Skip links

การบริหารจัดการผลกระทบ
ด้านสิ่งแวดล้อม

ความท้าทาย ความเสี่ยง

และผลกระทบ 

กลุ่มไทยออยล์ดําเนินการทบทวนความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในรอบด้านเป็นประจําทุกปี โดยในปี 2568 นอกจากความท้าทายเรื่องด้านการจัดการคุณภาพอากาศ อาทิ กฎหมายและมาตรการควบคุมคุณภาพอากาศ (clean air act) ที่กำหนดกลไกในการบริหารจัดการและควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เกิดมลพิษทางอากาศในทุกมิติ รวมถึงกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศเชิงพื้นที่ ซึ่งอยู่ในกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมาย และกฎระเบียบเกี่ยวกับการควบคุมการระบายไอสารอินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds: VOCs) การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจหมุนเวียน การเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาวะภัยแล้งของประเทศ และการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณกลุ่มไทยออยล์

นอกจากนี้ ความเสี่ยงและความท้าทายของกลุ่มไทยออยล์อีกประเด็น คือ การดำเนินกิจการของกลุ่มไทยออยล์ให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด โดยเป็นความเสี่ยงที่ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ดังนั้น กลุ่มไทยออยล์จึงได้ยกระดับการบริหารงานโครงการก่อสร้างต่างๆ หรือการควบคุมกระบวนการผลิตไม่ให้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชน ผ่านกระบวนการจัดการด้านความยั่งยืน หรือด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (Environment, Social, and Governance: ESG) อย่างต่อเนื่อง ด้วยการปรับกระบวนการทำงานและระเบียบวิธีปฏิบัติงานที่ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ครอบคลุมทั้งโครงการก่อสร้างทุกขนาดภายในกลุ่มไทยออยล์ และควบคุมกระบวนการผลิตในปัจจุบันให้อยู่ในสภาวะปกติ รวมถึงให้ความสำคัญการตรวจสอบความสอดคล้องในการปฏิบัติตามระเบียบวิธีปฏิบัติและข้อกำหนดต่างๆ และการเตรียมความพร้อมรองรับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ

ความมุ่งมั่น และเป้าหมาย

กลุ่มไทยออยล์ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับแนวโน้มและทิศทางของโลก มุ่งสู่การเป็นธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมกับความใส่ใจสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบ และสร้างโอกาสทางธุรกิจในระยะยาวเคียงข้างชุมชน

ตามแนวทางการจัดการด้านความยั่งยืน หรือ ESG ดังที่ระบุไว้ตั้งแต่ระดับนโยบาย และประยุกต์ใช้ระบบการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและสากลมาใช้ในการกำกับดูแลและยกระดับระบบบริหารจัดการและแผนแม่บทด้านสิ่งแวดล้อม โดยตั้งแต่ปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ได้ยกระดับการความมุ่งมั่นด้านนโยบายคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม และการจัดการพลังงาน กลุ่มไทยออยล์ (Thaioil Group Quality, Security, Safety, Occupational Health, Environment and Energy Management Policy) โดยได้รับการพิจารณาและลงนามจากคณะกรรมการบริษัทฯ (Board of Directors) เพื่อผลักดันการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างต่อเนื่อง

เป้าหมาย

ข้อร้องเรียนจากชุมชนที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Number of community complaints on environmental impact)

เป้าหมายปี 2568

จำนวน

0

ข้อร้องเรียน


เป้าหมายระยะยาวปี 2573

จำนวน

0

ข้อร้องเรียน

การตอบสนองต่อข้อกังวลของผู้มีส่วนได้เสีย (VOS (Voice of Stakeholder) Response)


เป้าหมายปี 2568

ร้อยละ

100



เป้าหมายระยะยาวปี 2573

ร้อยละ

100

ข้อร้องเรียนด้านอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม


เป้าหมายปี 2568

จำนวน

0


ข้อร้องเรียน

เป้าหมายระยะยาวปี 2573


จำนวนข้อร้องเรียน

0

การปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่สอดคล้องต่อกฎหมาย



เป้าหมายปี 2568

จำนวน

0

กรณี

เป้าหมายระยะยาวปี 2573

จำนวน

0

กรณี

การปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องในระดับ Major ตามมาตรฐาน ISO 14001: 2015
(Major Non-compliance)


เป้าหมายปี 2568

จำนวน

0

กรณี

เป้าหมายระยะยาวปี 2573

จำนวน

0

กรณี

การปฏิบัติตามธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่เป็นเลิศของโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมและปิโตรเคมี



เป้าหมายปี 2568


ร้อยละ

100


เป้าหมายระยะยาวปี 2573


ร้อยละ

100

การรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมีอย่างมีนัยสำคัญสู่สิ่งแวดล้อม



เป้าหมายปี 2568

จำนวน

0

กรณีรั่วไหล

เป้าหมายระยะยาวปี 2573

จำนวน

0

กรณีรั่วไหล

แนวทางการบริหารจัดการ

และผลการดำเนินงาน

การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม

กลุ่มไทยออยล์ได้กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบในการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม และการจัดการพลังงาน (Quality, Security, Safety, Occupational Health, Environment and Energy Management Policy หรือ QSHE) โดยมีเป้าหมายเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยบทบาทและความรับผิดชอบดังกล่าวครอบคลุมถึงผู้บริหารและพนักงานทุกระดับ ดังนี้

(1) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่

  • กำหนดบทบาท ความรับผิดชอบ และหน้าที่ของทุกระดับการปฏิบัติงานภายในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท
  • แต่งตั้งผู้แทนปฏิบัติงานตามลำดับบังคัญบัญชาที่เหมาะสม พร้อมทั้งสื่อสารการแต่งตั้งดังกล่าวไปยังพนักงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตามข้อกำหนดของระบบการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง
  • ตรวจสอบเอกสารคู่มือระบบการจัดการและระเบียบวิธีปฏิบัติงานที่จัดทำและสื่อสารให้พนักงานรับทราบอย่างเหมาะสม ผ่านสายบังคับบัญชาและการฝึกอบรม โดยเอกสารดังกลาวจะถูกจัดเก็บในฐานข้อมูลกลางของกลุ่มไทยออยล์ เพื่อให้พนักงานทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก
  • แต่งตั้งผู้จัดการระบบคุณภาพเพื่อเป็นตัวแทนผู้บริหารระบบ QSHE (QSHE-MR) ตามโครงสร้างองค์กร โดยมีความรับผิดชอบดังนี้
    • พัฒนา นำไปใช้ และดูแลรักษาระบบการจัดการและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
    • ส่งเสริมให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย รวมถึงเข้าใจและปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายและข้อกำหนดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการ 
    • รายงานผลการดำเนินงานของระบบการจัดการ QSHE ต่อทีมผู้บริหาร เพื่อการพิจารณาและเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

(2) ผู้บริหารทุกระดับและผู้จัดการฝ่าย

  • กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการ QSHE อย่างชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการปฏิบัติงานบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย และสามารถตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย
  • จัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ ทั้งด้านทรัพยากรบุคลากร ทักษะความสามารถ สิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมและดูแลรักษาระบบอย่างมีประสิทธิภาพ
  • กำหนดแนวทางที่ชัดเจนและสื่อสารไปยังพนักงานและผู้รับเหมาทุกระดับ เพื่อให้เข้าใจและปฏิบัติตามนโยบาย QSHE อย่างเคร่งครัด

(3) พนักงานและผู้รับเหมา

  • พนักงานและผู้รับเหมาทุกระดับต้องเข้าใจและปฏิบัติตามนโยบาย QSHE อย่างเคร่งครัด เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางการบริหารจัดการ

กลุ่มไทยออยล์มุ่งเน้นความรับผิดชอบ 3 ด้านหลัก คือ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) ด้านสังคม (Social) และด้านการกำกับดูแลกิจการ (Governance) หรือ ESG และประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในการขับเคลื่อนธุรกิจขององค์กร โดยกำหนดกลยุทธ์และแผนแม่บทด้านสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมตั้งแต่ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อการเติบโตของธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่ของกระบวนการผลิต

กลยุทธ์ระยะยาว

เพื่อผลักดันการเติบโตของธุรกิจกลุ่มไทยออยล์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสร้างโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจในระยะยาว แบ่งเป็น 2 กลยุทธ์หลัก คือ กลยุทธ์การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) และกลยุทธ์เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมีโครงสร้างในการกำกับดูแลการดำเนินงานที่ชัดเจน

กลยุทธ์ระยะสั้นถึงระยะกลาง

เพื่อควบคุมและป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่แหล่งกำเนิด การผลักดันการดำเนินงานด้าน ESG ที่มีความยืดหยุ่น พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงและสอดคล้องกับแนวโน้มและทิศทางของโลกและกลยุทธ์ทางธุรกิจในระยะยาว โดยขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์การบริหารจัดการ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางธุรกิจ O2Bx (Operation Excellence to Business Excellence) และนำโมเดล “Refinery in The City” มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ 3 ด้าน คือ การบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Management) การสร้างสรรค์คุณค่าธุรกิจสู่สังคม (Social Management) และการดำเนินงานที่สอดคล้องกับข้อกำหนดกฎหมาย-ธรรมาภิบาล (Governance Compliance) นอกจากนี้ เพื่อผลักดันการบริหารจัดการสู่ความเป็นเลิศทั้ง 3 ด้านข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มไทยออยล์ได้ดำเนินการตามแนวทางการบริหารจัดการที่เรียกว่า “New CARE Concept” ดังนี้

CARE Concept

C

C–Control of Impact

ควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในด้านต่างๆ ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดกฎหมาย พร้อมยกระดับการบริหารจัดด้านสิ่งแวดล้อมผ่านระบบใบอนุญาตการทำงาน Permit to Work-Job Safety Environmental Analysis (JSEA) เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากแหล่งกำเนิดต่อชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบจากกิจกรรมการผลิต รวมทั้งการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมช่วงการซ่อมบำรุงใหญ่หรือ Major Turnaround (MTA) ผ่านการจัดการแบบ Green MTA พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมรองรับโครงการพลังงานสะอาด (Resuming Clean Fuel Project (CFP) Construction) ที่กลับเข้าสู่เฟสการก่อสร้างอีกครั้ง การเตรียมความพร้อมเรื่องการรับเรื่องร้องเรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญ พร้อมนำกระบวนการ VOS (Voice of Stakeholder) ใหม่มาปรับใช้ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของชุมชนโดยรอบ (Community Engagement)

A

A– Associate

เสริมสร้าง พัฒนาเครือข่ายให้แข็งแกร่ง ผ่านการสื่อสารให้ผู้มีส่วนได้เสียและสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินการป้องกันและลดผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์ด้วยนโยบายความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน สังคม ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

R

R– Refine Stakeholder Relationship

สร้างความเชื่อมั่นให้ชุมชนกับผู้มีส่วนได้เสียจากระดับผู้บริหารในการเข้าร่วมกิจกรรมชุมชน การลงพื้นที่ชุมชนอย่างใกล้ชิด รับฟังปัญหา และสื่อสารการดำเนินการของเราอย่างต่อเนื่อง เน้นสื่อสารไปอย่างรวดเร็ว เราร่วมเสริมสร้างการสื่อสารเชิงกลยุทธ์และความร่วมมือกับสื่อมวลชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นจากสาธารณชน

