การบริหารจัดการผลกระทบ
ด้านสิ่งแวดล้อม
ความท้าทาย ความเสี่ยง
และผลกระทบ
กลุ่มไทยออยล์ดําเนินการทบทวนความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในรอบด้านเป็นประจําทุกปี โดยในปี 2568 นอกจากความท้าทายเรื่องด้านการจัดการคุณภาพอากาศ อาทิ กฎหมายและมาตรการควบคุมคุณภาพอากาศ (clean air act) ที่กำหนดกลไกในการบริหารจัดการและควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เกิดมลพิษทางอากาศในทุกมิติ รวมถึงกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศเชิงพื้นที่ ซึ่งอยู่ในกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมาย และกฎระเบียบเกี่ยวกับการควบคุมการระบายไอสารอินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds: VOCs) การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจหมุนเวียน การเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาวะภัยแล้งของประเทศ และการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณกลุ่มไทยออยล์
นอกจากนี้ ความเสี่ยงและความท้าทายของกลุ่มไทยออยล์อีกประเด็น คือ การดำเนินกิจการของกลุ่มไทยออยล์ให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด โดยเป็นความเสี่ยงที่ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ดังนั้น กลุ่มไทยออยล์จึงได้ยกระดับการบริหารงานโครงการก่อสร้างต่างๆ หรือการควบคุมกระบวนการผลิตไม่ให้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชน ผ่านกระบวนการจัดการด้านความยั่งยืน หรือด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (Environment, Social, and Governance: ESG) อย่างต่อเนื่อง ด้วยการปรับกระบวนการทำงานและระเบียบวิธีปฏิบัติงานที่ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ครอบคลุมทั้งโครงการก่อสร้างทุกขนาดภายในกลุ่มไทยออยล์ และควบคุมกระบวนการผลิตในปัจจุบันให้อยู่ในสภาวะปกติ รวมถึงให้ความสำคัญการตรวจสอบความสอดคล้องในการปฏิบัติตามระเบียบวิธีปฏิบัติและข้อกำหนดต่างๆ และการเตรียมความพร้อมรองรับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ
กลุ่มไทยออยล์ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับแนวโน้มและทิศทางของโลก มุ่งสู่การเป็นธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมกับความใส่ใจสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบ และสร้างโอกาสทางธุรกิจในระยะยาวเคียงข้างชุมชน
ตามแนวทางการจัดการด้านความยั่งยืน หรือ ESG ดังที่ระบุไว้ตั้งแต่ระดับนโยบาย และประยุกต์ใช้ระบบการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและสากลมาใช้ในการกำกับดูแลและยกระดับระบบบริหารจัดการและแผนแม่บทด้านสิ่งแวดล้อม โดยตั้งแต่ปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ได้ยกระดับการความมุ่งมั่นด้านนโยบายคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม และการจัดการพลังงาน กลุ่มไทยออยล์ (Thaioil Group Quality, Security, Safety, Occupational Health, Environment and Energy Management Policy) โดยได้รับการพิจารณาและลงนามจากคณะกรรมการบริษัทฯ (Board of Directors) เพื่อผลักดันการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างต่อเนื่อง
เป้าหมาย
ข้อร้องเรียนจากชุมชนที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Number of community complaints on environmental impact)
เป้าหมายปี 2568
จำนวน
0
ข้อร้องเรียน
เป้าหมายระยะยาวปี 2573
จำนวน
0
ข้อร้องเรียน
การตอบสนองต่อข้อกังวลของผู้มีส่วนได้เสีย (VOS (Voice of Stakeholder) Response)
เป้าหมายปี 2568
ร้อยละ
100
เป้าหมายระยะยาวปี 2573
ร้อยละ
100
ข้อร้องเรียนด้านอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม
เป้าหมายปี 2568
จำนวน
0
ข้อร้องเรียน
เป้าหมายระยะยาวปี 2573
จำนวนข้อร้องเรียน
0
การปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่สอดคล้องต่อกฎหมาย
เป้าหมายปี 2568
จำนวน
0
กรณี
เป้าหมายระยะยาวปี 2573
จำนวน
0
กรณี
การปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องในระดับ Major ตามมาตรฐาน ISO 14001: 2015
(Major Non-compliance)
เป้าหมายปี 2568
จำนวน
0
กรณี
เป้าหมายระยะยาวปี 2573
จำนวน
0
กรณี
การปฏิบัติตามธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่เป็นเลิศของโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมและปิโตรเคมี
เป้าหมายปี 2568
ร้อยละ
100
เป้าหมายระยะยาวปี 2573
ร้อยละ
100
การรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมีอย่างมีนัยสำคัญสู่สิ่งแวดล้อม
เป้าหมายปี 2568
จำนวน
0
กรณีรั่วไหล
เป้าหมายระยะยาวปี 2573
จำนวน
0
กรณีรั่วไหล
แนวทางการบริหารจัดการ
และผลการดำเนินงาน
การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
กลุ่มไทยออยล์ได้กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบในการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม และการจัดการพลังงาน (Quality, Security, Safety, Occupational Health, Environment and Energy Management Policy หรือ QSHE) โดยมีเป้าหมายเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยบทบาทและความรับผิดชอบดังกล่าวครอบคลุมถึงผู้บริหารและพนักงานทุกระดับ ดังนี้
(1) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
- กำหนดบทบาท ความรับผิดชอบ และหน้าที่ของทุกระดับการปฏิบัติงานภายในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท
- แต่งตั้งผู้แทนปฏิบัติงานตามลำดับบังคัญบัญชาที่เหมาะสม พร้อมทั้งสื่อสารการแต่งตั้งดังกล่าวไปยังพนักงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตามข้อกำหนดของระบบการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง
- ตรวจสอบเอกสารคู่มือระบบการจัดการและระเบียบวิธีปฏิบัติงานที่จัดทำและสื่อสารให้พนักงานรับทราบอย่างเหมาะสม ผ่านสายบังคับบัญชาและการฝึกอบรม โดยเอกสารดังกลาวจะถูกจัดเก็บในฐานข้อมูลกลางของกลุ่มไทยออยล์ เพื่อให้พนักงานทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก
- แต่งตั้งผู้จัดการระบบคุณภาพเพื่อเป็นตัวแทนผู้บริหารระบบ QSHE (QSHE-MR) ตามโครงสร้างองค์กร โดยมีความรับผิดชอบดังนี้
- พัฒนา นำไปใช้ และดูแลรักษาระบบการจัดการและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
- ส่งเสริมให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย รวมถึงเข้าใจและปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายและข้อกำหนดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการ
- รายงานผลการดำเนินงานของระบบการจัดการ QSHE ต่อทีมผู้บริหาร เพื่อการพิจารณาและเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
(2) ผู้บริหารทุกระดับและผู้จัดการฝ่าย
- กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการ QSHE อย่างชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการปฏิบัติงานบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย และสามารถตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย
- จัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ ทั้งด้านทรัพยากรบุคลากร ทักษะความสามารถ สิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมและดูแลรักษาระบบอย่างมีประสิทธิภาพ
- กำหนดแนวทางที่ชัดเจนและสื่อสารไปยังพนักงานและผู้รับเหมาทุกระดับ เพื่อให้เข้าใจและปฏิบัติตามนโยบาย QSHE อย่างเคร่งครัด
(3) พนักงานและผู้รับเหมา
- พนักงานและผู้รับเหมาทุกระดับต้องเข้าใจและปฏิบัติตามนโยบาย QSHE อย่างเคร่งครัด เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการบริหารจัดการ
กลุ่มไทยออยล์มุ่งเน้นความรับผิดชอบ 3 ด้านหลัก คือ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) ด้านสังคม (Social) และด้านการกำกับดูแลกิจการ (Governance) หรือ ESG และประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในการขับเคลื่อนธุรกิจขององค์กร โดยกำหนดกลยุทธ์และแผนแม่บทด้านสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมตั้งแต่ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อการเติบโตของธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่ของกระบวนการผลิต
กลยุทธ์ระยะยาว
