผิวโลหะ โครงการวิจัยนี้เป็นการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ล้างโลหะรูปแบบใหม่ที่ใช้สารลดแรงตึงผิว (Surfactant) ที่ปรับปรุงให้เหมาะกับสภาวะการล้างแบบหนัก (Heavy-duty Metal Cleaning) และสามารถรองรับสภาพแวดล้อมที่หลากหลายจากการใช้งานจริง เพื่อทดแทนผลิตภัณฑ์ปัจจุบันที่ทางไทยออยล์ใช้อยู่ ซึ่งอาจมีสารที่มีฤทธิ์กัดกร่อนและก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผู้ใช้งาน รวมทั้งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้งสิ้น 2 สูตร ได้แก่
สูตรเป็นกลาง (pH 7–9)
เน้นการทำความสะอาดทั่วไป คราบที่ไม่หนักมาก ไม่ทำลายเนื้อโลหะ เหมาะกับโลหะผสมที่ไวต่อความเป็นด่าง เช่น อะลูมิเนียม ทองเหลือง และเหล็กชุบ รวมถึงงานล้างชิ้นส่วนที่ต้องการความปลอดภัยต่อพื้นผิวสูง
สูตรเป็นด่าง (pH 12–13)
พัฒนาสำหรับคราบหนัก เช่น น้ำมันเครื่องที่ใช้แล้ว คราบจารบีฝังแน่น ตะกอนหนัก (Heavy sludge) และคราบคาร์บอนจากงานเชื่อม สูตรนี้ใช้สารลดแรงตึงผิวชนิดพิเศษที่ให้ความเสถียรในสภาวะด่างสูง เพื่อเพิ่มความสามารถในการสลายคราบอย่างมีประสิทธิภาพ
ผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้งสองสูตรอยู่ในระหว่างการพัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพในงานซ่อมบำรุงและงานวิศวกรรม โดยผลการทดสอบเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่า ประสิทธิภาพการกำจัดคราบไม่ด้อยกว่าผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน และมีความเข้ากันได้ดีกับวัสดุโลหะชนิดต่างๆ ลดโอกาสการเกิดคราบตกค้าง (Residue) และรอยด่างหลังการล้าง โดยในปี 2569 มีแผนที่จะขึ้นทะเบียนกับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และผลิตผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดต่อไป
ผลิตภัณฑ์ซักผ้าสำหรับคราบหนัก (Laundry Detergent for Washing Oil-Stained Clothes)
ผลิตภัณฑ์ซักผ้าสำหรับคราบหนัก ภายใต้ชื่อ ดี-ออยล์ เอ็กซ์ (D-Oil X) นี้ได้รับการออกแบบเพื่อแก้ปัญหาคราบปนเปื้อนเสื้อผ้าที่เกิดจากการปฏิบัติงานในโรงกลั่น เช่น คราบน้ำมันดิบ คราบไฮโดรคาร์บอน จาระบี เขม่า และคราบยางมะตอย ซึ่งโดยทั่วไปยากต่อการทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ซักผ้ามาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ต้นแบบได้ผ่านการพัฒนาสูตรให้มีความเจาะจงกับคราบ ประกอบด้วย สารลดแรงตึงผิว (Surfactant) ประสิทธิภาพสูง สารช่วยชะล้าง (Builders) และสารช่วยกำจัดคราบเฉพาะทาง (Soil-Release / Anti-redeposition) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสลายคราบและป้องกันการกลับมาเกาะผ้า โดยโครงการวิจัยนี้ได้พัฒนาร่วมกับบริษัท สยามโปร (ไทยแลนด์) จํากัด เพื่อมุ่งเน้นให้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบมีความสามารถในการชะล้างคราบหนักบนชุดปฏิบัติงานของพนักงานในพื้นที่ผลิต งานซ่อมบำรุง และงานวิศวกรรม จากผลการทดสอบเบื้องต้นร่วมกับแผนกบริการงานทรัพยากรบุคคล (ผู้ดูแลงานซักผ้า) แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพในการกำจัดคราบดีกว่าหรือเทียบเท่าผลิตภัณฑ์ซักผ้าเชิงพาณิชย์ เป็นที่พึงพอใจของผู้ใช้งานจริง ปัจจุบันบริษัทได้แจกจ่ายผลิตภัณฑ์ตัวอย่างให้แก่พนักงานและผู้รับเหมาที่เข้าร่วมงาน QSHE Day ประจำปี 2568 เพื่อรับข้อเสนอแนะในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป โดยในปี 2569 จะมีการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดต่อไป
นวัตกรรมเชิงกระบวนการ