E

E– Enhance Quality of Life

สร้างคุณค่าสู่สังคมผ่านแนวคิด Partner for Life CSR เพื่อปลูกฝังจิตสาธารณะและความรับผิดชอบต่อสังคมของพนักงาน และส่งเสริม “วัฒนธรรมจิตอาสา” และกระตุ้นพนักงานให้สร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ เกิดเป็น “การเชื่อมโยงคุณค่าสู่สังคม”

กลุ่มไทยออยล์ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส ตอบแทนผลประโยชน์ให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและความสุขของชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมเชิงรุกที่มีการศึกษาประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ทั้งภายนอกและภายใน (Environmental Outlook) ให้สอดรับกับความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ (Stakeholder Need and Expectation) เช่น ชุมชน เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้บริหาร พนักงานผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ข้อกำหนด กฎหมาย และมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมของโลก (Mega Trend) เป็นต้น โดยนำมาวิเคราะห์หาโอกาสในการปรับปรุงและยกระดับแผนการดำเนินงานสิ่งแวดล้อม 5 ปี หรือที่เรียกว่า “แผนแม่บทสิ่งแวดล้อม 5 ปี (5 Years Environmental Master Plan)” เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานและขับเคลื่อนการบริหารจัดการความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่มไทยออยล์ ตลอดจนเพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้

กลุ่มไทยออยล์มีการส่งเสริมความรู้ด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมให้แก่พนักงานที่สอดคล้องกับนโยบายและแนวปฏิบัติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของบริษัทฯ เช่น การอบรมด้านภาษีคาร์บอน การอบรมด้านการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ การอบรมด้านการจัดทำฐานข้อมูลคาร์บอนฟุตปรินต์องค์กรและคาร์บอนฟุตปรินต์ผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการอบรมตามกฎหมาย ได้แก่ ผู้จัดการสิ่งแวดล้อมและผู้ปฏิบัติงานสิ่งแวดล้อมประจำระบบบำบัดมลพิษ ซึ่งบริษัทฯ จะมีการดำเนินการต่อเนื่องในทุกปี เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับพนักงานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กลุ่มไทยออยล์ได้นำระบบการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและสากลมาประยุกต์ใช้ เช่น ระบบมาตรฐาน ISO 14001 โดยสามารถดูหลักฐานการตรวจสอบระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) ตามมาตรฐาน ISO 14001 ของสถานที่ปฏิบัติงานทั้งหมดได้ที่หน้าเว็บไซต์ของบริษัทhttps://www.thaioilgroup.com/about/management-system/ แนวทางปฏิบัติตามธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่เป็นเลิศ ระบบมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม CSR (ISO 26000) ภายใต้โครงการ CSR–DIW ระบบการจัดการสู่ความเป็นเลิศ Operational Excellence Management System (OEMS) ของกลุ่ม ปตท. แนวทางการจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ มาตรฐานการรายงาน Global Reporting Initiative (GRI) และแนวทางปรับปรุงสู่การเป็นเลิศตามผลการประเมินดัชนีความ ยั่งยืนระดับโลก Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) เป็นต้น มาใช้กำกับและพัฒนาระบบการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การกำหนดมาตรการควบคุม ป้องกันและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การควบคุมการปฏิบัติ การเฝ้าระวังติดตาม การตรวจสอบ การรายงานผล การกำหนดดัชนีชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ และการปรับปรุงเพื่อพัฒนาและยกระดับระบบการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดห่วงโซ่ของกระบวนการผลิตจนถึงผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมการดำเนินงานในสภาวะต่างๆ ดังนี้

กลุ่มไทยออยล์ทบทวนความเสี่ยง ประเด็นสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรการควบคุมป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมของกระบวนการผลิตตั้งแต่แหล่งกำเนิดเป็นประจำทุกปี หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ อีกทั้งยังได้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านแผนแม่บทด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินงานที่ครอบคลุมด้านต่างๆ ได้แก่

  • การกำกับดูแลกิจการที่ดี
  • ขั้นตอน/ แนวทางการปฏิบัติงานด้านสิ่งแวดล้อม
  • กลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
  • การบริหารจัดการประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ
  • ความหลากหลายทางชีวภาพ
  • การบริหารจัดการคู่ค้าและผู้รับเหมา
  • การดำเนินการและการตรวจสอบความสอดคล้อง
  • การบริหารจัดการฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม

สำหรับโครงการขยายหน่วยกลั่น กลุ่มไทยออยล์ใช้หลักเกณฑ์ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Standard Specification) ที่ครอบคลุมข้อกำหนด กฎหมาย แนวทางการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ (Best Practice) และมุมมองของผู้มีส่วนได้เสียอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้หลักเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นกรอบในการปฏิบัติงานในโครงการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Construction) ที่สามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง

โครงการที่โดดเด่น

ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ดำเนินการโครงการต่างๆ เพิ่มเติม เช่น

• การประยุกต์ใช้หลักการปฏิบัติที่ดี (Best Practice) เพื่อลดการระบายและลดการสูญเสียสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ผ่านงานซ่อมบำรุงกระบวนการผลิต และการซ่อมบำรุงถังอย่างต่อเนื่อง
• การบริหารจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในช่วงการซ่อมบำรุงใหญ่หรือ Major turnaround (MTA) ผ่าน Green MTA เน้นควบคุม HC/Gas free, ประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมผ่าน JSEA (Job Safety Environment Analysis), ควบคุมควันดำจากหอเผาทิ้ง (Flare) และจัดหาพื้นที่จัดวางกากของเสียและกำหดระยะเวลาส่งกำจัดภายน 90 วัน รวมทั้งการเตรียมความพร้อมเรื่องร้องเรียนในช่วง Major Turnaround (MTA)
• พัฒนาระบบติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้วยระบบ Envi Centralize Portal เพื่อควบคุมและติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้แก่ คุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำทิ้ง การจัดการกากของเสีย สถานการณ์น้ำดิบ เป็นต้น

ปี 2568

ผลการดำเนินงาน

Vel pretium dolor tellus id purus felis tellus cursus. Amet turpis vel enim aliquet maecenas. Egestas nulla urna suspendisse cursus aliquam mauris facilisis.

แนวทางการบริหารจัดการ

กลุ่มไทยออยล์ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตของธุรกิจที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเคียงข้างชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายในการควบคุมคุณภาพอากาศ ได้แก่ ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ออกไซด์ของซัลเฟอร์ (SOx) สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) และฝุ่นละออง (PM) เป็นต้น ตั้งแต่การออกแบบ โดยเลือกและติดตั้งเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงในระดับสากล มาใช้ในการควบคุมกระบวนการผลิตที่เป็นเลิศ ตลอดจนมีการเฝ้าระวังและตรวจวัดคุณภาพอากาศบริเวณแหล่งกำเนิด และคุณภาพอากาศในบรรยากาศบริเวณพื้นที่โดยรอบตามแผนที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอ และนำเทคโนโลยีการตรวจสอบคุณภาพอากาศที่มีการตรวจวัดและแสดงผลแบบเป็นปัจจุบัน (Real Time) รวมถึงมีการติดตามผลการดำเนินงานด้านคุณภาพอากาศตามวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากล (International Best Practice) และได้รับการทวนสอบและรับรองระบบการบริหารจัดการและการรายงานผลข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมโดยหน่วยงานภายนอกเป็นประจำทุกปี

การจัดการออกไซด์ของไนโตรเจนและออกไซด์ของซัลเฟอร์ (NOx และ SOx)

กลุ่มไทยออยล์ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและกำหนดมาตรการป้องกัน เพื่อควบคุมการปลดปล่อย NOx และ SOx จากกระบวนการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเป็นหลัก เพื่อควบคุมและลดปริมาณการปลดปล่อย กลุ่มไทยออยล์ได้เลือกและติดตั้งเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงในระดับสากลและเดินเครื่องระบบ Sulphur Recovery Unit (SRU) ต่อเนื่องตลอดเวลา ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการนำกำมะถันจากก๊าซเสียกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์กำมะถันเหลวที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ต่อได้ ทดแทนการปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม อีกทั้งเปลี่ยนเทคโนโลยีของหัวเผา (Burner) เป็น Ultra-Low NOx Burner ของหัวเผาทั้งหมดที่สามารถเปลี่ยนทดแทนเทคโนโลยีเดิมได้ตั้งแต่ปี 2553 เพื่อลดการปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจนจากการเผาไหม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนควบคุมสัดส่วนการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ปล่อยมลพิษต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการใช้เชื้อเพลิงที่ปล่อยมลพิษสูง และดำเนินโครงการติดตามกลุ่มควันจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง (White Smoke Monitoring) อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองและบริหารจัดการตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นของการผิดปกติ ไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน นอกจากนี้ ยังมีการตรวจวัดคุณภาพอากาศที่แหล่งกำเนิดและคุณภาพอากาศในบรรยากาศบริเวณพื้นที่ชุมชนโดยรอบ โดยเลือกใช้เทคโนโลยีการตรวจสอบคุณภาพอากาศ Continuous Emission Monitoring System (CEMS) และ Air Quality Management System (AQMS) ตามลำดับ และการตรวจวัดโดยผู้ตรวจสอบคุณภาพอากาศจากหน่วยงานภายนอก ตลอดจนมีการรายงานผลผ่าน Environmental Daily Dashboard ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นประจำทุกวัน ส่งผลให้ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์สามารถควบคุมการปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจนและออกไซด์ของซัลเฟอร์ได้ดีกว่าค่ามาตรฐานและค่าเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้

โครงการพลังงานสะอาดมีการขยายกำลังการกลั่นน้ำมันจาก 275,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ปริมาณของการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SOx) ของกลุ่มไทยออยล์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การขยายกำลังการกลั่นน้ำมันนี้ ทำให้กลุ่มไทยออยล์สามารถสร้างความได้เปรียบทางขนาด (Economies of Scale) ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความยืดหยุ่นในการกลั่นน้ำมันดิบประเภทต่างๆ รวมถึงสามารถเพิ่มกำลังการกลั่นน้ำมันดิบได้สูงถึงร้อยละ 40-50 นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถเปลี่ยนน้ำมันเตาให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง เช่น น้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) และน้ำมันดีเซล โดยคาดว่าจะสามารถลดการใช้น้ำมันเตาและลดการปล่อยปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้ต่อไปในอนาคต

นอกจากนั้น ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ยังคงดำเนินโครงการเพื่อควบคุม SOx และ NOx เพิ่มเติม เช่น

  • กลุ่มไทยออยล์ได้เล็งเห็นความสำคัญในการควบคุมคุณภาพอากาศจากปล่องระบาย ไม่ว่าจะเป็นพารามิเตอร์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) , ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx), คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO), Total Suspended Particulate (TSP) เป็นต้น จึงได้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ CEMs (Continuous Emission Monitoring System) เพื่อรายงานค่า Emission ตลอด 24 ชั่วโมง ให้ครบทุกปล่องระบาย โดยจะติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในปี 2570

การจัดการสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs)

กลุ่มไทยออยล์ควบคุมสารอินทรีย์ระเหยง่าย โดยประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม กำหนดมาตรการป้องกันและติดตามตรวจสอบการระบายของสารอินทรีย์จากแหล่งกำเนิดต่างๆ ของกระบวนการผลิตที่ครอบคลุมการปล่อยจากหอเผาทิ้ง (Flare) การเผาไหม้เชื้อเพลิง (Combustion) ถังกักเก็บ (Tank) การขนถ่ายผลิตภัณฑ์ (Loading) ระบบบำบัดน้ำเสีย (Effluent Treatment Plant: ETP) และการรั่วซึมจากกระบวนการผลิต (Fugitives) ผ่านการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ (Operational Excellence) เช่น