เพื่อผลักดันการเติบโตของธุรกิจกลุ่มไทยออยล์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสร้างโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจในระยะยาว แบ่งเป็น 2 กลยุทธ์หลัก คือ กลยุทธ์การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) และกลยุทธ์เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมีโครงสร้างในการกำกับดูแลการดำเนินงานที่ชัดเจน
กลยุทธ์ระยะสั้นถึงระยะกลาง
เพื่อควบคุมและป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่แหล่งกำเนิด การผลักดันการดำเนินงานด้าน ESG ที่มีความยืดหยุ่น พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงและสอดคล้องกับแนวโน้มและทิศทางของโลกและกลยุทธ์ทางธุรกิจในระยะยาว โดยขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์การบริหารจัดการ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางธุรกิจ O2Bx (Operation Excellence to Business Excellence) และนำโมเดล “Refinery in The City” มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ 3 ด้าน คือ การบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Management) การสร้างสรรค์คุณค่าธุรกิจสู่สังคม (Social Management) และการดำเนินงานที่สอดคล้องกับข้อกำหนดกฎหมาย-ธรรมาภิบาล (Governance Compliance) นอกจากนี้ เพื่อผลักดันการบริหารจัดการสู่ความเป็นเลิศทั้ง 3 ด้านข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มไทยออยล์ได้ดำเนินการตามแนวทางการบริหารจัดการที่เรียกว่า “New CARE Concept” ดังนี้
CARE Concept
C
C–Control of Impact
ควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในด้านต่างๆ ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดกฎหมาย พร้อมยกระดับการบริหารจัดด้านสิ่งแวดล้อมผ่านระบบใบอนุญาตการทำงาน Permit to Work-Job Safety Environmental Analysis (JSEA) เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากแหล่งกำเนิดต่อชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบจากกิจกรรมการผลิต รวมทั้งการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมช่วงการซ่อมบำรุงใหญ่หรือ Major Turnaround (MTA) ผ่านการจัดการแบบ Green MTA พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมรองรับโครงการพลังงานสะอาด (Resuming Clean Fuel Project (CFP) Construction) ที่กลับเข้าสู่เฟสการก่อสร้างอีกครั้ง การเตรียมความพร้อมเรื่องการรับเรื่องร้องเรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญ พร้อมนำกระบวนการ VOS (Voice of Stakeholder) ใหม่มาปรับใช้ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของชุมชนโดยรอบ (Community Engagement)
A
A– Associate
เสริมสร้าง พัฒนาเครือข่ายให้แข็งแกร่ง ผ่านการสื่อสารให้ผู้มีส่วนได้เสียและสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินการป้องกันและลดผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์ด้วยนโยบายความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน สังคม ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
R
R– Refine Stakeholder Relationship
สร้างความเชื่อมั่นให้ชุมชนกับผู้มีส่วนได้เสียจากระดับผู้บริหารในการเข้าร่วมกิจกรรมชุมชน การลงพื้นที่ชุมชนอย่างใกล้ชิด รับฟังปัญหา และสื่อสารการดำเนินการของเราอย่างต่อเนื่อง เน้นสื่อสารไปอย่างรวดเร็ว เราร่วมเสริมสร้างการสื่อสารเชิงกลยุทธ์และความร่วมมือกับสื่อมวลชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นจากสาธารณชน
E
E– Enhance Quality of Life
สร้างคุณค่าสู่สังคมผ่านแนวคิด Partner for Life CSR เพื่อปลูกฝังจิตสาธารณะและความรับผิดชอบต่อสังคมของพนักงาน และส่งเสริม “วัฒนธรรมจิตอาสา” และกระตุ้นพนักงานให้สร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ เกิดเป็น “การเชื่อมโยงคุณค่าสู่สังคม”
กลุ่มไทยออยล์ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส ตอบแทนผลประโยชน์ให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและความสุขของชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมเชิงรุกที่มีการศึกษาประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ทั้งภายนอกและภายใน (Environmental Outlook) ให้สอดรับกับความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ (Stakeholder Need and Expectation) เช่น ชุมชน เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้บริหาร พนักงานผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ข้อกำหนด กฎหมาย และมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมของโลก (Mega Trend) เป็นต้น โดยนำมาวิเคราะห์หาโอกาสในการปรับปรุงและยกระดับแผนการดำเนินงานสิ่งแวดล้อม 5 ปี หรือที่เรียกว่า “แผนแม่บทสิ่งแวดล้อม 5 ปี (5 Years Environmental Master Plan)” เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานและขับเคลื่อนการบริหารจัดการความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่มไทยออยล์ ตลอดจนเพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้
กลุ่มไทยออยล์มีการส่งเสริมความรู้ด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมให้แก่พนักงานที่สอดคล้องกับนโยบายและแนวปฏิบัติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของบริษัทฯ เช่น การอบรมด้านภาษีคาร์บอน การอบรมด้านการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ การอบรมด้านการจัดทำฐานข้อมูลคาร์บอนฟุตปรินต์องค์กรและคาร์บอนฟุตปรินต์ผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการอบรมตามกฎหมาย ได้แก่ ผู้จัดการสิ่งแวดล้อมและผู้ปฏิบัติงานสิ่งแวดล้อมประจำระบบบำบัดมลพิษ ซึ่งบริษัทฯ จะมีการดำเนินการต่อเนื่องในทุกปี เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับพนักงานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กลุ่มไทยออยล์ได้นำระบบการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและสากลมาประยุกต์ใช้ เช่น ระบบมาตรฐาน ISO 14001 โดยสามารถดูหลักฐานการตรวจสอบระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) ตามมาตรฐาน ISO 14001 ของสถานที่ปฏิบัติงานทั้งหมดได้ที่หน้าเว็บไซต์ของบริษัทhttps://www.thaioilgroup.com/about/management-system/ แนวทางปฏิบัติตามธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่เป็นเลิศ ระบบมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม CSR (ISO 26000) ภายใต้โครงการ CSR–DIW ระบบการจัดการสู่ความเป็นเลิศ Operational Excellence Management System (OEMS) ของกลุ่ม ปตท. แนวทางการจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ มาตรฐานการรายงาน Global Reporting Initiative (GRI) และแนวทางปรับปรุงสู่การเป็นเลิศตามผลการประเมินดัชนีความ ยั่งยืนระดับโลก Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) เป็นต้น มาใช้กำกับและพัฒนาระบบการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การกำหนดมาตรการควบคุม ป้องกันและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การควบคุมการปฏิบัติ การเฝ้าระวังติดตาม การตรวจสอบ การรายงานผล การกำหนดดัชนีชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ และการปรับปรุงเพื่อพัฒนาและยกระดับระบบการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดห่วงโซ่ของกระบวนการผลิตจนถึงผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมการดำเนินงานในสภาวะต่างๆ ดังนี้
กลุ่มไทยออยล์ทบทวนความเสี่ยง ประเด็นสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรการควบคุมป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมของกระบวนการผลิตตั้งแต่แหล่งกำเนิดเป็นประจำทุกปี หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ อีกทั้งยังได้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านแผนแม่บทด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินงานที่ครอบคลุมด้านต่างๆ ได้แก่
- การกำกับดูแลกิจการที่ดี
- ขั้นตอน/ แนวทางการปฏิบัติงานด้านสิ่งแวดล้อม
- กลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
- การบริหารจัดการประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ
- ความหลากหลายทางชีวภาพ
- การบริหารจัดการคู่ค้าและผู้รับเหมา
- การดำเนินการและการตรวจสอบความสอดคล้อง
- การบริหารจัดการฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม
สำหรับโครงการขยายหน่วยกลั่น กลุ่มไทยออยล์ใช้หลักเกณฑ์ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Standard Specification) ที่ครอบคลุมข้อกำหนด กฎหมาย แนวทางการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ (Best Practice) และมุมมองของผู้มีส่วนได้เสียอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้หลักเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นกรอบในการปฏิบัติงานในโครงการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Construction) ที่สามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง
โครงการที่โดดเด่น
ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ดำเนินการโครงการต่างๆ เพิ่มเติม เช่น
• การประยุกต์ใช้หลักการปฏิบัติที่ดี (Best Practice) เพื่อลดการระบายและลดการสูญเสียสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ผ่านงานซ่อมบำรุงกระบวนการผลิต และการซ่อมบำรุงถังอย่างต่อเนื่อง
• การบริหารจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในช่วงการซ่อมบำรุงใหญ่หรือ Major turnaround (MTA) ผ่าน Green MTA เน้นควบคุม HC/Gas free, ประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมผ่าน JSEA (Job Safety Environment Analysis), ควบคุมควันดำจากหอเผาทิ้ง (Flare) และจัดหาพื้นที่จัดวางกากของเสียและกำหดระยะเวลาส่งกำจัดภายน 90 วัน รวมทั้งการเตรียมความพร้อมเรื่องร้องเรียนในช่วง Major Turnaround (MTA)
• พัฒนาระบบติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้วยระบบ Envi Centralize Portal เพื่อควบคุมและติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้แก่ คุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำทิ้ง การจัดการกากของเสีย สถานการณ์น้ำดิบ เป็นต้น
กลุ่มไทยออยล์จัดตั้งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมและมวลชนสัมพันธ์ (Environmental and Community Relation Committee: ECRC) โดยกลุ่มไทยออยล์ได้ร่วมมือกับหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา และชุมชนโดยรอบพื้นที่กระบวนการผลิต เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ควบคุมป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ตามหลัก 3 ประสาน และแนวคิด 5 ร่วม โดยร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ไข ร่วมรับผล และร่วมพัฒนา ตั้งแต่การวางแนวทางปฏิบัติการเชิงรุก ตลอดจนการแก้ไขประเด็นปัญหาเป็นทีมเมื่อเกิดสภาวะไม่ปกติ โดยมีการดูแลรับผิดชอบ 7 วัน 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังได้กำหนดกิจกรรมและเวทีสื่อสาร เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน เฝ้าระวัง และตรวจสอบการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับข้อกำหนด กฎหมาย และเป้าหมายการดำเนินงานที่กำหนดไว้ เพื่อให้มั่นใจว่าชุมชนโดยรอบจะได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ซึ่งคณะกรรมการฯ จะมีการประชุมเพื่อวิเคราะห์ข้อกังวลและข้อเสนอแนะจากชุมชนสำหรับการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานประจำทุกเดือน และมีการจัดทำแบบสำรวจทัศนคติชุมชนเป็นประจำทุกปี
สภาวการณ์ฉุกเฉินทาง
ด้านสิ่งแวดล้อม
การป้องกันการรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมีนับเป็นประเด็นสำคัญในการดำเนินงานของกลุ่มไทยออยล์ ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์มีการรั่วไหลของน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญจำนวน 1 ครั้ง กล่าวคือ เกิดคลื่นลมแรงอย่างฉับพลัน (Squall) ในขณะที่เรือทำการสูบถ่ายน้ำมันดิบที่ทุ่นผูกเรือกลางทะเล หมายเลข 2 (SBM-2) ส่งผลทำให้เชือกผูกเรือขาด และข้อต่อนิรภัย (Marine Breakaway Coupling) ทำงานโดยแยกตัวออกจากกัน ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เรือดึงท่อน้ำมันดิบชนิดลอยน้ำขาดและป้องกันระบบการสูบถ่ายน้ำมันทั้งหมดได้รับความเสียหาย ส่งผลทำให้มีน้ำมันไหลออกจากท่อในปริมาณหนึ่ง แต่ทีมกัปตันฯของบริษัทซึ่งอยู่บนเรือใหญ่ได้ดำเนินการ จำกัดการรั่วไหลของน้ำมันจากแหล่งกำเนิดดังกล่าว โดยการใช้บูมที่ล้อมอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเริ่มดำเนินการสูบถ่าย ทำการล้อม กักคราบน้ำมันที่ไหล พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์เบื้องต้นอย่างรวดเร็ว แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืนซึ่งมีข้อจำกัดทางด้านทัศนวิสัยและการปฏิบัติงาน โดยภายหลังการควบคุมสถานการณ์ขั้นต้น กัปตันของบริษัทฯที่อยู่บนเรือใหญ่ได้ดำเนินการ ยกระดับการจัดการเหตุฉุกเฉินโดยทันที ผ่านการแจ้งเหตุไปยังผู้จัดการกะ (Shift Manager) เพื่อใช้แผนตอบโต้เหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลในทะเลของบริษัทฯ ในระดับที่สูงขึ้น พร้อมทั้งประสานขอรับการสนับสนุนทรัพยากรเพิ่มเติมจากกลุ่มโรงกลั่นข้างเคียง ตามแผนฯ ที่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้า ด้วยความพร้อมด้านระเบียบวิธีปฏิบัติ อุปกรณ์ และการประสานงาน บริษัทฯ สามารถ ระดมอุปกรณ์ขจัดคราบน้ำมันและทีมสนับสนุนจากโรงกลั่นน้ำมันในพื้นที่ใกล้เคียง เข้าดำเนินการ จัดการได้อย่างทันท่วงที ขณะเดียวกัน หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องต่างๆ อาทิเช่น กรมเจ้าท่า ศูนย์อำนวยการในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 1 (ศรชล.ภาค1) ทัพเรือภาค 1 (ทรภ.1)และ จังหวัดชลบุรี ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการควบคุม กำกับ และสนับสนุนการดำเนินงานอย่างรวดเร็ว ทำให้การจัดการสถานการณ์เป็นไปอย่างมีเอกภาพและมีประสิทธิภาพ ผลจากการดำเนินการที่เป็นระบบและการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ ส่งผลให้สามารถ ควบคุมและขจัดคราบน้ำมันในทะเลได้อย่างรวดเร็ว จำกัดขอบเขตของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถยุติสถานการณ์การขจัดคราบน้ำมันได้ภายในเวลา 17.00 น.ของวันเดียวกัน
นอกจากนี้ไม่พบผลกระทบจากการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเล ตะกอนดิน ปลาวัยอ่อน แพลงก์ตอนพืชและสัตว์ รวมถึงไม่พบปรากฎการณ์การฟอกขาวของประการังรอบพื้นที่เกิดเหตุต โดยจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเหตุสุดวิสัย อย่างไรก็ดีบริษัทฯ ยังคงมีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เกิดการรั่วไหลของน้ำมันต่อไปในอนาคต ดังนี้
การใช้เรือที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องด้วยการนำระบบการประเมินคุณภาพเรือของกลุ่ม ปตท. (PTT Group Ship Vetting System)
การใช้เรือที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องด้วยการนำระบบการประเมินคุณภาพเรือของกลุ่ม ปตท. (PTT Group Ship Vetting System) โดยมีกัปตันของบริษัทฯ และกัปตันจากกลุ่ม ปตท. ร่วมกันทำการประเมินเอกสารด้านความปลอดภัยของเรือต่างๆ เช่น เอกสารการตรวจเรือ SIRE (Ship Inspection Report Program) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลจาก OCIMF (Oil Company International Marine Forum) ข้อมูลของเรือจากเว็บไซต์ต่างประเทศ เช่น เว็บไซต์ Sea และข้อมูลเรือที่ปฏิบัติงาน (Terminal Feedback) ร่วมกันในกลุ่ม ปตท. นำมาพิจารณาในเรื่องของความปลอดภัยทั้งหมด พร้อมทั้งมีการทวนสอบ การประเมินคุณภาพเรือในกลุ่ม ปตท. ซึ่งกันและกัน เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากลุ่มไทยออยล์จะใช้เรือและคนประจำเรือที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
การบำรุงรักษาและการตรวจสอบท่าเรือ ทุ่นผูกเรือ และอุปกรณ์ต่างๆ