นวัตกรรมเชิงกระบวนการสามารถแบ่งออกได้เป็นการพัฒนาด้านกระบวนการผลิต กระบวนการทำงาน หรือกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนวัตกรรมเชิงกระบวนการที่สำคัญของกลุ่มไทยออยล์ในปี 2568 ได้แก่
การพัฒนาระบบดักจับและเปลี่ยนรูปก๊าซคาร์บอนไออกไซด์เป็นแกรฟิติกคาร์บอน (Graphitic Carbon) ด้วยการเร่งปฏิกิริยาด้วยโลหะเหลว (Liquid Metal Technology)
โครงการนี้ร่วมมือกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (National Nanotechnology Center: Nanotec; NSTDA) มุ่งเน้นการศึกษาพัฒนากระบวนการเร่งปฏิกิริยาโลหะเหลวที่มีประสิทธิภาพสูงในการดักจับและเปลี่ยนรูปก๊าซคาร์บอนไออกไซด์ (CO2) ให้เป็นวัสดุคาร์บอนโดยใช้ก๊าซเสมือนจริงที่ปลดปล่อยจากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการของบริษัทในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 ในอนาคต
การเพิ่มมูลค่าของกากจุลินทรีย์ในระบบบำบัดน้ำเสีย
โครงการนี้ร่วมมือกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (National Center for Genetic Engineering and Biotechnology :Biotec; NSTDA) โดยมีเป้าหมายในการสนับสนุนการลดการปล่อย CO2 โดยมุ่งศึกษาวิธีการใช้ประโยชน์จากกากจุลินทรีย์จากระบบบำบัดน้ำเสียให้เกิดมูลค่าเพิ่มแทนการกำจัดด้วยการเผา โครงการนี้เริ่มจากการศึกษาการสกัดและแยกเอนไซม์ชนิดต่างๆ รวมถึงการคัดแยกเชื้อจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพในการผลิตเอนไซม์ออกจากกากจุลินทรีย์ เพื่อนำมาใช้เป็นหัวเชื้อสำหรับการย่อยสลายกากจุลินทรีย์และการผลิตเอนไซม์ในกระบวนการเดียวกัน ผลการวิจัยพบว่า มีจุลินทรีย์ที่สามารถย่อยสลายกากจุลินทรีย์และแปลงเป็นเอนไซม์ไลเปส (Lipase) และ โปรตีเอส (Protease) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังพบว่าเชื้อบางสายพันธุ์มีศักยภาพในการผลิตสารมูลค่าเพิ่มอื่น ๆ อาทิ สารลดแรงตึงผิวชีวภาพ (Biosurfactant) ไบโอโฮโดรเจน (Biohydrogen) และ พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) เป็นต้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์จากกากจุลินทรีย์ในเชิงอุตสาหกรรมในอนาคต
โครงการวิจัยสารบำรุงดิน (Soil nutrition)
โครงการวิจัยที่มุ่งศึกษาความเป็นไปได้ในการนำกากตะกอนจากบ่อบำบัดน้ำดิบมาปรับปรุงและแปรรูปเป็นสารบำรุงดินหรือดินปลูกพืช โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับของเสีย ลดปริมาณกากตะกอนที่ต้องกำจัด และพัฒนาวัสดุปลูกที่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช
คาร์บอนไฟเบอร์จากโพลีเอทิลีน (Carbon fiber from polyethylene)
โครงการวิจัยศึกษาการสร้างวัสดุขั้นสูงจากผลิตภัณฑ์พื้นฐาน โดยคาร์บอนไฟเบอร์ในปัจจุบันมีราคาสูงจึงทำให้การนำไปใช้งานในปัจจุบันยังคงจำกัดอยู่ในธุรกิจที่ต้องการวัสดุที่มีคุณสมบัติด้านความแข็งแรงอย่างดีเยี่ยม งานวิจัยนี้อยู่ภายใต้ความร่วมมือกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (Nanotec; NSTDA) โดยเริ่มจากการนำเส้นใยโพลีเอทิลีนเข้าสู่กระบวนการเฉพาะที่พัฒนาขึ้น เพื่อแปรรูปเป็นเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งผลจากกระบวนการดังกล่าวทำให้ได้เส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีคุณสมบัติด้านความแข็งแรงในระดับที่น่าพอใจ
การพัฒนาแบบจำลองทำนายความเข้ากันได้ของน้ำมันดิบ (Crude Compatibility Prediction Model Improvement)
โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มในรูปแบบของเว็บแอปพลิเคชั่น (Web application) โดยประยุกต์ใช้ Machine Learning และ Computer Vision เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงในการตกตะกอนจากการผสมน้ำมันดิบแบบอัตโนมัติ ลดโอกาสการเกิดการอุดตันในอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน และช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ
โครงการ RHCU Pilot Plant (Residue Hydrocracking)
โครงการ RHCU Pilot Plant เป็นหน่วยจำลองการผลิตของหน่วย Residue Hydrocracking Unit (RHCU) ในโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP) มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบและคัดเลือกสูตรผสมน้ำมันดิบที่เหมาะสมต่อกระบวนการผลิต รวมถึงตัวแปรต่าง ๆ ที่ใช้ในกระบวนการของ RHCU Process โดยผลลัพธ์ที่ได้จะนำไปใช้ในการวางแผนการผลิตให้ได้ผลผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
ในปี 2567 ทีมงานไทยออยล์ร่วมกับผู้ออกแบบและติดตั้ง RHCU Pilot Plant ได้ดำเนินการทดสอบการเดินเครื่องและตรวจสอบความสามารถในการทำงานของอุปกรณ์ใน RHCU Pilot Plant สำเร็จตามแผนงาน
ในปี 2568 RHCU Pilot Plant ได้เริ่มดำเนินการทดสอบตัวอย่างสูตรผสมน้ำมันดิบสูตรเดียวกับที่ได้มีการส่งตัวอย่างไปทดสอบที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นที่เรียบร้อยแล้วและจะดำเนินการทดสอบสูตรน้ำมันดิบที่จะใช้ในกระบวนการผลิตที่ RHCU process ต่อไป
นวัตกรรมเทคโนโลยีสะอาด
การมุ่งเน้นนวัตกรรมเทคโนโลยีสะอาดของกลุ่มไทยออยล์ ครอบคลุมการดำเนินงานในหลายด้าน เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเปลี่ยนผ่านไปสู่เชื้อเพลิงและพลังงานทางเลือก (Alternative Fuels) การสำรวจและศึกษาการผลิตพลังงานรูปแบบใหม่ ที่มุ่งลดหรือไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้ (Low-Carbon Energies) และการศึกษาและพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีส่วนร่วมในมาตรการป้องกันและควบคุมมลพิษ รวมถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะในด้านคุณภาพอากาศ ผ่านโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ความพยายามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยออยล์ในการสร้างสรรค์ทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งผลักดันภาคพลังงานไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน ตัวอย่างนวัตกรรมเทคโนโลยีสะอาดที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของกลุ่มไทยออยล์ มีดังนี้:
เชื้อเพลิงทางเลือก (Alternative Fuels)
โครงการศึกษาและพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือกมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในหลากหลายภาคส่วน เพื่อสนับสนุนไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และสร้างความยั่งยืนทั้งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในระยะยาวด้วยการผลิตเชื้อเพลิงที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งนี้การดำเนินงานของบริษัทฯ ประกอบด้วย:
- โครงการศึกษาและพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน Sustainable Aviation Fuel (SAF) projects ผ่านเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ดังต่อไปนี้:
- การศึกษาเทคโนโลยี Hydrotreated Esters and Fatty Acids (HEFA) ในการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจาก น้ำมันพืชใช้แล้ว, กรดน้ำมันปาล์ม, น้ำเสียจากขบวนการผลิตน้ำมันปาลม์ และไขมันสัตว์ ผ่านการร่วมมือกับกลุ่ม ปตท.