  • หอเผาทิ้ง (Flare): ทบทวนประสิทธิภาพของหอเผาทิ้ง ซ่อมบำรุง และควบคุมเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ส่งผลให้ต้องระบายสารอินทรีย์ระเหยง่ายออกสู่หอเผาทิ้ง
  • ถังกักเก็บ การขนถ่ายผลิตภัณฑ์: เลือกใช้ประเภทของถังกักเก็บที่เหมาะสมกับสาร หรือน้ำมันที่บรรจุ และติดตั้ง Vapor Recovery Unit (VRU) ที่มีประสิทธิภาพสูงถึงร้อยละ 99 เพื่อบำบัดสารอินทรีย์ระเหยง่ายจากการขนถ่ายผลิตภัณฑ์ตลอดเวลา
  • ระบบบำบัดน้ำเสีย: ดำเนินตรวจติดตามสารอินทรีย์ระเหยง่ายจากระบบบำบัดน้ำเสียเป็นประจำ เพื่อหาโอกาสในการปรับปรุง อันนำมาสู่โครงการศึกษาปิดคลุมระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการติดตั้งระบบ RTO (Regenerative Thermal Oxidizer) เพื่อลดการระบายสาร VOCs ออกสู่สิ่งแวดล้อมได้
  • การรั่วซึมจากกระบวนการผลิต: ควบคุมและติดตามตรวจสอบการระบายผ่านการใช้กล้องตรวจจับการระบายของสารอินทรีย์ระเหยง่าย เพื่อค้นหาจุดรั่วซึมที่สอดคล้องกับข้อกำหนด กฎหมาย และมาตรฐานสากล ที่มีการกำหนดมาตรการในการลดที่สอดคล้องกับ S. Environmental Protection Agency (US EPA) ตั้งแต่ปี 2555 เพื่อหาโอกาสในการปรับปรุงเพื่อหยุดการรั่วซึม
  • มาตรการลด VOCs ในงานซ่อมบำรุง: ปรับปรุงระเบียบวิธีปฏิบัติงานซ่อมบำรุงให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติที่ดี (Best Practice) โดยควบคุมทุกกิจกรรมให้มีการปลดปล่อย VOCs น้อยกว่าค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งยังมีการตรวจวัด VOCs ริมรั้วกลุ่มไทยออยล์ขณะที่มีการซ่อมบำรุงเพื่อเป็นการเฝ้าระวังค่า VOCs ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตลอดระยะเวลาการซ่อมบำรุงอีกด้วย

นอกจากนั้น ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ยังคงดำเนินโครงการเพื่อควบคุมสารอินทรีย์ระเหยง่ายเพิ่มเติม เช่น

  • หลังจากที่กลุ่มไทยออยล์ได้พัฒนาอุปกรณ์ที่เรียกว่า “Scrubber Unit Machine” โดยนำ Wet & Dry Scrubber Technologies มาช่วยลดการระบาย VOCs ให้ต่ำกว่า 500 ppm ก่อนทำการเปิดถังกักเก็บน้ำมันเพื่อซ่อมบำรุง และได้นำมาใช้งานจริงในงานซ่อมบำรุงถังเก็บน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วนั้น หน่วยงานนวัตกรรมยังได้พัฒนาสารเคมี ได้แก่ DBTX10 ที่ช่วยเร่งการกำจัดสาร VOCs ให้ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเติมสารเคมีดังกล่าวลงในอุปกรณ์ Wet Scrubber ที่ได้มีการนำมาประยุกต์ใช้จริงในปัจจุบัน

การจัดการฝุ่นละออง

คณะทำงาน “PM 2.5 Taskforce” ติดตามสถานการณ์และร่วมกันกำหนดแนวทางการดำเนินงาน ผลักดัน สื่อสารกิจกรรมดูแลควบคุมฝุ่น PM 2.5 อย่างต่อเนื่อง ภายใต้มาตรการ 4Cs คือ Control (ควบคุม) Contain (จำกัด) Clean (ทำให้สะอาด) และ Check (ตรวจสอบ) มาใช้ในการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่แหล่งกำเนิด เช่น อาคารสำนักงาน กระบวนการผลิต โครงการก่อสร้าง และพื้นที่ชุมชน ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมและมาตรการของภาครัฐ ทั้งยังมีการตรวจวัดค่าฝุ่นละอองทั้ง PM 10 และ PM 2.5 เป็นประจำ ผ่าน Air Quality Management System (AQMS) รวมถึงการประยุกต์ใช้เครื่องมือวัด PM 2.5 ได้แก่ NONG PIM ติดตั้งทั้งภายในอาคารและภายนอกอาคารทั่วพื้นที่ปฏิบัติงาน อีกทั้งยังมีการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบภายนอก รวมถึงมีการสื่อสารมาตการการจัดการ PM 2.5 ผ่าน ENVI E-Newsletter ให้พนักงานรับทราบเป็นประจำ

ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ได้ดำเนินโครงการต่างๆ ภายใต้มาตรการ 4Cs ตัวอย่างเช่น

  • C-1 Control: ควบคุมคุณภาพอากาศให้ดีกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนด ควบคุมปริมาณการใช้รถและใช้ถนน เช่น การรณรงค์ให้ใช้ Pool Car รับ-ส่ง ของบริษัทมากขึ้น การเปลี่ยน Spec รถ Pool Car เป็นรถไฟฟ้า การใช้กลยุทธ์ Fast & Flow ในการบริหารการจราจรให้คล่องตัว การควบคุมและตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ ควันดำ ควบคุมการปิดคลุมผ้าใบสำหรับรถขนส่งดินและวัสดุอื่นๆ
  • C-2 Contain: จัดกิจกรรมดูแลฝุ่น พรมน้ำเพื่อลดการฟุ้งกระจายและสะสมของฝุ่น ติดตั้งตาข่ายกันฝุ่น ปิดคลุมผ้าใบกันฝุ่นจากรถขนส่ง มีบ่อสำหรับล้างล้อรถยนต์ในโครงการก่อสร้าง ติดตั้งฝอยน้ำ (Water Spray) และจัดเตรียมหน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 ที่เพียงพอสำหรับพนักงานและผู้รับเหมาที่จำเป็นต้องใช้และอยู่ในพื้นที่เสี่ยง
  • C-3 Clean: กำหนดมาตรการทำความสะอาดภายในอาคาร สถานีขนจ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันทางรถยนต์ (Lorry Loading) และโครงการก่อสร้าง เช่น ทำความสะอาดพรม ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ จัด กิจกรรม 5ส. กิจกรรม Big Cleaning Day และการทำความสะอาดผิวถนนภายในพื้นที่กลุ่มไทยออยล์และชุมชนเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมพรมน้ำควบคุมฝุ่นที่ถนนสุขุมวิทของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ
  • C-4 Check: ตรวจติดตามผลการดำเนินการตามมาตรการ (Site Audit) โดยติดตามผลการตรวจวัดฝุ่นในบรรยากาศ ทั้งจากสถานีของกรมควบคุมมลพิษ (Pollution Control Department: PCD) สถานี TOP AQMS และเครื่องตรวจวัด PM 5 NONG PIM ทั้งภายนอกและภายในอาคารอย่างใกล้ชิด

C-1 Control

ควบคุมคุณภาพอากาศให้ดีกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนด ควบคุมปริมาณการใช้รถและใช้ถนน เช่น การรณรงค์ให้ใช้ Pool Car รับ-ส่ง ของบริษัทมากขึ้น การเปลี่ยน Spec รถ Pool Car เป็นรถไฟฟ้า การใช้กลยุทธ์ Fast & Flow ในการบริหาร การจราจรให้คล่องตัว การควบคุมและตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ ควันดำ ควบคุมการปิดคลุมผ้าใบสำหรับรถขนส่งดินและวัสดุอื่นๆ

C-2 Contain

จัดกิจกรรมดูแลฝุ่นทางเดิน พรมน้ำเพื่อลดการฟุ้งกระจายและสะสมของฝุ่น ติดตั้งตาข่ายกันฝุ่น ปิดคลุมผ้าใบกันฝุ่นจากรถขนส่ง มีบ่อสำหรับล้างล้อรถยนต์ในโครงการก่อสร้าง ติดตั้งฝอยน้ำ (Water Spray) และจัดเตรียมหน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 ที่เพียงพอสำหรับพนักงานและผู้รับเหมาที่จำเป็นต้องใช้และอยู่ในพื้นที่เสี่ยง

C-3 Clean

กำหนดมาตรการทำความสะอาดภายในอาคาร สถานีขนจ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันทางรถยนต์ (Lorry Loading) และโครงการก่อสร้าง เช่น ทำความสะอาดพรม ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ จัด กิจกรรม 5ส. กิจกรรม Big Cleaning Day และกิจกรรม TOP Green Road เป็นต้น รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมพรมน้ำควบคุมฝุ่นที่ถนนสุขุมวิทของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ

C-4 Check

ตรวจติดตามผลการดำเนินการตามมาตรการ (Site Audit) โดยติดตามผลการตรวจวัดฝุ่นในบรรยากาศ ทั้งจากสถานีของกรมควบคุมมลพิษ (Pollution Control Department: PCD) สถานี TOP AQMS Lorry และเครื่องตรวจวัด PM 2.5 NONG PIM ทั้งภายนอกและภายในอาคารอย่างใกล้ชิด

ปี 2568

ผลการดำเนินงาน

Vel pretium dolor tellus id purus felis tellus cursus. Amet turpis vel enim aliquet maecenas. Egestas nulla urna suspendisse cursus aliquam mauris facilisis.

เอกสารดาวน์โหลด

นโยบายคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม และการจัดการพลังงาน

เกณฑ์ด้าน ESG สำหรับการลงทุนของไทยออยล์

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การแจ้งข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง การป้องกัน หรือการควบคุมโรคจากสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชน ที่ได้รับหรืออาจได้รับมลพิษ พ.ศ. 2567

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การแจ้งข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง การป้องกัน หรือการควบคุมโรคจากสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชน ที่ได้รับหรืออาจได้รับมลพิษ พ.ศ. 2567

กลุ่มไทยออยล์ได้ร่วมกับฝ่ายนวัตกรรมของบริษัท ปตท. ทำการศึกษาและทดลองนำระบบ Electronic Nose (E-nose)

กลุ่มไทยออยล์ได้ร่วมกับฝ่ายนวัตกรรมของบริษัท ปตท. ทำการศึกษาและทดลองนำระบบ Electronic Nose (E-nose) มาช่วยเฝ้าระวัง ตรวจจับ และแจ้งเตือนกลิ่นที่เกิดจากกระบวนการผลิตและกิจกรรมอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อพนักงาน พนักงานผู้รับเหมา ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้บริษัทฯ สามารถค้นหา หรือชี้บ่งแหล่งกำเนิดของกลิ่นและทำการปรับปรุงแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว 

การทดลองติดตั้งเครื่องมือ E-nose บริเวณกลุ่มไทยออยล์

นักลงทุนสัมพันธ์

ข่าวสารและประกาศ

ติดต่อเรา

ร่วมงานกับเรา

โครงการพัฒนาทักษะด้านกีฬาให้แก่เยาวชน

วัตถุประสงค์

ส่งเสริมคุณภาพชีวิตเยาวชนรอบกลุ่มไทยออยล์และบุตรหลานพนักงานผ่านการฝึกทักษะด้านกีฬา