การบำรุงรักษาและการตรวจสอบท่าเรือ ทุ่นผูกเรือ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการปฏิบัติงานขนถ่ายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมตามระยะเวลา เช่น ท่อส่งน้ำมัน ทั้งที่อยู่บนท่าเรือและอยู่ที่ทุ่นกลางทะเล ข้อต่อนิรภัย เชือกผูกเรือ ซึ่งในปี 2568 ฝ่ายวิศวกรรมของบริษัทฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบตามแผนงานและระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยอ้างอิงตามมาตรฐานสากลคือ Single Buoy Mooring Maintenance and Operation Guide (SMOG) เช่น การตรวจประจำปี (Annual Inspection) การตรวจสอบท่ออ่อนลอยน้ำและแบบจมน้ำ การตรวจสอบเชือกผูกเรือของทุ่นผูกเรือรับน้ำมัน ชนิดทุ่นเดี่ยวกลางทะเล (Single Buoy Mooring: SBM) ทั้ง SBM-1 และ SBM-2 พบว่าทุกระบบมีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
การตรวจสอบทุ่นระดับเหนือน้ำดำเนินการตรวจสอบทุกปี โดยมีการตรวจสอบ ดังนี้
- การตรวจสอบพินิจด้วยสายตา
- การตรวจสอบความหนาของทุ่นและระบบท่อด้วยเครื่อง Ultrasonic
การตรวจสอบเชือกยึดโยงเรือทุก 6 เดือน และก่อนที่จะมีการนำเรือเข้าผูกทุ่นทุกๆ เที่ยวเรือ
การตรวจสอบระบบท่ออ่อนขนถ่ายน้ำมันชนิดลอยน้ำและและหน้าแปลน ดังนี้
- มีการตรวจสอบแบบพินิจด้วยสายตาด้วยนักประดาน้ำทุก 3 เดือน
- มีการทดสอบความดันที่กลางทะเล (Hydrostatic-leak Test) ทุก 1 ปี
- มีการตรวจสอบและทดสอบบนฝั่ง (On Shore Inspection) ตามคำแนะนำของมาตรฐานสากล OCIMF SMOG 2015 ทุก 2 ปี
- มีการทดสอบแรงดันระบบท่ออ่อนชนิดลอยน้ำเพื่อยืนยันความสมบูรณ์ของหน้าแปลน
- มีการเปลี่ยนท่ออ่อนใหม่ตามระยะเวลาที่ผู้ผลิตแนะนำ
รูปภาพแสดงการทดสอบด้วยแรงดันน้ำที่กลางทะเลทุก 1 ปี
รูปภาพแสดงการตรวจสอบและทดสอบบนฝั่งทุก 2 ปี
รูปภาพแสดงการเปลี่ยนท่อใหม่ตามคำแนะนำผู้ผลิต
การตรวจสอบทุ่นระดับใต้แนวน้ำ มีการตรวจสอบ ดังนี้
- การตรวจสอบระบบโซ่ยึดโยงทุ่น (Mooring System) ทุก 6 เดือน
รูปภาพแสดงการตรวจสอบระบบโซ่ยึดโยงทุ่น
การตรวจสอบท่ออ่อนสำหรับขนถ่ายส่งน้ำมันชนิดแบบใต้จมน้ำ (Submarine Hose)
- การตรวจพินิจด้วยสายตาที่ใต้น้ำ (Offshore Diving Surveillance) ทุก 3 เดือน
- การทดสอบแรงดันด้วยน้ำที่กลางทะเล (Offshore Hydrostatic Test) ทุก 1 ปี
- การตรวจสอบและทดสอบบนฝั่ง (Onshore Inspection) ทุก 2 ปี
รูปภาพแดงการตรวจสอบท่ออ่อนใต้น้ำทุก 3 เดือน
รูปภาพแสดงการทดสอบแรงดันท่ออ่อนใต้น้ำด้วยน้ำที่กลางทะเลทุก 1 ปี ทำพร้อมกับท่ออ่อนลอยน้ำ
รูปภาพแสดงการตรวจสอบและทดสอบบนฝั่งทุก 2 ปี
การตรวจสอบ สถานีควบคุมท่อใต้ทะเล Pipeline End Manifold (PLEM) ทุก 6 เดือน
รูปภาพแสดงการตรวจสอบโครงสร้างและวาวล์ควบคุมสถานีใต้ทะเล
การตรวจความปลอดภัยของเรือ (Tanker Safety Check)
การตรวจความปลอดภัยของเรือ (Tanker Safety Check) โดยตรวจสอบทั้งเรือในประเทศและต่างประเทศที่ปฏิบัติงานอยู่ที่ท่าเรือของกลุ่มไทยออยล์ ผู้จัดการแผนกท่าเรือจะส่งผู้ปฏิบัติงานในแผนกลงไปทำการตรวจเรือด้านความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหากพบข้อบกพร่องจะแจ้งให้กัปตันเรือและผู้บริหารของเรือทราบ เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ รวมถึงอาจมีการระงับการใช้เรือเป็นการชั่วคราว หากพบว่าข้อบกพร่องนั้นไม่เป็นไปหรือไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้
การส่งพนักงานของแผนกท่าเรือเข้าร่วมประชุม
การส่งพนักงานของแผนกท่าเรือเข้าร่วมประชุมและทำกิจกรรมร่วมกับสมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน (Oil Industry Environmental Safety Group Association: IESG) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยทางทะเลและการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
การประชุมประจำปีระหว่างสมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อม
การประชุมประจำปีระหว่างสมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกล่มอุตสาหกรรมน้ำมัน (IESG) กับผู้บริหารของบริษัทเรือไทยต่างๆ เป็นประจำทุกปี โดยที่บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เป็นสมาชิกของ IESG ดังนั้น บริษัทฯ จึงมีการนำข้อมูลไปสื่อสาร เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลของบริษัทฯ ในเรื่องความปลอดภัยของเรือและท่าเรือ เช่น ระเบียบการใช้ท่าเรือที่มีการปรับปรุง ตลอดจนข้อบกพร่องต่างๆ ที่พบจากการสุ่มตรวจความปลอดภัยของเรือ ได้รับการสื่อสารและนำไปปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ปราศจากอุบัติเหตุและมลภาวะทั้งเรือและท่าเรือ
ปฏิบัติตามระเบียบวิธีปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedure: SOP) อย่างเคร่งครัด
บริษัทฯได้จัดหาเครื่องมือพร้อมกำหนดความถี่ในการติดตามและพยากรณ์สภาพอากาศ
เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการปฏิบัติงานสูงสุด บริษัทฯได้จัดหาเครื่องมือพร้อมกำหนดความถี่ในการติดตามและพยากรณ์สภาพอากาศ โดยแบ่งการตรวจสอบออกเป็น 3 ระยะ ตามแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการติดตามและทำนายสภาพอากาศ ได้แก่ การตรวจสอบระยะไกล การตรวจสอบระยะกลาง และ การตรวจสอบระยะใกล้ รายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 1.7.1 ดังนี้
ตารางที่ 1.7.1 เครื่องมือและความถี่ในการติดตามและพยากรณ์สภาพอากาศ
แหล่งข้อมูล | ข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจ | ระยะเวลาตรวจจับได้ล่วงเวลา | ความถี่ในการตรวจสอบ/การรายงาน | |
|---|---|---|---|---|
1. การตรวจสอบระยะไกล | ||||
1.1 Offshore Weather Services Pty.Ltd. (OWS) | • ทิศทาง ความเร็วลม และความสูงคลื่น | 5 วัน | 2 ครั้ง (06.00 และ 18.00 น.) | |
• สภาพอากาศวิกฤต (Squall warning) | 0.5 – 3 ชั่วโมง | มีการแจ้งเตือนเมื่อมีสภาพอากาศวิกฤต (Squall warning) | ||
1.2 แอปฟลิเคชัน Windy | • ทิศทางและความเร็วลม • กลุ่มเมฆฝน (สามารถเห็นได้ไกลตั้งแต่พม่า หรืออ่าวไทยฝั่งตะวันตก) | 12 -24 ชั่วโมง | ทุกครึ่งชั่วโมงและติดตามตลอดเวลาเมื่อพบกลุ่มฝนเคลื่อนที่มาที่ทุ่น SBM/CBM | |
1.3 เรดาร์ตรวจกลุ่มฝน ของกรมอุตุนิยมวิทยา | • กลุ่มเมฆฝน
(เห็นได้ไกลตั้งแต่กลางอ่าวไทย)
| 12 -24 ชั่วโมง | ทุกครึ่งชั่วโมงและติดตามตลอดเวลาเมื่อพบกลุ่มฝนเคลื่อนที่มาที่ทุ่น SBM/CBM | |
2. การตรวจสอบระยะกลาง | ||||
2.1 เรดาร์บนเรือลากจูง
(ตั้งที่ระยะ 12 ไมล์)
| • กลุ่มฝนบนจอเรดาร์
| 1 ชั่วโมง | เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง
และรายงานมาที่นายยามทุกครึ่งชั่วโมง
| |
3. การตรวจสอบระยะใกล้ | ||||
3.1 สายตา
| • กลุ่มเมฆฝน
| 0.5 ชั่วโมง
| เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง
| |
หมายเหตุ * Offshore Weather Services Pty.Ltd (OWS) – ผู้ให้บริการข้อมูลพยากรณ์สภาพอากาศของเอกชน
ด้านการบริหารจัดการแก้ไข
แม้ว่ากลุ่มไทยออยล์จะมีมาตรการป้องกันอย่างเต็มกำลังตามมาตรฐานสากลข้างต้นแล้ว แต่หากมีอุบัติเหตุใดๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้เกิดขึ้น กลุ่มไทยออยล์มีมาตรการเพื่อดำเนินการแก้ไข ดังนี้
1. การล้อมบูมที่ทุ่น CBM และ SBM ก่อนทำการสูบส่งน้ำมันทางเรือทุกครั้ง
2. กัปตันของบริษัทฯ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าในการขนถ่ายน้ำมัน (Loading Master) แจ้งเรือให้ทำการหยุดสูบส่งสินค้าฉุกเฉิน (Emergency Shut Down: ESD) และปิดวาล์วทุกตัวบนเรือ พร้อมกับแจ้งผู้ปฏิบัติงานบนฝั่งเพื่อปิดวาล์วเช่นกัน เพื่อเป็นการปิดกั้นระบบการขนถ่ายน้ำมัน ไม่ให้มีอัตราการไหลของน้ำมันและแรงดันในระบบ อันจะทำให้มีการรั่วไหลออกสู่ทะเลที่เพิ่มมากขึ้น
3. การให้เรือบริการซึ่งประจำอยู่ที่ทุ่น ดำเนินการปิดวาล์วทุกตัว ทั้งที่อยู่บนทุ่นและอยู่ใต้น้ำ เพื่อไม่ให้น้ำมันที่อยู่บนถังของโรงกลั่นไหลย้อนกลับออกมารั่วไหลในทะเล โดยเป็นไปตามระเบียบวิธีปฏิบัติในสถานการณ์ฉุกเฉิน
4. กัปตันของบริษัทฯ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าในการขนถ่ายน้ำมัน (Loading Master) สั่งการผู้รับเหมาของบริษัทฯ ดำเนินการล้อมบูม (Oil Boom) ตลอดแนวท่อน้ำมันเพื่อเป็นการควบคุมคราบน้ำมันให้อยู่ในพื้นที่จำกัด ไม่ให้ออกสู่ทะเลจนยากแก่การควบคุม ซึ่งมีการเตรียมความพร้อมและมีการฝึกซ้อมอย่างน้อยปีละ 3 ครั้ง เพื่อให้พร้อมในการใช้งานหากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยบูมดังกล่าวอยู่บนเรือในสัญญาของบริษัทฯ