- การศึกษาเทคโนโลยี Alcohol-to-Jet (ATJ) ในการเปลี่ยนแอลกอฮอล์ที่มาจากแหล่งชีวภาพ (bio-based) เช่น เอทานอล ให้กลายเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานที่สะอาด ซึ่งร่วมมือกับพันธมิตรด้านกลยุทธ์ของไทยออยล์ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมการบิน
- การศึกษาเทคโนโลยีการผลิตร่วม (Co-Processing) ในการผลิต SAF โดยใช้วัตถุดิบชนิดเดียวกันกับเทคโนโลยี HEFA ผ่านเข้าสู่หน่วยการผลิตน้ำมันชนิด Hydroprocessing units นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับกฎระเบียบ เทคโนโลยี และการจัดหาวัตถุดิบอย่างน้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO: Used Cooking Oil) ได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน รวมถึงศึกษาวัตถุดิบของเสียทางเลือกอื่น เช่น POME (Palm Oil Mill Effluent), PFAD (Palm Fatty Acid Distillate) และวัตถุดิบของเสียอื่นๆ
- โครงการสำรวจพลังงานรูปแบบใหม่ ที่มุ่งลดหรือไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้ เช่น ไฮโดรเจนสะอาดและอนุพันธ์อย่างแอมโมเนีย รวมถึงเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำอื่นๆ ที่ผลิตจากไฮโดรเจนสะอาด โดยโครงการนี้ได้ทำการสำรวจและศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับปัจจัยด้านต้นทุน เทคโนโลยี แหล่งการผลิต และห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ซึ่งมีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ รวมถึงการพิจารณาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อใช้ในการผลิตพลังงานทดแทน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมลงทุนด้านการปลูกป่า เพื่อสร้างคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในด้านสิ่งแวดล้อมและช่วยสนับสนุนความยั่งยืนของบริษัทฯ ในระยะยาว
ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based Products)
การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage :CCS)
โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency Projects)
ในปี 2024 มีโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานจำนวน 39 โครงการ โดยสามารถลดการใช้พลังงานโดยรวมได้ 494,794 กิกะจูล ซึ่งเท่ากับ 28,985 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 223 ล้านบาท จากงบลงทุนรวมทั้งหมด 189.62 ล้านบาท
ในปี 2568 มีโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานจำนวน 23 โครงการ โดยสามารถลดการใช้พลังงานโดยรวมได้ 525,226 กิกะจูล ซึ่งเท่ากับ 36,115 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 269.8 ล้านบาท จากงบลงทุนรวมทั้งหมด 67.76 ล้านบาท
ปี 2568
ผลการดำเนินงาน
Vel pretium dolor tellus id purus felis tellus cursus. Amet turpis vel enim aliquet maecenas. Egestas nulla urna suspendisse cursus aliquam mauris facilisis.
การบริหารจัดการลูกค้าและคุณภาพของผลิตภัณฑ์
แนวทางการบริหารจัดการ
ในปีนี้ กลุ่มไทยออยล์ยังคงเดินหน้าสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า โดยยึดมั่นแนวคิดการดูแลลูกค้าเสมือนสมาชิกในครอบครัว ภายใต้กลยุทธ์ “Partner for Life” พร้อมยกระดับมาตรฐานการให้บริการ และโครงการพัฒนาเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน บริษัทฯ ได้เสริมความเข้มแข็งด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และบริการให้สอดคล้องกับกฎหมาย ข้อบังคับ และมาตรฐานสากล พร้อมทั้งบูรณาการแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักการ ESG (Environment, Social, and Governance) หรือ สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นในกระบวนการดำเนินงาน ตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าอย่างเป็นระบบ ด้วยการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อพัฒนาบริการและคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการปรับปรุงความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่น ความพึงพอใจ และความผูกพันระยะยาว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ได้ดำเนินการตามแผนงานภายใต้กลยุทธ์ “Partner for Life” เพื่อสนับสนุนการบริการลูกค้าใน 3 ด้าน ดังนี้
- Partner for Innovation: การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การสำรวจความพึงพอใจและความผูกพันของลูกค้าประจำปี ได้มีการนำผลการสำรวจฯ มาวิเคราะห์และระดมความคิดร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนำความคิดมาต่อยอด พัฒนาและปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อการบริการที่ดีมากยิ่งขึ้นต่อไป โดยในปีนี้มีโครงการที่ได้นำระบบดิจิทัลมาพัฒนาต่อยอด อาทิ การพัฒนาปรับปรุงกระบวนการสั่งซื้อสินค้า (COMNXT e-Ordering) ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และมีระบบการส่งรายงานประจำเดือนแบบอัตโนมัติให้กับลูกค้า อีกทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายขึ้น