ประเภทโครงการ

โครงการพัฒนาทักษะด้านกีฬาให้แก่เยาวชน

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ร่วมมือกับสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ดำเนินโครงการเพื่อพัฒนาทักษะด้านกีฬา ส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาทักษะสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพให้แก่เยาวชนในพื้นที่รอบโรงกลั่นและแหลมฉบัง ดังนี้ 1. โครงการ “ช่วยชีวิต ลดวิกฤตการจมน้ำ” ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนในเทศบาลนครแหลมฉบัง และบุตรหลานพนักงาน ได้เรียนรู้ทักษะการว่ายน้ำกับผู้ฝึกสอนจากสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทยและนิสิตจากมหาวิทยาลัยบูรพาตามหลักสูตรที่กำหนดเป็นระยะเวลา 10 วัน รวมถึงได้รับการอบรมเกี่ยวกับการช่วยชีวิตเบื้องต้น (Cardiopulmonary Resuscitation: CPR) เพื่อช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำของเยาวชนไทย ทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนในสังคมช่วยส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางน้ำ มีเยาวชนเข้าร่วม 160 คน 2. โครงการ “ไทยออยล์ปั้นฝันเยาวชนสู่ความเป็นหนึ่ง เพื่อพัฒนาทักษะด้านกีฬาเทเบิลเทนนิส” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยจัดคลินิกเทเบิลเทนนิสให้กับเยาวชนในเทศบาลนครแหลมฉบัง เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านเทเบิลเทนนิส รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจในการมุ่งสู่การเป็นนักกีฬาเทเบิลเทนนิสอาชีพ โดยมีผู้ฝึกสอนระดับทีมชาติจากสมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทยมาสอนทักษะและแบ่งปันประสบการณ์ มีเยาวชนเข้าร่วม 120 คน 3. โครงการ “ไทยออยล์ปั้นฝันเยาวชนสู่ความเป็นหนึ่ง เพื่อพัฒนาทักษะด้านกีฬาวอลเลย์บอล” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยได้ร่วมมือกับสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย จัดคลินิกฝึกสอนทักษะกีฬาวอลเลย์บอลให้กับเยาวชนในเทศบาลนครแหลมฉบัง โดยมีผู้ฝึกสอนและนักกีฬาทีมชาติมาร่วมให้ความรู้และฝึกสอนทักษะกีฬาวอลเลย์บอล มีเยาวชนเข้าร่วม 140 คน นอกจากนี้ ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ยังได้ร่วมมือกับสโมสรฟุตซอลชลบุรีบลูเวฟ จัดกิจกรรมคลินิกฟุตซอล เพื่อเสริมสร้างทักษะความรู้ ความสามารถ และเทคนิคต่างๆ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนในเทศบาลนครแหลมฉบังที่จะมุ่งมั่นฝึกฝนตนเองสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพผ่านการเรียนรู้กับผู้ฝึกสอนระดับประเทศ และสามารถเข้าร่วมการแข่งขันในระดับประเทศได้ นอกจากนั้น ยังเป็นการส่งเสริมสุขภาพและสนับสนุนการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ให้แก่เยาวชนอีกทางหนึ่งด้วย มีเยาวชนเข้าร่วม 120 คน

การปลูกฝังเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี

การปลูกฝังเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ และการต่อต้านการทุจริต ตั้งแต่เริ่มทำงานวันแรก โดยผนวกเนื้อหาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรปฐมนิเทศสำหรับพนักงานใหม่พร้อมกับส่งมอบคู่มือ CG ผ่านระบบ CG Reporting ส่งผลให้พนักงานใหม่ได้รับการสื่อสารข้อมูลและฝึกอบรม ครบร้อยละ 100 

การจัดกิจกรรมมอบองค์ความรู้ให้กับลูกค้าทั้งในรูปแบบ Online และ On-Site ในหัวข้อต่างๆ

การจัดกิจกรรมมอบองค์ความรู้ให้กับลูกค้าทั้งในรูปแบบ Online และ On-Site ในหัวข้อต่างๆ อาทิ Fundamental of Refinery Process และ Business Overview & Refinery Overview เพื่อให้ลูกค้ามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของภาพรวมธุรกิจของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน และสถานการณ์ตลาดมากยิ่งขึ้น

การจัดกิจกรรม "Safety and Happy Hours” ให้กับพนักงานขับรถ ประจำปี 2567

การจัดกิจกรรม “Safety and Happy Hours” ให้กับพนักงานขับรถ ประจำปี 2567 เพื่อสร้างความตระหนักถึงความปลอดภัยในการเข้ารับผลิตภัณฑ์ ให้กับกลุ่มลูกค้าที่ปฏิบัติงานอยู่ที่สถานีจ่ายน้ำมัน ผู้ประสานงานขนส่ง เจ้าหน้าที่ห้องตั๋วและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

การจัดกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผ่านโครงการ “Cultural Activity”

การจัดกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผ่านโครงการ “Cultural Activity” ด้วยรูปแบบกิจกรรมที่เสริมสร้างการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ของชาติ รวมถึงงานศิลปกรรม ร่วมกับลูกค้า ณ พิพิทธภัณฑ์เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โครงการ Thaioil Innovation Awards ประจำปี 2567

Innovation Talk

เป็นกิจกรรมที่มีการเชิญวิทยากรภายนอกที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมมาให้ความรู้กับพนักงาน เช่น คุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร CEO of SCB 10X, นพ.ปิยะฤทธิ์ อิทธิชัยวงษ์ Head of Medical AI, CARIVA ผู้ก่อตั้ง PerceptorAI ระบบตรวจคนไข้, คุณภีศเดช เพชรน้อย CTO of BASE Playhouse ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบนวัตกรรม และนักออกแบบการเรียนรู้ และคุณกษิดิศ สตางค์มงคล (แอดทอย) เจ้าของเพจและเว็บไซต์ DataRockie เป็นต้น โดยในปี 2568 มีการจัดกิจกรรมทั้งหมด 4 ครั้ง โดยมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ที่ 94 จาก 100 คะแนนเต็ม และในแต่ละครั้งมีพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา

TOP BCG Updates

เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบ e – Mail รายเดือนเพื่อเพิ่มความรู้ทางด้าน BCG ซึ่งเป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่ประกอบไปด้วยนโยบายการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจ 3 ระบบของรัฐบาลไทย ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง เช่น รถไฟฟ้า พลังงานไฮโดรเจน และนวัตกรรมในการลดโลกร้อนต่างๆ โดยในปี 2568 ภาพรวมความพึงพอใจอยู่ในระดับที่ดีมาก (97 จาก 100 คะแนนเต็ม)

TOP Innovation E-newsletter

เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e – Mail) รายสัปดาห์ ส่งให้แก่พนักงานทุกคนในกลุ่มไทยออยล์ โดยมีเนื้อหาที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ความคิดนอกกรอบ และกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) เพื่อบ่มเพาะคุณสมบัติต่างๆ ที่นวัตกรพึงมีและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของนวัตกรรมในยุคปัจจุบัน รวมถึงการให้ข้อมูลเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยในปี 2568 มีการเผยแพร่บทความ TOP Innovation e-Newsletter เป็นรายสัปดาห์ทั้งหมด 30 ฉบับ มียอดผู้อ่านบทความรวมกว่า 22,704 ครั้ง โดยได้คะแนนความพึงพอใจจากผู้อ่านอยู่ในระดับดีมาก (97 จาก 100 คะแนนเต็ม) นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่ความรู้ด้านนวัตกรรมผ่านบทความสำหรับผู้นำเดือนละครั้ง ซึ่งได้รับความสนใจอย่างสูง มียอดผู้อ่านถึง 5,095 ครั้ง และได้รับผลตอบรับอยู่ในระดับ ดีเยี่ยม (98 จาก 100 คะแนนเต็ม) สะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักรู้และความสนใจของบุคลากรทุกระดับต่อการพัฒนานวัตกรรมภายในองค์กร รวมทั้งยังได้มีการออกบทความฉบับพิเศษ ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์ถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และโครงการด้านนวัตกรรมที่โดดเด่นของกลุ่มไทยออยล์

กิจกรรม Innovation and Learning Day 2024 ประจำปี 2567

กิจกรรม Innovation Failure Challenge

กิจกรรม Innovation Roadshow

กิจกรรม Innovation Idea Challenge

Generating New Actionable Ideas through Change Agent SME
Idea Facilitation & LO Inspirer Workshop

การจัดกิจกรรม Workshop การพัฒนา Change Agent โดยคัดเลือกตัวแทนหน่วยงานที่ได้รับการคัดเลือก โดยกลุ่มของ Change Agent จะได้รับการพัฒนา ให้ความรู้ ทักษะ และเครื่องมือ เพื่อใช้ในการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมและคิดค้นไอเดียใหม่ๆ ภายในหน่วยงานตนเอง

CEO Townhall และ Management Meeting

การจัดกิจกรรมการสื่อสารโดย CEO ถึงพนักงานทั่วทั้งองค์กร เพื่อเน้นย้ำทิศทาง กลยุทธ์ รวมถึงแผนและผลการดำเนินงาน เพื่อให้พนักงานเกิดความเข้าใจและตระหนักถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารระดับสูงในการนำการเปลี่ยนแปลงลงมาสู่องค์กรและพนักงานทุกคน รวมถึงการรายงานความคืบหน้าของโครงการ Innovation Culture Awareness ในที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นผู้บริหารระดับสูงสนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมให้แก่พนักงานอย่างต่อเนื่อง

Building Innovation Culture Awareness through Top
Management Workshop (Management Outing Workshop)

การจัดกิจกรรม Workshop สำหรับผู้บริหาร เพื่อเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่การสร้าง Innovation Culture Awareness ให้กับพนักงานในสายงาน/ ฝ่ายของตนเอง ผ่านพฤติกรรมหลัก “Lead to Innovation Culture” รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากวิทยากรภายนอกถึงแนวคิดการสร้างนวัตกรรม การสื่อสาร และการฝึกปฏิบัติการใช้พฤติกรรม i-LEAD as a Role Model

โครงการ Teach for Thailand

วัตถุประสงค์

เพื่อพัฒนาครูผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงที่มีศักยภาพปฏิบัติหน้าที่ในฐานะครูผู้ช่วยสอนนักเรียนในระดับชั้นมัธยมต้น

ประเภทโครงการ

โครงการ Teach for Thailand

การดำเนินงานในปี 2567

กลุ่มไทยออยล์สนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนที่จะเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ซึ่งในปี 2567 บริษัทฯ ได้สนับสนุนงบประมาณให้แก่ครูผู้สอนจำนวน 2 คน เพื่อปฏิบัติหน้าที่เป็นครูผู้ช่วยสอนสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1- 