- เรือบริการ JC 41 เป็นเรือในสัญญาของบริษัทฯ ทำหน้าที่เป็นเรือที่เตรียมพร้อมรับมือเรื่องความปลอดภัยและการป้องกันสิ่งแวดล้อม หากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นที่ทุ่น โดยบนเรือมีอุปกรณ์ขจัดคราบน้ำมัน บนเรือ ที่เตรียมพร้อมให้ใช้งานได้ตลอดเวลา คือ บูมชนิดเติมลม ยาวชุดละ 200 เมตร จำนวน 2 ชุด, เครื่องเก็บคราบน้ำมันที่ผิวน้ำจำนวน 1 เครื่อง, น้ำยาขจัดคราบน้ำมันขนาดถัง 200 ลิตรจำนวน 10 ถัง, อุปกรณ์ใส่คราบน้ำมันที่กักเก็บได้จำนวน 1 ชุด, เครนเรือเพื่อใช้ในการยกอุปกรณ์ ต่างๆ จำนวน 1 ชุด และบุคลากรที่มีความพร้อม โดยเรือบริการลำนี้ถูกจัดจ้างเพิ่มเติมมาจากเรือบริการอีก 1 ลำ ที่ทำหน้าที่ให้บริการทั่วไป
- บริษัทไทยออยล์ ได้ตกลงความร่วมมือกันของบริษัทน้ำมันในพื้นที่ศรีราชา หากบริษัทใดบริษัทหนึ่งเกิด การรั่วไหลของน้ำมัน บริษัทที่ไม่เกิดอุบัติเหตุจะส่งเรือลากบูมพร้อมอุปกรณ์ เช่น บูม น้ำยาขจัดคราบน้ำมันฯ ไปสนับสนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งจะทำให้ควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
5. การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันของบริษัทฯ เพื่อลดและบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในท้ายที่สุด
ด้านการพัฒนาบุคลากร
กลุ่มไทยออยล์ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้มีความรู้ความสามารถในการขจัดคราบน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่รั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม โดยในปี 2568 บริษัทฯ สามารถดำเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาและส่งเสริมความรู้ความสามารถของบุคลากรในการขจัดคราบน้ำมัน ดังต่อไปนี้
การส่งกัปตันของแผนกท่าเรือเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร OSR Level II for Supervisors and On Scene Commanders
การส่งกัปตันของแผนกท่าเรือเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร OSR Level II for Supervisors and On Scene Commanders (Based on IMO OPRC Training Course Level II) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียนรู้การบริหารจัดการขจัดคราบน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความรู้ความสามารถให้กัปตันของแผนก ในการทำหน้าที่ On Scene Commanders (หัวหน้าชุดควบคุมปฏิบัติงานในทะเล) ตามแผนปฏิบัติการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การส่งกัปตันของแผนกท่าเรือเข้ารับการฝึกซ้อมขจัดคราบน้ำมันพื้นที่นอกชายฝั่งทะเลอ่าวไทย
การส่งกัปตันของแผนกท่าเรือเข้ารับการฝึกซ้อมขจัดคราบน้ำมันพื้นที่นอกชายฝั่งทะเลอ่าวไทย โดยเครื่องบิน C-130 จากต่างประเทศ ณ การท่าอากาศยานอู่ตะเภา-ระยอง-พัทยา และกองการบินทหารเรือ อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ซึ่งจัดโดยสมาคม IESG โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ นำความรู้จากภาคทฤษฎี มาสู่การฝึกซ้อมในภาคปฏิบัติ เพื่อให้เห็นปัญหาและอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้น ปรับปรุงขั้นตอนการร้องขอ C-130 ที่ได้เขียนไว้แล้วให้ดีขึ้นต่อไป และสร้างความเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างหน่วยงานราชการและเอกชน เพื่อการประสานงานในอนาคตต่อไป
การฝึกสถานการณ์น้ำมันหกรั่วไหลในทะเล โดยในปีนี้ ไทยออยล์เป็นเจ้าภาพ
การฝึกสถานการณ์น้ำมันหกรั่วไหลในทะเล โดยในปีนี้ ไทยออยล์ได้รับโอกาสจากกรมเจ้าท่าให้เป็นเจ้าภาพจัดการฝึกซ้อมแผนปฏิบัติการขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน และเคมีภัณฑ์แห่งชาติ ครั้งที่ 14 (14th Thailand Oil and Chemical Spill Response Exercise: TOC EX 14) แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ การอบรมเชิงความรู้ (Training) ระหว่างวันที่ 28-30 เมษายน 2568 และการฝึกปฏิบัติจริงทั้งในระดับการบังคับการและภาคสนาม (Tabletop & Field Exercise) ระหว่างวันที่ 20-22 พฤษภาคม 2568 โดยสมมุติสถานการณ์ท่อน้ำมันดิบชนิดลอยน้ำ (Floating Hose) แตกในเวลารุ่งเช้า ขณะสูบถ่ายที่ทุ่น SBM-2 ส่งผลให้น้ำมันดิบรั่วไหลเป็นบริเวณกว้าง ตลอดจนมีการคาดการณ์ว่าจะลุกลามเข้าสู่พื้นที่บริเวณชายฝั่งที่พัทยา เพื่อเป็นการฝึกทั้งการจัดการคราบน้ำมันในทะเล และเตรียมการป้องกันและรับมือหากมีคราบน้ำมันขึ้นฝั่งในพื้นที่เศรษฐกิจ โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนตามแผนชาติฯ เข้าร่วมอบรมและร่วมฝึก ทำให้พนักงานบ.ไทยออยล์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการสถานการณ์น้ำมันหกรั่วไหลในทะเล ได้รับความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการระดับแผนชาติและนำไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อมีสถานการณ์จริงเกิดขึ้นหลังจากการเข้าฝึกอบรม
การร่วมกับสมาคม IESG ในเขตพื้นที่ศรีราชา ในการสำรวจชายหาดต่างๆ ที่แผ่นดินใหญ่ (Shore Line Assessment)
การร่วมกับสมาคม IESG ในเขตพื้นที่ศรีราชา ในการสำรวจชายหาดต่างๆ ที่แผ่นดินใหญ่ (Shore Line Assessment) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สามารถเห็นและเข้าใจสภาพของพื้นที่เกาะต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีความอ่อนไหว ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีการทบทวนและสำรวจ (Reassessment) ทุก 5 ปี เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันที่สุด
สำหรับในปี 2569 กลุ่มไทยออยล์มีแผนงานที่สำคัญ ดังนี้
1. การส่งพนังงานของบริษัทเข้ารับการอบรม Oil Spill IMO 3 ซึ่งเป็นระดับ Senior Manager/ Incident Commander (IC) สำหรับผู้บริหารระดับสูง ผู้วางแผนยุทธศาสตร์ / ผู้ตัดสินใจ เพื่อนำความรู้มาปรับใช้ในการทำงานและให้คำแนะนำผู้บริหารระดับสูงในการตัดสินใจได้
2. การฝึกทบทวนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการรับมือกับสถานการณ์น้ำมันและสารเคมีรั่วไหลลงทะเล ในระดับ หน้างาน (First Line Team) ในส่วนที่เป็นความรับผิดชอบของบุคลากรในแผนกท่าเรือให้มีความเข้มแข็ง ความพร้อม ในการจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันท่วงที
3. การพัฒนาความรู้ ความสามารถ และทักษะของบุคลากร โดยพิจารณาจัดส่งบุคลากรเข้าฝึกอบรม หรือเข้าร่วมการประชุมสัมมนาต่างๆ ในด้านการป้องกันและแก้ไขการรั่วไหลของน้ำมันในทะเล
กรณีศึกษาเหตุการณ์น้ำมันหกรั่วไหลปี 2568
ภาพรวมของการเกิดน้ำมันไหลลงทะเล
ในวันที่ 5 มิถุนายน 2568 เวลาประมาณ 24.00 น. ขณะที่เรือ MT. Phoenix Jamnagar กำลังสูบถ่ายน้ำมันดิบ ที่ทุ่นผูกเรือกลางทะเล หมายเลข 2 (SBM-2) ได้เกิดคลื่นลมแรง ส่งผลทำให้เชือกผูกเรือน้ำมันดิบขาด และข้อต่อนิรภัย (Marine Breakaway Coupling: MBC) ทำงาน โดยเป็นไปตามหลักวิศวกรรมระบบของความปลอดภัย ในการรักษาสถานะภาพอุปกรณ์สูบถ่ายน้ำมันกลางทะเลและเพื่อให้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ส่งผลทำให้น้ำมันดิบไหลลงสู่ทะเลประมาณ 8 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งในวันที่ 6 มิถุนายน 2568 มีการตั้งศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการขจัดคราบน้ำมันในทะเลและศูนย์ประสานงานที่บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดยท่านอธิบดีกรมเจ้าท่า ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 และผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เพื่อทำการสำรวจและติดตาม ทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้รับการบริหารจัดการและควบคุมอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพโดยสามารถยุติศูนย์ควบคุมและศูนย์ประสานงานได้ในเวลา 17:00 น. ในวันเดียวกัน
สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ
เนื่องจาก สภาพอากาศแปรปรวน ลมกระโชกแรงกะทันหันเปลี่ยนจากพัดมาจากทิศใต้เป็นทิศตะวันตก แรงถึง 60 นอต (111 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ทำให้เรือหมุนตัวเปลี่ยนทิศทาง และเกิดแรงดึงมหาศาลจนเชือกผูกเรือ (Hawser) ทั้งสองเส้นที่ผูกเรือไว้กับทุ่นขาดออกจากกัน เมื่อเชือกขาด ได้เกิดแรงกระชากบนสายท่ออ่อนส่งน้ำมันดิบที่เชื่อมระหว่างเรือและทุ่น ส่งผลให้ข้อต่อนิรภัย (Marine Breakaway Coupling) หลุดออกจากกัน ซึ่งเป็นไปตามที่ออกแบบไว้ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อสายท่อส่งน้ำมันดิบและระบบอื่นๆ แต่ทำให้ต้องมีน้ำมันที่ค้างอยู่ในท่อไหลลงสู่ทะเลบ้างเล็กน้อย
Implemented measures.