2. Partner for Knowledge: การบริการที่เป็นเลิศการรักษามาตรฐานการให้บริการด้านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ได้มีการทบทวนมาตรฐานการให้บริการประจำปี (Service Level Agreement: SLA) โดยในปีนี้ทุกหน่วยงานสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงมาตรฐานการให้บริการได้ร้อยละ100 และมีการพัฒนาระบบโดยมีแผนในการนำแพลตฟอร์มที่เป็นมาตรฐานสากลมาใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการความต้องการของลูกค้า (Voice of Customer: VOC) ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าในด้านต่างๆ อาทิ ความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ ข้อเสนอแนะ ความต้องการหลังการขาย และข้อร้องเรียนต่างๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังรักษาความพึงพอใจและความผูกพันของลูกค้าให้อยู่ในระดับสูงต่อไป นอกจากนี้ยังมีการให้ความรู้ด้านกระบวนการผลิต กระบวนการจ่ายน้ำมันทั้งทางรถ และทางเรือ รวมทั้งด้านสถานการณ์ตลาด ข้อกฎหมาย และสนับสนุนข้อมูลต่างๆ (Knowledge Sharing) โดยจัดบรรยายทั้งแบบออนไลน์ผ่าน Microsoft Team และจัดบรรยายที่สำนักงานของลูกค้า
3. Partner for Sustainability: การส่งเสริมความร่วมมือกับลูกค้าในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน การจัดกิจกรรมตอบปัญหาผ่านระบบออนไลน์ในหัวข้อ ESG เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของลูกค้าในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกัน และมีการจัดกิจกรรม Safety and Happy Hour ซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อรณรงค์ด้านความปลอดภัยให้กับลูกค้าที่ประจำอยู่ที่สถานีจ่ายน้ำมันไทยออยล์ ศรีราชา และพนักงานขับรถรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการสื่อสารนโยบายต่างๆ อาทิ นโยบาย No Gift Policy เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและมาตรฐานธรรมาภิบาลขององค์กร อีกทั้งเป็นการสนับสนุนความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่โปร่งใส ยั่งยืน และเป็นมืออาชีพ
โครงการที่โดดเด่น
ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ได้จัดทำโครงการลูกค้าสัมพันธ์ภายใต้กลยุทธ์ “Partner for Life” เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า ได้แก่
- กิจกรรมการอบรมการใช้ “COMNXT e-Ordering” ซึ่งเป็นระบบการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ออนไลน์ ซึ่งจะช่วยลูกค้าในการสั่งซื้อสินค้าได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
- กิจกรรม “TOP พบปะลูกค้า” โดยการให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้รับฟังข้อเสนอแนะจากลูกค้าโดยตรง เพื่อให้เกิดการปรับปรุง และพัฒนาประสิทธิภาพการบริการที่ดียิ่งขึ้น
- กิจกรรม “มอบองค์ความรู้” ให้กับลูกค้าทั้งในรูปแบบ Online และ On-Site ในหัวข้อต่างๆ อาทิ Fundamental of Refinery Process และ Business Overview & Refinery Overview เพื่อให้ลูกค้ามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของภาพรวมธุรกิจของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน และสถานการณ์ตลาดมากยิ่งขึ้น
ปี 2568
ผลการดำเนินงาน
จากการดำเนินงานด้านต่างๆ ตามแผนงานภายในกลยุทธ์ “Partner for Life” ครอบคลุมทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการให้บริการ ส่งผลให้การประเมินความผูกพันของลูกค้าต่อกลุ่มไทยออยล์ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
หมายเหตุ:
(1) ความผูกพันของลูกค้ากลุ่มไทยออยล์ ประกอบด้วย บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) บริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด (มหาชน) (TLB) และบริษัท ไทยพาราไซลีน จำกัด (TPX) ดำเนินการสำรวจโดยบริษัทภายนอก (Third Party Company) ที่ให้บริการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า
(2) ความพึงพอใจของลูกค้าบริษัท ท็อป โซเว้นท์ จำกัด (บริษัท ท็อปเน็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด) ปี2565 คะแนนเต็ม 5.0 ดำเนินการสำรวจโดย บริษัท ท็อป โซเว้นท์ จำกัด
(3) ความผูกพันของลูกค้า บริษัท ท็อปเน็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ปี 2566-2567 คะแนนเต็มร้อยละ 100 ดำเนินการสำรวจโดยบริษัทภายนอก (Third Party Company) ที่ให้บริการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า