3 ที่โรงเรียนวัดมโนรม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีพื้นที่ตั้งใกล้กับโรงกลั่น เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งมีผลการประเมินการปฏิบัติงานเป็นที่น่าพอใจ ดังนี้
1. นักเรียนในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 489 คนในปีการศึกษา 2567
2. พัฒนาการด้านวิชาการ และคุณลักษณะนิสัย และทักษะที่จำเป็นของนักเรียนปรับเพิ่มขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ย Post-test อยู่ที่ 28.51 คะแนน เมื่อเทียบกับคะแนนเฉลี่ย Pre-test ในภาคเรียนที่ 1 ที่ 27.57 คะแนน และพบว่า ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงสามารถสร้างและพัฒนาคุณลักษณะนิสัยของนักเรียน ทั้งด้านความพยายาม กรอบความคิดแบบเติบโต และการเป็นเจ้าของการเรียนรู้ เช่นเดียวกับการสร้างและพัฒนาทักษะที่จำเป็นของนักเรียน ซึ่งประกอบด้วยการคิดวิเคราะห์ ความร่วมมือ และการตระหนักรู้ในตนเอง
3. ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงนำเทคโนโลยีต่างๆ มาประยุกต์ใช้เป็นสื่อการสอน เช่น วีดิทัศน์ บอร์ดเกม โปรแกรมออนไลน์ เป็นต้น ส่งผลให้นักเรียนมีพัฒนาการและมีทัศนคติที่ดีต่อสาขาวิชาที่เรียนมากขึ้น โดยสามารถตอบคำถาม จำแนกตัวอย่าง และทำงานร่วมกันเป็นทีมกับเพื่อนในชั้นเรียนได้เป็นอย่างดี
4. นักเรียนส่วนใหญ่เล็งเห็นถึงความตั้งใจและพัฒนาการในการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญของครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง
5. ผู้อำนวยการและบุคลากรในโรงเรียนมีความพึงพอใจต่อครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยมีคะแนนรวมความพึงพอใจ 9.1 คะแนนจาก 10 คะแนน และเล็งเห็นว่า ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความรู้ ความสามารถ และลักษณะนิสัยที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานในบริบทที่ท้าทาย ร้อยละ 92 นอกจากนั้น ยังมีการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนกันอย่างสม่ำเสมอ

โครงการ Teach for Thailand

วัตถุประสงค์

เพื่อพัฒนาครูผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงที่มีศักยภาพปฏิบัติหน้าที่ในฐานะครูผู้ช่วยสอนนักเรียนในระดับชั้นประถมต้นและมัธยมต้น เพื่อยกระดับการเรียนการสอนและเพิ่มคุณภาพการศึกษาให้กับนักเรียน

ประเภทโครงการ

โครงการ Teach for Thailand

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ ร่วมมือกับมูลนิธิ Teach for Thailand ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนและยกระดับคุณภาพนักเรียน คุณลักษณะนิสัย และทักษะที่จำเป็น มาตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งในปี 2568 ได้สนับสนุนให้มีครูผู้ช่วยสอนสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จำนวน 2 อัตราให้แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่โรงเรียนวัดมโนรม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งสิ้นสุดในเดือนตุลาคม และเริ่มสนับสนุนให้มีครูผู้ช่วยสอนสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จำนวน 2 อัตราในเดือนพฤศจิกายน ให้แก่นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น ที่โรงเรียนวัดใหม่เนินพยอม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

โครงการสานอนาคตการศึกษา (CONNEXT ED) ร่วมกับกลุ่ม ปตท.

วัตถุประสงค์

เพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำในภาคการศึกษา และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศผ่านการแลกเปลี่ยน เรียนรู้และวางแผนพัฒนาโรงเรียนร่วมกับผู้บริหารโรงเรียน

ประเภทโครงการ

โครงการสานอนาคตการศึกษา (CONNEXT ED) ร่วมกับกลุ่ม ปตท.

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ได้ดำเนินโครงการร่วมกับโรงเรียนจำนวน 10 แห่งในจังหวัดชลบุรีและฉะเชิงเทรา ผ่านการจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy: CE) ควบคู่กับการจัดทำและส่งมอบสื่อการเรียนรู้และอุปกรณ์สำหรับการจัดการของเสียอย่างเหมาะสม เพื่อปลูกฝังแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการจัดการของเสียอย่างเป็นระบบให้แก่โรงเรียน นอกจากนี้ ยังได้มอบทุนการศึกษาแก่โรงเรียนในโครงการ เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาและส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

โครงการไทยออยล์สร้างชุมชนรักษ์โลก (Thaioil CE for Community Model)

วัตถุประสงค์

เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy: CE) และสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องให้แก่ชุมชน

ประเภทโครงการ

โครงการไทยออยล์สร้างชุมชนรักษ์โลก (Thaioil CE for Community Model)

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการฯ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 โดยส่งเสริมและสนับสนุนอุปกรณ์เพื่อให้ประชาชนในชุมชนบ้านนาเก่า คัดแยกขยะภายในครัวเรือน การให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะ การทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร การจัดเก็บน้ำมันที่ใช้แล้วเพื่อนำไปรีไซเคิล และจัดตั้งศูนย์กลางการคัดแยกขยะ และขยายการดำเนินงานเพิ่มไปยังชุมชนบ้านแหลมทองในปี 2568

โครงการไทยออยล์ สร้างเยาวชนรักษ์โลก (Thaioil CE School Model)

วัตถุประสงค์

เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy: CE) และสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องให้นักเรียนและเยาวชน

ประเภทโครงการ

โครงการไทยออยล์ สร้างเยาวชนรักษ์โลก (Thaioil CE School Model)

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการฯ มาตั้งแต่ปี 2565 เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการของเสียอย่างเป็นระบบสู่โรงเรียนรอบโรงกลั่น โดยปี 2568 ได้จัดทำสื่อความรู้ สนับสนุนอุปกรณ์คัดแยกขยะ และการอบรมโดยวิทยากรจากองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.) พร้อมทั้งจัดประกวดสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ เพื่อส่งเสริมการนำแนวคิด CE ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง และในปี 2568 ยังได้ขยายโครงการจาก 9 โรงเรียน เป็น 10 โรงเรียน โดยเพิ่มโรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 3 อีก 1 แห่ง เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านการจัดการของเสียอย่างเป็นระบบ และนำไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าอย่างยั่งยืน

โครงการท่องนิเวศ ม. เกษตร - ไทยออยล์

วัตถุประสงค์

เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมกับเยาวชนให้เข้าใจระบบนิเวศอย่างถูกต้อง รวมถึงปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ประเภทโครงการ

โครงการท่องนิเวศ ม. เกษตร – ไทยออยล์

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนรอบโรงกลั่น โดยนำเยาวชนเข้าศึกษาเส้นทางธรรมชาติ ณ พื้นที่เขาน้ำซับ ใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา กิจกรรมดังกล่าวเป็นการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ ทั้งในห้องเรียนและการลงพื้นที่จริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับนิเวศป่าไม้ พืช สัตว์ป่า และความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตภายในระบบนิเวศ นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

โครงการเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม TOP GREEN X “เยาวชนคนกล้า ฟื้นฟูป่า สร้างคุณค่าขยะรีไซเคิล”

วัตถุประสงค์

เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผลกระทบของขยะพลาสติกที่มีต่อธรรมชาติและระบบนิเวศ

ประเภทโครงการ

โครงการเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม TOP GREEN X “เยาวชนคนกล้า ฟื้นฟูป่า สร้างคุณค่าขยะรีไซเคิล”

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ร่วมกับเทศบาลนครแหลมฉบังเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชน 10 ชุมชนรอบกลุ่มไทยออยล์ พร้อมด้วยนักเรียนโรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 3 และนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว การศึกษาความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) การประดิษฐ์กระถางต้นไม้แบบ DIY จากวัสดุเหลือใช้ ตลอดจนการประกวดสื่อรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์

โครงการสนับสนุนกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ กลุ่มประมง

วัตถุประสงค์

เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์

ประเภทโครงการ

โครงการสนับสนุนกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ กลุ่มประมง

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์ทะเลไทย “ปล่อยปลาคืนสู่ธรรมชาติ สร้างสมดุลให้ท้องทะเล” กลุ่มประมงต้นแบบบ้านชุมชนอ่าวอุดม เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและสร้างความสมดุลให้ธรรมชาติ ด้วยการปล่อยพันธุ์ปลากะพงขาว จำนวน 3,000 ตัว ลงในกระชังเพาะเลี้ยง และท้องทะเลในพื้นที่ที่มีการวางซั้งและปะการังเทียม พร้อมกิจกรรมการสื่อสารให้ความรู้เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน

โครงการด้านการศึกษา

วัตถุประสงค์

เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนในพื้นที่เทศบาลนครแหลมฉบังและอำเภอศรีราชา และสนับสนุนเยาวชนให้มีศักยภาพในการพัฒนาตนเองและสังคม เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต

ประเภทโครงการ

โครงการด้านการศึกษา

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษาที่มีความประพฤติดี ขยันหมั่นเพียรในการศึกษาเล่าเรียน รวมถึงนักเรียนที่ขาดทุนทรัพย์ จำนวน 252 ทุน และกองทุนกลุ่มไทยออยล์เพื่อสถาบันการศึกษาให้แก่สถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครแหลมฉบังและอำเภอศรีราชา จำนวน 11 กองทุน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,900,000 บาท ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กลุ่มไทยออยล์มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี

โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน

วัตถุประสงค์

เพื่อส่งเสริมศักยภาพชุมชน ด้วยการสร้างอาชีพให้กับประชาชนทั่วไปในพื้นที่ศรีราชา ณ ศูนย์สุขภาพและการเรียนรู้กลุ่มไทยออยล์เพื่อชุมชน

ประเภทโครงการ

โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนในปี 2568 ดังนี้

1. โครงการผลิตภัณฑ์ชุมชนรอบโรงกลั่น เพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้กับ “วิสาหกิจชุมชนโลมาแหลมฉบัง” โดยได้เข้าร่วมโครงการ KU Green Connect: Enactus&SX Exploration เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านการประกอบการและการตลาดพร้อมทั้งเป็นเวทีเผยแพร่วัฒนธรรมไทยและอัตลักษณ์ชุมชนแก่กลุ่มนิสิตนานาชาติของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
2. โครงการอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ พัฒนาศักยภาพกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโลมาแหลมฉบัง โดยจัดกิจกรรมเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนการดำเนินงาน ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรเนินกระบก ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 เพื่อเพิ่มองค์ความรู้ เพิ่มพูนประสบการณ์ และเสริมสร้างศักยภาพในการประกอบอาชีพ อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งและความยั่งยืนของชุมชน

โครงการเดิน - วิ่ง 1 แสนกิโล

วัตถุประสงค์

เพื่อให้ชุมชนออกกำลังกายด้วยการเดิน – วิ่ง เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง และได้รับองค์ความรู้ด้านสุขภาพใหม่ๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับตนเองและครอบครัว

ประเภทโครงการ

โครงการเดิน – วิ่ง 1 แสนกิโล

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์เชิญชวนประชาชนในชุมชนรอบโรงกลั่นมาออกกำลังกายด้วยการเดิน – วิ่งและร่วมกันสะสมระยะทาง โดยการบันทึกข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน “นับก้าว” ให้ได้ระยะทางรวม 100,000 กิโลเมตร โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม 175 คน และมีการนัดหมายเพื่อติดตามผลที่ศูนย์สุขภาพและการเรียนรู้กลุ่มไทยออยล์เพื่อชุมชนรวม 2 ครั้ง

โครงการส่งเสริมทันตสุขภาพรอบกลุ่มไทยออยล์

วัตถุประสงค์

เพื่อส่งเสริมสุขภาพในช่องปากของนักเรียน

ประเภทโครงการ

โครงการส่งเสริมทันตสุขภาพรอบกลุ่มไทยออยล์

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ให้บริการทันตกรรม ตรวจสุขภาพช่องปาก อุดฟัน ถอนฟัน เคลือบหลุมร่องฟัน เคลือบฟลูออไรด์ ขูดหินปูน และส่งเสริมป้องกันฟันผุ เพื่อส่งเสริมสุขภาพในช่องปากให้แก่นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 จำนวน 5,500 รายที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนรอบโรงกลั่นทั้ง 8 แห่ง

โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน

วัตถุประสงค์

เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน ร่วมกับกลุ่ม ปตท.