การติดตามและพยากรณ์สภาพอากาศ
เพื่อให้การปฏิบัติงานในการสูบถ่ายน้ำมันดิบผ่านระบบทุ่นผูกเรือในแต่ละเที่ยวเรือมีข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศอย่างเพียงพอ สามารถตรวจสอบติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศได้อย่างต่อเนื่องและทันท่วงที รวมทั้งสามารถปรับแผนปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสภาพอากาศอย่างเหมาะสม แผนกท่าเรือได้จัดหาเครื่องมือและกำหนดมาตรการในการติดตามและพยากรณ์สภาพอากาศออกเป็น 3 ระยะ คือระยะไกล (5 วันล่วงหน้า), ระยะกลาง (แอปพลิเคชันและเครื่องมือต่างๆ) , ระยะใกล้ (การเฝ้าระวังขณะเข้ายาม) โดย
1. การตรวจสอบติดตามสภาพอากาศระยะไกล (พยากรณ์ล่วงหน้ามากกว่า 5 วัน)
- จัดหาข้อมูลพยากรณ์สภาพอากาศจากผู้ให้บริการข้อมูลของเอกชนที่น่าเชื่อถือ ได้แก่ บริษัท Offshore Weather Services Pty.Ltd. (OWS) ซึ่งมีการใช้งานกันอย่างเพร่หลายสำหรับบริษัทที่ปฏิบัติงาน Offshore เช่น ปตท.สผ. , Chevron และ SPRC เป็นต้น
- บริษัทผู้ให้บริการ รายงานข้อมูลสภาพอากาศให้ทราบ ในเวลา 06.00 และ 18.00 ของทุกวัน โดยในรายงานการพยากรณ์อากาศนั้น จะทำนายสภาพอากาศและลักษณะท้องทะเลล่วงหน้า 5 วัน ซึ่งจะมีการส่งรายงาน ให้ผู้ปฏิบัติงานและผู้เกี่ยวข้องของบริษัทฯ ทราบ ผ่านระบบอีเมล เพื่อเป็นข้อมูลในการติดตามและวางแผนในการปฏิบัติงาน ซึ่งหากความเร็วลมถึง 25 นอต หรือเห็นกลุ่มเมฆฝนจะพิจารณาเลื่อนการนำเรือเข้าเทียบทุ่น นอกจากนี้ OWS ยังมีการแจ้งเตือนสภาพอากาศวิกฤต (Squall warning) ผ่านทางอีเมลทันทีที่มีการตรวจจับสถานการณ์ได้ โดยจะเป็นการแจ้งเตือนล่วงหน้าประมาณ 0.5 – 3 ชั่วโมง
- ในระหว่างวัน กำหนดให้พนักงานของบริษัทฯ ที่ปฏิบัติงานบนเรือ (Berthing Master) ตรวจสอบและติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และการเคลื่อนที่ของกลุ่มเมฆฝน เพิ่มเติมจากแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการพยากรณ์อากาศที่มีความน่าเชื่อถือ ได้แก่ แอปพลิเคชัน Windy การแจ้งเตือนสภาพอากาศวิกฤต (Squall warning) จาก OWS และเรดาร์ตรวจกลุ่มฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อเป็นข้อมูลเสริมในการนำมาประกอบการวางแผนปฏิบัติการเพื่อให้เกิดความปลอดภัยเพิ่มเติม
2. การตรวจสอบติดตามสภาพอากาศระยะกลาง (เฝ้าระวังตลอดเวลา 24 ชม.)
- กำหนดให้เรือทักที่ผูกท้ายเรือใหญ่ และเรือทักที่เตรียมไว้สำหรับตรวจสอบเรดาร์ประจำเรือติดตามกลุ่มเมฆฝนโดยรอบพื้นที่ปฏิบัติงานในรัศมีประมาณ 12 ไมล์ทะเล โดยเฝ้าระวังตลอดเวลา 24 ชม. และรายงานสภาพอากาศให้ Berthing Master ทราบทางวิทยุสื่อสารเพื่อเป็นข้อมูลในการเตรียมการและประกอบการตัดสินใจทุกๆ ครึ่งชั่วโมง
- กำหนดให้ผู้เข้ายามหัวเรือที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและรายงานระยะ ทิศทาง ตำแหน่งทุ่น SBM ตรวจสอบสภาพอากาศและสภาพท้องทะเลโดยรอบพื้นที่ปฏิบัติงาน โดยรายงานให้นายยาม Berthing Master ทราบทุก 30 นาที รวมทั้งรายงานทันทีเมื่อพบว่ามีกลุ่มเมฆฝนเคลื่อนที่เข้ามาใกล้พื้นที่ปฏิบัติงาน
- กำหนดให้นายยามพนักงานของบริษัทฯ ที่ปฏิบัติงานบนเรือ (Berthing Master) ตรวจสอบการก่อตัวของกลุ่มพายุหรือพายุฝนลมแรง (Squall) อย่างกะทันหัน ทุก 1 ชั่วโมง กับทีมปฏิบัติงานที่ห้องควบคุมบนโรงกลั่น เพื่อเป็นข้อมูลในการตรียมการและตัดสินใจในการปฏิบัติตามระเบียบวิธีปฏิบัติที่กำหนด (MMLR-QPR-02 CARGO TRANSFER OPERATION PROCEDURE)
- หยุดการสูบถ่ายน้ำมันดิบ ทำการแจ้งแผนกหน่วยผลิตปฏิบัติการประจำพื้นที่ : งานภายนอกหน่วยกลั่น (Offsite)
- แจ้งเรือกัปตันเรือใหญ่ Standby main engine ตามข้อตกลงเครื่องจักรเรือใหญ๋ต้องพร้อมทำงานภายในไม่เกิน 10 นาที
- แจ้งเรือลากจูง (Tug) ที่ดึงท้ายเรือใหญ่ ให้เตรียมความพร้อม
- เพื่อความปลอดภัย ติดต่อ เรือลากจูงที่จัดจ้างมาเพิ่มเติม Standby tug boat ให้ออกเดินทางมาพร้อมในการสนับสนุนการ ดึง/ดัน ประคองเรือใหญ่
- ทำการถอดท่อน้ำมันดิบทันทีโดยไม่ต้องรอให้ความเร็วลมเปลี่ยนแปลง
- ให้ลูกเรือของเรือบริการ (Shore gang) ลงเรือ เตรียมพร้อมหากต้องมีการออกเรือ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานอย่างยั่งยืน บริษัทฯ โดยหน่วยงานปฏิบัติเพื่อความเป็นเลิศ (Operation Excellence) จะดำเนินการตรวจสอบ (Audit) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พร้อมรายงานผลการตรวจสอบ (Audit) ต่อรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสด้านไฮโดรคาร์บอน (SEVP) เพื่อนำข้อสังเกต (Observation) ที่เกิดขึ้นไปแก้ไขปรับปรุงและพัฒนาต่อไป
เพื่อให้การติดตามและพยากรณ์สภาพอากาศมีความแม่นยำมากขึ้น และสามารถวางแผนการสูบถ่ายน้ำมันดิบ รวมถึงบริหารจัดการกระบวนการสูบถ่ายน้ำมันดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดหมาย และพร้อมรับมือกับสภานการณ์ฉุกเฉิน บริษัทฯ มีแผนที่จะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
1. ด้าน Operational Excellence
- ปรับปรุงระบบสื่อสารโดยการจัดทำระบบแจ้งเตือนสภาพอากาศวิกฤต (Squall Warning) จากการสื่อสารด้วยอีเมล์ เป็นการแจ้งเตือนด้วยแสงและเสียง (Alert) ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่บริษัทฯจัดหาให้ เช่น iPad
- ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น iPad ในการติดตามสภาพอากาศขณะปฏิบัติงาน แรงดึงเชือกผูกเรือ และ แรงดันในระบบ (Pressure) ขณะทำการสูบถ่ายน้ำมันดิบ
- ติดตั้ง CCTV (Closed-Circuit Television) จากทุ่น SBM ไปยังห้องควบคุม (Main Control Building (MCB) -2)
- ร่วมกับกรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ และ/หรือ ศูนย์ควบคุมการจราจรและความปลอดภัยทางทะเล (ศจป.) หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่เหมาะสม จัดทำประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกัน ในการให้ความรู้ และพัฒนาระบบการเตือนสภาพอากาศ
2. ด้าน Emergency Excellence
- จัดทำการประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับ การปฏิบัติในสถานการณ์ฉุกเฉินและ การฝึกอบรมสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกๆคน ( Emergency workshop for final workflow and training program) และทบทวนความเหมาะสม ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉิน
- ซ้อมแผนฉุกเฉินร่วมกับหน่วยงานราชการ เช่น กรมเจ้าท่า กองทัพเรือ และหน่วยงานเอกชนสนับสนุนการขจัดคราบน้ำมัน เช่น สมาคม IESG อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
บริษัทฯ ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13 (สคพ.13) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช) กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ เป็นต้น ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา ในการกำหนดจุดเก็บตัวอย่าง พารามิเตอร์ที่ใช้ในการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น คุณภาพน้ำทะเล ตะกอนดิน สัตว์หน้าดิน ปลาวัยอ่อน แพลงก์ตอนพืชและสัตว์ รอบพื้นที่เกิดเหตุและพื้นที่ที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหล ซึ่งเก็บตัวอย่างโดยบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมอิสระ และวิเคราะห์ผลการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาเทียบกับฐานข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากมหาวิทยาลัยบูรพา
และเพื่อยกระดับการดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ มีจัดทำโครงการศึกษาความหลากหลายของระบบนิเวศวิทยา (Biodiversity) ทั้งพืชและสัตว์รอบบริเวณพื้นที่โครงการโดยผู้เชี่ยวชาญ เป็นระยะเวลา 5 ปีต่อเนื่อง (2566 – 2570) เพื่อสร้างความมั่นใจว่าน้ำมันที่รั่วไหลและน้ำยากระจายคราบน้ำมัน (Oil dispersant) จะไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ปี 2568
ผลการดำเนินงาน
โครงการที่โดดเด่น
ในปี 2567 กลุ่มไทยออยล์ได้นำโครงการพัฒนาและยกระดับการบริหารจัดการต่อสภาวะไม่ปกติและสถานการณ์ฉุกเฉินทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ดำเนินการพัฒนาแล้วเสร็จมาใช้งานจริง เช่น
กลุ่มไทยออยล์ได้ร่วมกับฝ่ายนวัตกรรมของบริษัท ปตท. ทำการศึกษาและทดลองนำระบบ Electronic Nose (E-nose)
กลุ่มไทยออยล์ได้ร่วมกับฝ่ายนวัตกรรมของบริษัท ปตท. ทำการศึกษาและทดลองนำระบบ Electronic Nose (E-nose) มาช่วยเฝ้าระวัง ตรวจจับ และแจ้งเตือนกลิ่นที่เกิดจากกระบวนการผลิตและกิจกรรมอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อพนักงาน
ปี 2568
ผลการดำเนินงาน
Vel pretium dolor tellus id purus felis tellus cursus. Amet turpis vel enim aliquet maecenas. Egestas nulla urna suspendisse cursus aliquam mauris facilisis.
แนวทางการบริหารจัดการ
กลุ่มไทยออยล์ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตของธุรกิจที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเคียงข้างชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายในการควบคุมคุณภาพอากาศ ได้แก่ ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ออกไซด์ของซัลเฟอร์ (SOx) สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) และฝุ่นละออง (PM) เป็นต้น ตั้งแต่การออกแบบ โดยเลือกและติดตั้งเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงในระดับสากล มาใช้ในการควบคุมกระบวนการผลิตที่เป็นเลิศ ตลอดจนมีการเฝ้าระวังและตรวจวัดคุณภาพอากาศบริเวณแหล่งกำเนิด และคุณภาพอากาศในบรรยากาศบริเวณพื้นที่โดยรอบตามแผนที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอ และนำเทคโนโลยีการตรวจสอบคุณภาพอากาศที่มีการตรวจวัดและแสดงผลแบบเป็นปัจจุบัน (Real Time) รวมถึงมีการติดตามผลการดำเนินงานด้านคุณภาพอากาศตามวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากล (International Best Practice) และได้รับการทวนสอบและรับรองระบบการบริหารจัดการและการรายงานผลข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมโดยหน่วยงานภายนอกเป็นประจำทุกปี
การจัดการออกไซด์ของไนโตรเจนและออกไซด์ของซัลเฟอร์ (NOx และ SOx)
กลุ่มไทยออยล์ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและกำหนดมาตรการป้องกัน เพื่อควบคุมการปลดปล่อย NOx และ SOx จากกระบวนการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเป็นหลัก เพื่อควบคุมและลดปริมาณการปลดปล่อย กลุ่มไทยออยล์ได้เลือกและติดตั้งเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงในระดับสากลและเดินเครื่องระบบ Sulphur Recovery Unit (SRU) ต่อเนื่องตลอดเวลา ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการนำกำมะถันจากก๊าซเสียกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์กำมะถันเหลวที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ต่อได้ ทดแทนการปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม อีกทั้งเปลี่ยนเทคโนโลยีของหัวเผา (Burner) เป็น Ultra-Low NOx Burner ของหัวเผาทั้งหมดที่สามารถเปลี่ยนทดแทนเทคโนโลยีเดิมได้ตั้งแต่ปี 2553 เพื่อลดการปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจนจากการเผาไหม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนควบคุมสัดส่วนการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ปล่อยมลพิษต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการใช้เชื้อเพลิงที่ปล่อยมลพิษสูง และดำเนินโครงการติดตามกลุ่มควันจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง (White Smoke Monitoring) อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองและบริหารจัดการตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นของการผิดปกติ ไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน นอกจากนี้ ยังมีการตรวจวัดคุณภาพอากาศที่แหล่งกำเนิดและคุณภาพอากาศในบรรยากาศบริเวณพื้นที่ชุมชนโดยรอบ โดยเลือกใช้เทคโนโลยีการตรวจสอบคุณภาพอากาศ Continuous Emission Monitoring System (CEMS) และ Air Quality Management System (AQMS) ตามลำดับ และการตรวจวัดโดยผู้ตรวจสอบคุณภาพอากาศจากหน่วยงานภายนอก ตลอดจนมีการรายงานผลผ่าน Environmental Daily Dashboard ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นประจำทุกวัน ส่งผลให้ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์สามารถควบคุมการปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจนและออกไซด์ของซัลเฟอร์ได้ดีกว่าค่ามาตรฐานและค่าเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้
โครงการพลังงานสะอาดมีการขยายกำลังการกลั่นน้ำมันจาก 275,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ปริมาณของการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SOx) ของกลุ่มไทยออยล์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การขยายกำลังการกลั่นน้ำมันนี้ ทำให้กลุ่มไทยออยล์สามารถสร้างความได้เปรียบทางขนาด (Economies of Scale) ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความยืดหยุ่นในการกลั่นน้ำมันดิบประเภทต่างๆ รวมถึงสามารถเพิ่มกำลังการกลั่นน้ำมันดิบได้สูงถึงร้อยละ 40-50 นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถเปลี่ยนน้ำมันเตาให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง เช่น น้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) และน้ำมันดีเซล โดยคาดว่าจะสามารถลดการใช้น้ำมันเตาและลดการปล่อยปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้ต่อไปในอนาคต
นอกจากนั้น ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ยังคงดำเนินโครงการเพื่อควบคุม SOx และ NOx เพิ่มเติม เช่น
- กลุ่มไทยออยล์ได้เล็งเห็นความสำคัญในการควบคุมคุณภาพอากาศจากปล่องระบาย ไม่ว่าจะเป็นพารามิเตอร์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) , ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx), คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO), Total Suspended Particulate (TSP) เป็นต้น จึงได้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ CEMs (Continuous Emission Monitoring System) เพื่อรายงานค่า Emission ตลอด 24 ชั่วโมง ให้ครบทุกปล่องระบาย โดยจะติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในปี 2570
การจัดการสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs)
กลุ่มไทยออยล์ควบคุมสารอินทรีย์ระเหยง่าย โดยประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม กำหนดมาตรการป้องกันและติดตามตรวจสอบการระบายของสารอินทรีย์จากแหล่งกำเนิดต่างๆ ของกระบวนการผลิตที่ครอบคลุมการปล่อยจากหอเผาทิ้ง (Flare) การเผาไหม้เชื้อเพลิง (Combustion) ถังกักเก็บ (Tank) การขนถ่ายผลิตภัณฑ์ (Loading) ระบบบำบัดน้ำเสีย (Effluent Treatment Plant: ETP) และการรั่วซึมจากกระบวนการผลิต (Fugitives) ผ่านการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ (Operational Excellence) เช่น
- หอเผาทิ้ง (Flare): ทบทวนประสิทธิภาพของหอเผาทิ้ง ซ่อมบำรุง และควบคุมเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ส่งผลให้ต้องระบายสารอินทรีย์ระเหยง่ายออกสู่หอเผาทิ้ง
- ถังกักเก็บ การขนถ่ายผลิตภัณฑ์: เลือกใช้ประเภทของถังกักเก็บที่เหมาะสมกับสาร หรือน้ำมันที่บรรจุ และติดตั้ง Vapor Recovery Unit (VRU) ที่มีประสิทธิภาพสูงถึงร้อยละ 99 เพื่อบำบัดสารอินทรีย์ระเหยง่ายจากการขนถ่ายผลิตภัณฑ์ตลอดเวลา
- ระบบบำบัดน้ำเสีย: ดำเนินตรวจติดตามสารอินทรีย์ระเหยง่ายจากระบบบำบัดน้ำเสียเป็นประจำ เพื่อหาโอกาสในการปรับปรุง อันนำมาสู่โครงการศึกษาปิดคลุมระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการติดตั้งระบบ RTO (Regenerative Thermal Oxidizer) เพื่อลดการระบายสาร VOCs ออกสู่สิ่งแวดล้อมได้
- การรั่วซึมจากกระบวนการผลิต: ควบคุมและติดตามตรวจสอบการระบายผ่านการใช้กล้องตรวจจับการระบายของสารอินทรีย์ระเหยง่าย เพื่อค้นหาจุดรั่วซึมที่สอดคล้องกับข้อกำหนด กฎหมาย และมาตรฐานสากล ที่มีการกำหนดมาตรการในการลดที่สอดคล้องกับ S. Environmental Protection Agency (US EPA) ตั้งแต่ปี 2555 เพื่อหาโอกาสในการปรับปรุงเพื่อหยุดการรั่วซึม
- มาตรการลด VOCs ในงานซ่อมบำรุง: ปรับปรุงระเบียบวิธีปฏิบัติงานซ่อมบำรุงให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติที่ดี (Best Practice) โดยควบคุมทุกกิจกรรมให้มีการปลดปล่อย VOCs น้อยกว่าค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งยังมีการตรวจวัด VOCs ริมรั้วกลุ่มไทยออยล์ขณะที่มีการซ่อมบำรุงเพื่อเป็นการเฝ้าระวังค่า VOCs ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตลอดระยะเวลาการซ่อมบำรุงอีกด้วย
นอกจากนั้น ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ยังคงดำเนินโครงการเพื่อควบคุมสารอินทรีย์ระเหยง่ายเพิ่มเติม เช่น
- หลังจากที่กลุ่มไทยออยล์ได้พัฒนาอุปกรณ์ที่เรียกว่า “Scrubber Unit Machine” โดยนำ Wet & Dry Scrubber Technologies มาช่วยลดการระบาย VOCs ให้ต่ำกว่า 500 ppm ก่อนทำการเปิดถังกักเก็บน้ำมันเพื่อซ่อมบำรุง และได้นำมาใช้งานจริงในงานซ่อมบำรุงถังเก็บน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วนั้น หน่วยงานนวัตกรรมยังได้พัฒนาสารเคมี ได้แก่ DBTX10 ที่ช่วยเร่งการกำจัดสาร VOCs ให้ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเติมสารเคมีดังกล่าวลงในอุปกรณ์ Wet Scrubber ที่ได้มีการนำมาประยุกต์ใช้จริงในปัจจุบัน
การจัดการฝุ่นละออง
คณะทำงาน “PM 2.5 Taskforce” ติดตามสถานการณ์และร่วมกันกำหนดแนวทางการดำเนินงาน ผลักดัน สื่อสารกิจกรรมดูแลควบคุมฝุ่น PM 2.5 อย่างต่อเนื่อง ภายใต้มาตรการ 4Cs คือ Control (ควบคุม) Contain (จำกัด) Clean (ทำให้สะอาด) และ Check (ตรวจสอบ) มาใช้ในการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่แหล่งกำเนิด เช่น อาคารสำนักงาน กระบวนการผลิต โครงการก่อสร้าง และพื้นที่ชุมชน ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมและมาตรการของภาครัฐ ทั้งยังมีการตรวจวัดค่าฝุ่นละอองทั้ง PM 10 และ PM 2.5 เป็นประจำ ผ่าน Air Quality Management System (AQMS) รวมถึงการประยุกต์ใช้เครื่องมือวัด PM 2.5 ได้แก่ NONG PIM ติดตั้งทั้งภายในอาคารและภายนอกอาคารทั่วพื้นที่ปฏิบัติงาน อีกทั้งยังมีการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบภายนอก รวมถึงมีการสื่อสารมาตการการจัดการ PM 2.5 ผ่าน ENVI E-Newsletter ให้พนักงานรับทราบเป็นประจำ
ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ได้ดำเนินโครงการต่างๆ ภายใต้มาตรการ 4Cs ตัวอย่างเช่น
- C-1 Control: ควบคุมคุณภาพอากาศให้ดีกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนด ควบคุมปริมาณการใช้รถและใช้ถนน เช่น การรณรงค์ให้ใช้ Pool Car รับ-ส่ง ของบริษัทมากขึ้น การเปลี่ยน Spec รถ Pool Car เป็นรถไฟฟ้า การใช้กลยุทธ์ Fast & Flow ในการบริหารการจราจรให้คล่องตัว การควบคุมและตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ ควันดำ ควบคุมการปิดคลุมผ้าใบสำหรับรถขนส่งดินและวัสดุอื่นๆ
- C-2 Contain: จัดกิจกรรมดูแลฝุ่น พรมน้ำเพื่อลดการฟุ้งกระจายและสะสมของฝุ่น ติดตั้งตาข่ายกันฝุ่น ปิดคลุมผ้าใบกันฝุ่นจากรถขนส่ง มีบ่อสำหรับล้างล้อรถยนต์ในโครงการก่อสร้าง ติดตั้งฝอยน้ำ (Water Spray) และจัดเตรียมหน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 ที่เพียงพอสำหรับพนักงานและผู้รับเหมาที่จำเป็นต้องใช้และอยู่ในพื้นที่เสี่ยง
- C-3 Clean: กำหนดมาตรการทำความสะอาดภายในอาคาร สถานีขนจ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันทางรถยนต์ (Lorry Loading) และโครงการก่อสร้าง เช่น ทำความสะอาดพรม ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ จัด กิจกรรม 5ส. กิจกรรม Big Cleaning Day และการทำความสะอาดผิวถนนภายในพื้นที่กลุ่มไทยออยล์และชุมชนเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมพรมน้ำควบคุมฝุ่นที่ถนนสุขุมวิทของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ
- C-4 Check: ตรวจติดตามผลการดำเนินการตามมาตรการ (Site Audit) โดยติดตามผลการตรวจวัดฝุ่นในบรรยากาศ ทั้งจากสถานีของกรมควบคุมมลพิษ (Pollution Control Department: PCD) สถานี TOP AQMS และเครื่องตรวจวัด PM 5 NONG PIM ทั้งภายนอกและภายในอาคารอย่างใกล้ชิด
C-1 Control
ควบคุมคุณภาพอากาศให้ดีกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนด ควบคุมปริมาณการใช้รถและใช้ถนน เช่น การรณรงค์ให้ใช้ Pool Car รับ-ส่ง ของบริษัทมากขึ้น การเปลี่ยน Spec รถ Pool Car เป็นรถไฟฟ้า การใช้กลยุทธ์ Fast & Flow ในการบริหาร การจราจรให้คล่องตัว การควบคุมและตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ ควันดำ ควบคุมการปิดคลุมผ้าใบสำหรับรถขนส่งดินและวัสดุอื่นๆ
C-2 Contain
จัดกิจกรรมดูแลฝุ่นทางเดิน พรมน้ำเพื่อลดการฟุ้งกระจายและสะสมของฝุ่น ติดตั้งตาข่ายกันฝุ่น ปิดคลุมผ้าใบกันฝุ่นจากรถขนส่ง มีบ่อสำหรับล้างล้อรถยนต์ในโครงการก่อสร้าง ติดตั้งฝอยน้ำ (Water Spray) และจัดเตรียมหน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 ที่เพียงพอสำหรับพนักงานและผู้รับเหมาที่จำเป็นต้องใช้และอยู่ในพื้นที่เสี่ยง
C-3 Clean
กำหนดมาตรการทำความสะอาดภายในอาคาร สถานีขนจ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันทางรถยนต์ (Lorry Loading) และโครงการก่อสร้าง เช่น ทำความสะอาดพรม ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ จัด กิจกรรม 5ส. กิจกรรม Big Cleaning Day และกิจกรรม TOP Green Road เป็นต้น รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมพรมน้ำควบคุมฝุ่นที่ถนนสุขุมวิทของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ
C-4 Check
ตรวจติดตามผลการดำเนินการตามมาตรการ (Site Audit) โดยติดตามผลการตรวจวัดฝุ่นในบรรยากาศ ทั้งจากสถานีของกรมควบคุมมลพิษ (Pollution Control Department: PCD) สถานี TOP AQMS Lorry และเครื่องตรวจวัด PM 2.5 NONG PIM ทั้งภายนอกและภายในอาคารอย่างใกล้ชิด
ปี 2568
ผลการดำเนินงาน
Vel pretium dolor tellus id purus felis tellus cursus. Amet turpis vel enim aliquet maecenas. Egestas nulla urna suspendisse cursus aliquam mauris facilisis.