ความเป็นมาของโครงการ

ไทยออยล์ร่วมมือกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. ช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ในประเทศ

กรอบการดําเนินงาน

1. ติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศ 2.ดำเนินการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ปฏิบัติการของบริษัทฯ 3. ประสานงานกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่นอกเหนือจาก พื้นที่ปฏิบัติการของบริษัทฯ

ผลการดําเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ร่วมกับกลุ่ม ปตท. สนับสนุนความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทั่วประเทศอย่างทันท่วงที โดยได้มีการสนับสนุนถุงยังชีพ เครื่องดื่ม และน้ำดื่ม ให้แก่เหตุการณ์ ดังนี้
1. เจ้าหน้าที่กู้ภัยเหตุอาคารสำนักงาน สตง.
2. ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา
3. ประสบอุทกภัยจากอิทธิพลของพายุ “วิภา” ในพื้นที่ จ.น่าน
4. ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี
5. ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

โครงการ “คุณริเริ่ม...เราเติมเต็ม ปี 5”

วัตถุประสงค์

พัฒนาวัฒนธรรมจิตอาสา โดยเน้นการมีส่วนร่วมและการพัฒนาโครงการด้วยความสามารถของพนักงานให้สอดคล้องกับ ทิศทางการดำเนินงานเพื่อสังคมของบริษัทฯ

ความเป็นมาโครงการ

กลุ่มไทยออยล์มุ่งมั่นที่จะกระตุ้นและปลูกฝังให้พนักงานมีจิตอาสาตามค่านิยมองค์กรหัวข้อ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” (Social Responsibility) จึงได้ดำเนินโครงการ “คุณริเริ่ม…เราเติมเต็ม” เพื่อเชิญชวนให้ผู้บริหาร พนักงานและพนักงานผู้รับเหมาเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม

กรอบการดำเนินงาน

1. ประชาสัมพันธ์การดำเนินโครงการฯ ในเดือนเมษายน 2568
2. พนักงานดำเนินโครงการฯ ภายใต้กรอบ 1) ด้านสุขภาพ/กีฬา 2) ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม 3) ด้านการศึกษา 4) ด้านสังคมและวัฒนธรรม ในช่วงระหว่างเดือน พฤษภาคม ถึง เดือนพฤศจิกายน 2568
3. บริษัทฯ สนับสนุนงบประมาณสำหรับดำเนินกิจกรรมจิตอาสา 20,000 บาทต่อฝ่าย

ผลการดำเนินงานในปี 2568

ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการภายใต้แนวคิด “Team Spirit for All” โดยเชิญชวนผู้บริหาร พนักงาน และพนักงานผู้รับเหมาร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมตามความรู้และความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่าย พร้อมสนับสนุนงบประมาณฝ่ายละ 20,000 บาทสำหรับค่าวัสดุและอุปกรณ์ โดยมี 36 ฝ่ายงานเข้าร่วม มากกว่า 1,170 คน และดำเนินกิจกรรมรวม 25 กิจกรรม ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งการปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค การถ่ายทอดองค์ความรู้การทำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม อาทิ การซ่อมแซมไฟฟ้าและสถานที่ การจัดทำเวชภัณฑ์และงานฝีมือเพื่อชุมชน ตลอดจนกิจกรรมดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เช่น เก็บขยะชายหาด เสริมแหล่งอาหาร และปรับภูมิทัศน์ เพื่อเสริมสร้างประโยชน์ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่หน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ (Sustainable Energy for Healthcare and Education)

วัตถุประสงค์

สร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า โดยนำความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม ด้านการจัดการพลังงานมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับโรงพยาบาลและโรงเรียน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า และนำผลประหยัดมาต่อยอดโครงการเพื่อสังคม ตลอดจนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ความเป็นมาของโครงการ

กลุ่มไทยออยล์นำความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม รวมถึงประสบการณ์ด้านการจัดการพลังงานมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่หน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ มาตั้งแต่ปี 2561 เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาเข้าถึงการใช้พลังงานทางเลือก ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า และนำผลประหยัดมาต่อยอดโครงการเพื่อสังคม ตลอดจนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

กรอบการดําเนินงาน

1. ศึกษาศักยภาพของพื้นที่เป้าหมาย โดยใช้ความรู้ความสามารถของวิศกรไทยออยล์
2. จัดทำรายงานความเป็นไปได้ (Feasibility Study Report) และความคุ้มค่าทางการลงทุน ผลตอบแทนทางสังคม (SROI)
3. ขออนุมัติการดำเนินโครงการและงบประมาณ
4. คัดเลือกผู้รับเหมาและดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่หน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาที่ผ่านการประเมิน
5. ตรวจสอบระบบให้มีประสิทธิภาพ ถ่ายทอดความรู้การดูแลระบบ และส่งมอบโครงการฯ
6. ติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการฯ อย่างต่อเนื่อง พร้อมขอใบอนุญาต (ในกรณีที่เป็นระบบที่มีการเชื่อมต่อกับระบบสายส่งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค)

ผลการดําเนินงานในปี 2568

ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์มีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่โรงพยาบาล จำนวน 1 แห่ง ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 2 แห่ง และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนจำนวน 4 แห่งในจังหวัดตาก รวมกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้า 122.1 กิโลวัตต์ ซึ่งสร้างผลประหยัดเป็นมูลค่ารวม 1.3 ล้านบาทต่อปี โดยนำผลประหยัดที่ได้จากค่ากระแสไฟฟ้าที่ลดลงไปจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ รวมทั้งสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล นอกจากนี้ ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่า 83 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

โครงการดำเนินการเกี่ยวกับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันดิบไหลสู่ทะเล

วัตถุประสงค์

เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ

ความเป็นมาของโครงการ

ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์น้ำมันดิบไหลสู่ทะเล บริเวณทุ่นผูกเรือกลางทะเล (SBM – 2) บริษัทฯ ได้ดำเนินการเพื่อลดผลกระทบให้แก่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน รวมถึงฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล และความหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจท้องถิ่นในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

กรอบการดําเนินงาน

1. ตรวจวัดและติดตามการตรวจวัดค่าคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเล
2. จัดตั้งคณะทำงานฟื้นฟู เพื่อจัดทำแผนฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงสัตว์ทะเล และความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

ผลการดําเนินงานในปี 2568

ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลสู่ทะเล ขณะขนถ่ายน้ำมัน บริเวณทุ่นผูกเรือกลางทะเล (SBM – 2) ของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2566 หลังจากดำเนินการชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจนครบถ้วนแล้ว ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานการฟื้นฟูฯ เพื่อจัดทำแผนและขอบเขตการฟื้นฟูธรรมชาติ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยดำเนินการรวบรวมความคิดเห็นจากนักวิชาการ หน่วยงานราชการ ผู้ได้รับผลกระทบ องค์กรอิสระ และ NGO กลุ่มต่างๆ รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้นำเสนอแผนส่งเสริม (ฟื้นฟู) คุณภาพสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศน์ทางทะเล เศรษฐกิจ และสังคมภายใต้กรอบระยะเวลา 3 ปี ดำเนินโครงการต่างๆ ทั้งสิ้น 20 โครงการ ซึ่งปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 18 โครงการ และสำหรับเหตุการณ์น้ำมันไหลสู่ทะเลในเดือน 5 มิถุนายน 2568 บริษัทฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยผลการตรวจวัดคุณภาพระบบนิเวศน์ทางทะเลต่างๆ พบว่า ไม่เกินค่ามาตรฐาน อย่างไรก็ตามที่ประชุมคณะทำงานจังหวัดฯ ติดตามให้บริษัทฯ เสนอโครงการเพื่อสังคม หรือมาตรการอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรตามความเหมาะสมต่อไป

โครงการสร้างเด็กแหลมฉบังเป็นแชมป์กระโดดเชือก

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้เยาวชนได้ออกกำลังกาย มีสุขภาพแข็งแรง เพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจในอนาคต
2. ส่งเสริมให้เยาวชนออกกำลังกายด้วยกีฬากระโดดเชือก เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

ความเป็นมาของโครงการ

กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการสร้างเด็กแหลมฉบังเป็นแชมป์กระโดดเชือก โดยร่วมกับมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชชูปถัมภ์ เพื่อสนับสนุนเยาวชนทั้ง 8 โรงเรียนในพื้นที่เทศบาลนครแหลมฉบัง ออกกำลังกายด้วยกีฬากระโดดเชือก มาตั้งแต่ปี 2554 นอกจากนี้ ยังได้เข้าร่วมการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานกับสมาคมกีฬาจัมพ์โร้ปไทย เพื่อสร้างชื่อให้โรงเรียนและเทศบาลนครแหลมฉบัง

กรอบการดําเนินงาน

1. จัดประชุมร่วมกับผู้อำนวยการและคุณครูผู้ฝึกสอนกีฬาพลศึกษาของโรงเรียนรอบโรงกลั่นทั้ง 8 แห่งในเขตเทศบาลนครแหลมฉบัง ประกอบด้วยโรงเรียนวัดใหม่เนินพยอม โรงเรียนวัดมโนรม โรงเรียนวัดแหลมฉบัง โรงเรียนบ้านชากยายจีน โรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 1 โรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 2 โรงเรียนวัดบ้านนา (ฟินวิทยาคม) และโรงเรียนบุญจิตวิทยา
2. วางแผนโครงการ พร้อมขออนุมัติงบประมาณในการดำเนินการ
3. ดำเนินการจัดค่ายฝึกทักษะพัฒนาศักยภาพนักกีฬากระโดดเชือก เพื่อคัดเลือกนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานระดับประเทศ
4. สร้างนักกีฬาหน้าใหม่ เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬากระโดดเชือก เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนและเทศบาลนครแหลมฉบัง

ผลการดําเนินงานในปี 2568

1.จัดการแข่งขัน “Thaioil NexGen Jump Rope Tournament ประจำปี 2568” ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 24-28 กุมภาพันธ์ 2568 “สร้างนักกีฬาหน้าใหม่ สู่แชมป์กระโดดเชือก” ค้นหานักกีฬาเพื่อเตรียมเข้าแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานประเภทมือใหม่ ประจำปี 2568
2. นักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกระโดดเชือกชิงถ้วยพระราชทานประเภทมือใหม่ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 7-8 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ กรุงเทพมหานคร ได้รับเหรียญทองจำนวน 14 เหรียญ เหรียญเงินจำนวน 12 เหรียญ และเหรียญทองแดงจำนวน 11 เหรียญ นอกจากนี้ โรงเรียนบุญจิตวิทยายังได้รับถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จำนวน 3 ถ้วย และโรงเรียนวัดใหม่เนินพยอม ได้รับถ้วยพระราชทาน จำนวน 1 ถ้วย และทั้ง 2 โรงเรียนได้รางวัลทีมรองชนะเลิศคะแนนรวมสูงสุด
3. โครงการพัฒนาทักษะนักกีฬาสู่แชมป์กระโดดเชือก ประจำปี 2568 เพื่อคัดเลือกและฝึกซ้อมนักกีฬากระโดดเชือกจากโรงเรียนรอบโรงกลั่น 8 แห่งที่จะเข้าร่วมการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานระดับประเทศ
4. นักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬากระโดดเชือกชิงถ้วยพระราชทาน ครั้งที่ 16 ประจำปี 2568 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 16 พฤศจิกายน 2568 ณ อาคารโรงยิมเนเซียม อบจ.นนทบุรี เพื่อให้เยาวชนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและสนับสนุนการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ได้ส่งนักกีฬากระโดดเชือกเข้าร่วมทั้งหมด 2 ทีม ได้แก่ Thaioil Jump Rope และ Thaioil New Wave และได้รับถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จำนวน 1 ถ้วย มีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 60 คน
5. นักกีฬากระโดดเชือกแหลมฉบังได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬากระโดดเชือกระดับนานาชาติ ในการแข่งขัน รายการ 9th KOREA OPEN ROPE SKIPPING CHAMPIONSHIP ประเทศเกาหลี และ การแข่งขันรายการ UJR World Championship and World Cup ประจำปี 2568 ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงได้เข้าร่วมการแข่งขันระดับโลก World Jump Rope Championships ประจำปี 2568 ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการเข้าร่วมในแต่ละครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยและพื้นที่ชุมชนรอบโรงกลั่นเป็นอย่างมาก

การรับมือต่อสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

  •  การดำเนินการตามแผนการเฝ้าระวังติดตามและแผนเผชิญเหตุรองรับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 0 ไม่พบผู้ติดเชื้อ เน้นการป้องกันและเฝ้าระวัง ระยะที่ 1 พบผู้ต้องสงสัยหรือผู้ติดเชื้อในกลุ่มไทยออยล์ แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เน้นการควบคุมและป้องกันการแพร่กระจาย และระยะที่ 2 พบผู้ติดเชื้อจำนวนมากในกลุ่มไทยออยล์ และส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เน้นการกอบกู้สถานการณ์และการฟื้นฟู ต้องเปิดศูนย์ควบคุมเหตุฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจ

การเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย

  • การพัฒนาความรู้ ความสามารถและทักษะของพนักงานและผู้รับเหมา ผ่านศูนย์ฝึกอบรมความปลอดภัยที่มีความพร้อมทั้งภาคทฤษฎี (Theory) และภาคปฏิบัติ (Practice) และประเมินความรู้ความสามารถของพนักงานและผู้รับเหมาที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ตามระบบใบอนุญาตในการทำงานต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา และการจัดการเหตุฉุกเฉินและภาวะวิกฤตตามบทบาทหน้าที่ ผ่านกระบวนการ Competency Assurance System
  • การยกระดับวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงาน ด้วย Behavior Based Safety (BBS) โดยได้ทำการฝึกอบรมหลักสูตร BBS ให้กับพนักงานกลุ่มเป้าหมาย (Train for the Trainer) เพื่อนำไปถ่ายทอดและเป็นแบบอย่างให้กับพนักงานและพนักงานผู้รับเหมาสำหรับใช้สังเกตพฤติกรรมในการทำงานและสั่งหยุดงานเมื่อพบว่าไม่ปลอดภัย
  • การจัดให้การฝึกอบรมหลักสูตรการขออนุญาตในการทำงาน (Permit to Work System and Clearance Certificate Signatory) สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในระบบใบอนุญาตในการทำงาน
  • การจัดโครงการป้องกันและลดอุบัติเหตุจากการทำงาน (30-60-90 Days with No Harm No Leak) อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเน้นย้ำและกระตุ้นให้พนักงานและผู้รับเหมาเกิดความตระหนักด้านความปลอดภัยในการทำงานอย่างเข้มข้น โดยมีเป้าหมาย คือ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการทำงานถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลทางการแพทย์ (Medical Treatment Case: MTC)
  • การจัดกิจกรรม Thaioil Group QSHE Day ประจำปี 2566 เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยฯ ของพนักงานและผู้รับเหมา โดยการมอบโล่และเกียรติบัตรให้แก่ผู้ที่มีผลการดำเนินงานดีเด่นด้าน QSHE ประจำปี 2566 และจัดบูธนิทรรศการ เพื่อให้ความรู้และเสริมสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยฯ ให้กับพนักงานและผู้รับเหมา
  • การปรับปรุงกฎความปลอดภัยพื้นฐาน 12 ข้อ (12 Life Saving Rules) โดยนำวิถีอันตราย (Line of Fire) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกฎความปลอดภัยพื้นฐาน ตามแนวทางการปฏิบัติของกลุ่มธุรกิจน้ำมันและก๊าซของ IOGP
  • การรณรงค์และเสริมสร้างการตระหนักถึงอันตราย ได้แก่ วิถีอันตราย และการปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยพื้นฐาน 12 ข้อ อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งรณรงค์ให้มีการเขียนรายงาน Potential Incident Report (PIR) โดยมุ่งเน้นถึงการกระทำที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Act) และสภาพการณ์ที่มีศักยภาพจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ (Unsafe Condition) ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันก่อนเกิดเหตุ
  • การจัดทำตารางการอบรมความปลอดภัยในการทำงานของผู้รับเหมา (Contractor Training Matrix) เพื่อให้มั่นใจว่าผู้รับเหมาที่เข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่กลุ่มไทยออยล์มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกับตำแหน่งงาน 
  • การจัดฝึกอบรมและให้ความรู้ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานสำหรับพนักงานและผู้รับเหมารายใหม่ เพื่อสร้างความตระหนักถึงอันตรายและความเสี่ยงขั้นพื้นฐานของการปฏิบัติงานในพื้นที่กลุ่มไทยออยล์ รวมถึงรู้และเข้าใจมาตรการด้านความปลอดภัยที่กำหนดขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในกิจกรรมการทำงาน เช่น หลักสูตรความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน (Basic Safety in Refinery) หลักสูตรดับเพลิงขั้นต้น (Basic Firefighting) หลักสูตรความปลอดภัยในการปฏิบัติงานในที่อับอากาศ (Confined Space) และหลักสูตรการปฐมพยาบาล (First Aid) เป็นต้น
  • การอบรมหลักสูตรด้านความปลอดภัยเฉพาะ สำหรับพนักงานและผู้รับเหมา เพื่อให้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยและสอดคล้องตามข้อกำหนด เช่น หลักสูตรผู้อนุมัติใบรับรองความปลอดภัย (Authorized Engineer (AE)/ Authorized Gas Safety Inspector (AGSI) Course) หลักสูตรผู้อนุมัติใบอนุญาตทำงาน (Clearance Certificate Signatory) หลักสูตรผู้ตรวจวัดแก๊ส (Authorized Gas Tester) หลักสูตรความปลอดภัยเกี่ยวกับไฟฟ้า เป็นต้น
  • กลุ่มไทยออยล์ยังคงให้ความสำคัญกับกลยุทธ์เชิงรุกโดยการยกระดับกิจกรรม Management Walk and Talk เป็น GEMBA Walk โดยผู้บริหารระดับสูง ดำเนินการตรวจสอบด้วยการพูดคุยสอบถามถึงกิจกรรมสำคัญ โดยใช้ชุดคำถามที่มีความเฉพาะ มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจ แนะนำวิธีปฏิบัติที่ปลอดภัยในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงทั้งด้านความปลอดภัยส่วนบุคคลและความปลอดภัยในกระบวนการผลิต และดำเนินกิจกรรม QSHE Roll Out อย่างต่อเนื่องโดยมุ่งเน้นการเข้าถึง รวมถึงการรณรงค์ส่งเสริมจิตสำนึกด้านคุณภาพความมั่นคง ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมของผู้ปฏิบัติงานหรือภายในพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อขยายขอบเขตให้ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติงานและการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานภายใต้กิจกรรมและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ณ ขณะนั้น อีกทั้ง กลุ่มไทยออยล์ยังนำระบบการจัดการต่างๆ ที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป และมีการรายงานผลการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ข้างต้นให้ผู้บริหารได้รับทราบและร่วมหาแนวทางการแก้ไขเป็นประจำ รวมถึงจะมีกระบวนการทบทวน (Management Review) เป็นประจำทุกปี เพื่อกำหนดแนวทางการปรับปรุงและจัดทำแผนงานประจำปีต่อไป พร้อมทั้งมีการสื่อสารให้พนักงานรับทราบเป็นระยะ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิผลต่อไป

การเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย

  • การทบทวนระบบใบอนุญาตในการทำงาน (Permit to Work System) โดยเฉพาะใบอนุญาตที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับความร้อนหรือประกายไฟ (Hot Work) รวมถึงรายการตรวจสอบ (Checklist) ที่เกี่ยวข้อง ให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากล
  • จากการประเมินระดับวัฒนธรรมความปลอดภัย ในปี 2565 ผลการประเมินที่ 4.16 คะแนนจากคะแนนเต็ม 5.00 คะแนน ซึ่งนำมาด้วยแผนงานพัฒนาวัฒนธรรมความปลอดภัย ในปี 2566 ทางบริษัทฯ ได้ดำเนินการตามแผนงานที่ระบุไว้เพื่อให้พนักงานและผู้รับเหมามีความตระหนักและให้องค์กรก้าวเข้าสู่องค์กรที่ปราศจากอุบัติเหตุ
  • การตรวจสอบระบบใบอนุญาต (Permit to Work Inspection) โดยพนักงานเจ้าของพื้นที่ (Area Operation) และทีมตรวจสอบความปลอดภัย (Safety Audit Team) เพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติสอดคล้องตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในใบอนุญาตให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง
  • การจัดทำการ์ดมอบอำนาจสิทธิในการสั่งหยุดงาน (Stop Work Authority) ให้กับพนักงานและพนักงานผู้รับเหมาทุกคน เมื่อพบว่าพื้นที่ปฏิบัติงานมีสภาพการณ์หรือสภาวะที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยต่อตนเองและเพื่อนร่วมงาน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือทรัพย์สินของกลุ่มไทยออยล์ โดยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อเป็นการแสดงความมุ่งมั่นและเน้นย้ำถึงการป้องกันและแก้ไขก่อนเกิดอุบัติเหตุหรืออุบัติการณ์
  • การประเมินดัชนีชี้วัดสมรรถนะด้านสุขภาพ (Health Performance Indicators) ตามหลักเกณฑ์และแนวทางของ International Association of Oil and Gas Producers (IOGP) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล โดยได้รับคะแนนการประเมินในปี 2566 ที่ 3.85 คะแนน จากคะแนนเต็ม 4.00 คะแนน พร้อมจัดทำแผนงานพัฒนาและยกระดับระบบการบริหารจัดการให้สอดคล้องตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดของ IOGP ต่อไป
  • การยกระดับการบริหารจัดการความปลอดภัยผู้รับเหมา (Contractor Safety Management) ให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากล มีการตรวจประเมินผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยประจำปีของบริษัทผู้รับเหมา โดยผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก (Third Party) ทั้งในส่วนของระบบบริหารจัดการและการปฏิบัติงานในพื้นที่ สำหรับใช้ในการแบ่งระดับผู้รับเหมา (Contractor Banding) เป็นสีเขียว สีเหลือง และสีแดง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาการดำเนินธุรกิจร่วมกันอย่างต่อเนื่อง กรณีที่บริษัทผู้รับเหมา มีผลการประเมินฯ ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (สีเหลือง หรือ สีแดง) จะเปิดโอกาสให้ผู้รับเหมานำเสนอแผนงานและทำการปรับปรุงแก้ไขประเด็นปัญหาให้สอดคล้องตามข้อกำหนดและตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ในปี 2566 บริษัทฯ ได้ปรับปรุงเอกสารการประเมินผลด้านเทคนิคของความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมสำหรับการประมูลผู้รับเหมา (Contract SSHE Bidding and Close Out Evaluation)
  • การทบทวนวิธีปฏิบัติงานที่ปลอดภัย สำหรับกิจกรรมหรืองานที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ได้แก่ งานยกของหนักโดยปั้นจั่น งานนั่งร้าน งานที่ต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในเขตพื้นที่โรงกลั่น เป็นต้น และทำการฝึกอบรมและสื่อสารให้กับพนักงานและผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้สอดคล้องตามข้อกำหนดอย่างครบถ้วน
  • การยกระดับการแจ้งเตือนสถานการณ์ผิดปกติหรือฉุกเฉินสำหรับผู้อยู่เวรคอยเหตุฉุกเฉินและผู้เกี่ยวข้อง ด้วยระบบ SMS เพื่อให้ผู้อยู่เวรคอยเหตุฉุกเฉินทราบถึงเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว และสามารถเข้ามาสนับสนุนการระงับเหตุได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • การยกระดับการแจ้งเตือนสถานการณ์ผิดปกติกรณีเกิดฝนฟ้าคะนองในรัศมี 5 กิโลเมตร เพื่อเป็นการแจ้งเตือนให้พนักงานทราบและดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งเป็นการแจ้งเตือนเพื่อเตรียมความพร้อมของทีมระงับเหตุฉุกเฉิน กรณีเกิดไฟไหม้ที่บริเวณขอบถังน้ำมันชนิดหลังคาลอย (Rim Seal Fire)
  • การทบทวนแผนเผชิญเหตุล่วงหน้า (Pre Incident Plan) ระดับที่ 1 และระดับที่ 2 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และมาตรฐานสากล รวมถึงการฝึกซ้อมตามแผนที่กำหนด เพื่อเป็นการซักซ้อมการรับมือเหตุฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีนี้มีการจัดทำแผนเผชิญเหตุล่วงหน้า ระดับที่ 2 เพิ่มเติม เพื่อรองรับหน่วยผลิตใหม่ของโครงการ CFP
  • การทบทวนคู่มือการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินและภาวะวิกฤติ (Emergency and Crisis Management Manual) และการวางแผนเผชิญเหตุล่วงหน้าให้ครอบคลุมเหตุฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชุน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโครงการ CFP ที่จะทำการ Commissioning และ Start up ในอนาคต

​การประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

  • การทบทวนการบ่งชี้และประเมินความเสี่ยงและอันตรายที่มีศักยภาพจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง พร้อมทั้งกำหนดมาตรการควบคุมและป้องกัน และมีการตรวจติดตามประสิทธิผลของมาตรการควบคุมและป้องกันอย่างต่อเนื่อง การตรวจสอบความปลอดภัย การวิเคราะห์ รวมถึงเสนอแนวทางแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำโดยพนักงานและผู้รับเหมา ทั้งนี้ ผู้บริหารจะมีการทบทวนและตรวจสอบผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยเป็นประจำทุกเดือน
  • การประเมินความเสี่ยงและอันตรายร้ายแรง และทบทวนมาตรการควบคุมและป้องกันด้านความปลอดภัย โดยกำหนดแผนและมาตรการความมั่นคงและความปลอดภัยเชิงป้องกันในระดับต่างๆ (Defense in Depth) ให้ครอบคลุมความเสี่ยงและอันตรายร้ายแรง โดยเฉพาะการรั่วไหลของสารเคมี โดยมีการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินในระดับต่างๆ และต่อยอดการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินไปสู่ระดับการบริหารจัดการภาวะวิกฤต (Crisis Management) ร่วมกับหน่วยงานภายนอกและหน่วยงานราชการในพื้นที่ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงเพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มไทยออยล์ยังคงบริหารจัดการและควบคุมความเสี่ยงร้ายแรงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ตลอดเวลา
  • การทบทวนบัญชีอุบัติเหตุที่มีศักยภาพก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง (Major Accident Event) ให้สอดคล้องกับความเสี่ยง และการทบทวนและฝึกซ้อมตามแผนฉุกเฉินและภาวะวิกฤต รวมถึงแผนเผชิญเหตุล่วงหน้าให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากล (International Best Practice) ตลอดจนปรับปรุงศูนย์ควบคุมเหตุฉุกเฉิน (Emergency Control Center) ให้ทันสมัยและพร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การทบทวนวิธีปฏิบัติการบริหารจัดการอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ให้ครอบคลุมอุบัติการณ์ทุกประเภท ได้แก่ การบาดเจ็บจากการทำงาน โรคหรือการเจ็บป่วยจากการประกอบอาชีพ เหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุและอุบัติการณ์อื่นๆ รวมถึงอุบัติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในกระบวนการผลิต มีการประเมินระดับความรุนแรงและความเสี่ยง โดยใช้ตารางการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment Matrix) เพื่อกำหนดทีมสอบสวนฯ และวิธีการสอบสวนฯ ที่เหมาะสมตามระดับความรุนแรงและความเสี่ยงของอุบัติการณ์นั้น และต้องระบุสาเหตุที่แท้จริง พร้อมกำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกันที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ

การขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางธุรกิจ (O2Bx)

  • การปรับแผนกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางธุรกิจ (O2Bx) เพื่อเตรียมพร้อมที่จะขับเคลื่อนโรงกลั่นชั้นนำระดับโลก และปรับเป้าหมายความปลอดภัยระดับองค์กรให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ใหม่ดังกล่าว คือ No Harm, No Leak, Goal Zero
  • การทบทวนแผนงาน 5 ปี ด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย การจัดการเหตุฉุกเฉินและวิกฤตให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก ความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงแผนกลยุทธ์และเป้าหมายระดับองค์กรใหม่
  • การมอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงนำเสนอกรณีศึกษาและประเด็นที่มีนัยสำคัญด้านความปลอดภัยทั้งจากภายในและภายนอกองค์กรให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ รับทราบเป็นประจำทุกเดือน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง
  • การเยี่ยมผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และคณะผู้บริหารระดับสูง ทั้งในระหว่างการปฏิบัติงานตามปกติ การหยุดซ่อมบำรุงหน่วยผลิต และงานโครงการก่อสร้าง เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ตลอดจนสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและสนับสนุนความปลอดภัยในการทำงาน รวมถึงเป็นตัวอย่างที่ดีด้านภาวะผู้นำความปลอดภัย

SMILE Activity

Working with the right to health

Working with the right to health: กลุ่มไทยออยล์บริหารจัดการและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 และมีมาตรการการดูแลรักษาพนักงานอย่างต่อเนื่องจนหายป่วย และสามารกลับเข้าทำงานได้อย่างปลอดภัย (Return to work) โดยกำหนดมาตรการและนโยบายที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของภาครัฐ พร้อมสร้างความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พนักงาน ผู้รับเหมา คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียของกลุ่มไทยออยล์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งมีการกำหนดนโยบายการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย (Work From Home Policy) เพื่อให้พนักงานมีสิทธิในการเลือกรูปแบบการทำงานที่เหมาะสมกับตน
นอกจากนี้ กลุ่มไทยออยล์ได้จัดทำนโยบายสนับสนุนพนักงานกลุ่มไทยออยล์ “People First for Employee Support Policy” เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและให้ความช่วยเหลือแก่พนักงาน ครอบครัวพนักงาน และสมาชิกชมรมพนักงานเกษียณกลุ่มไทยออยล์ ที่เผชิญกับอุปสรรคทั้งด้านการเงิน กฎหมาย สุขภาพกาย สุขภาพใจ แอลกอฮอล์ หรือยาเสพติด ปัญหาการสมรส ความเจ็บป่วย ของสมาชิกในครอบครัว การดูแลบุตร ฯลฯ ทั้งในรูปแบบของสิทธิประโยชน์สวัสดิการ และมิใช่สวัสดิการ ตลอด 24 ชั่วโมงของทุกวัน

Improving mental health care

Improving mental health care: โครงการ 5 สุข เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาวะของพนักงานวิถีใหม่ (New Normal Work Life) และเพื่อให้พนักงานได้เข้าใจสิทธิที่พนักงานควรได้รับทั้งการดูแลพนักงานรวมถึงพนักงานที่เกษียณอายุในทุกด้านผ่าน โครงการ 5 สุขของกลุ่มไทยออยล์ ได้แก่

Ensuring education for all

Ensuring education for all: การให้ความรู้และสร้างความตระหนักด้านสิทธิมนุษยชน สำหรับพนักงานผ่าน Human Rights E-learning ใน “Thaioil Academy Application” และสำหรับผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ผ่านการจัดกิจกรรมการบรรยายเพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่คู่ค้าอย่างต่อเนื่อง ในงานสัมนาคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ ประจำปี 2566 (Supplier Seminar 2023) ณ หอประชุมไทยออยล์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี อีกทั้งการสร้างความตระหนักรู้ผ่านการยอมรับแนวปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ (Supplier Code of Conduct) เป็นต้น

การร่วมมือกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. ร่วมจัดงาน PTT Group CG Day 2023 ภายใต้แนวคิด “Good to Great : CG Empowering for the Future"

การร่วมมือกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. ร่วมจัดงาน PTT Group CG Day 2023 ภายใต้แนวคิด “Good to Great : CG Empowering for the Future ผสานพลังร่วม รวมพลังสร้าง สู่อนาคตยั่งยืน” ผ่านการจัดงานในรูปแบบ Hybrid เพื่อส่งเสริม เผยแพร่การดำเนินงานด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีของกลุ่ม ปตท. และเน้นย้ำให้บุคลากรทุกระดับในกลุ่ม ปตท. นำหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาใช้ในการปฏิบัติงาน โดยมีคณะกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน ตัวแทนบริษัทคู่ค้า และแขกรับเชิญจากหน่วยงานกำกับฯ เช่น ตัวแทนจากมูลนิธิต่อต้านการทุจริต สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าร่วมงานกว่า 400 คน รวมทั้งมีการเชิญคู่ค้า ลูกค้า และพนักงานเข้าร่วมชมการถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ของงานอีกด้วย

การจัดทำการสำรวจวัฒนธรรมองค์กรด้านการบูรณาการ GRC

การจัดทำการสำรวจวัฒนธรรมองค์กรด้านการบูรณาการ GRC (GRC Culture Survey) ประจำปี 2566 เพื่อประเมินวัฒนธรรมองค์กรด้านการบูรณาการการดำเนินงานด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน และการปฏิบัติตามกฎหมายกฎระเบียบและข้อบังคับ (GRC) ในภาพรวม โดยผลการสำรวจที่ได้รับจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อจัดทำแผนงานเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการกำกับดูแลกิจการอย่างเหมาะสมต่อไป

การสื่อสารให้ข้อมูลหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี

การสื่อสารให้ข้อมูลหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี จรรยาบรรณการดำเนินธุรกิจ และการต่อต้านการทุจริต ผ่านช่องทางการสื่อสารภายในบริษัทฯ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เช่น คอลัมน์ GRC Corner ในวารสารอัคนี (วารสารภายในองค์กร) GRC Newsletter รวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง

การสื่อสารนโยบายงดรับของขวัญ (No Gift Policy)

การสื่อสารนโยบายงดรับของขวัญ (No Gift Policy) ให้พนักงานทุกคนรับทราบผ่านช่องทางสื่อสารภายในองค์กร ในหลากหลายรูปแบบ เช่น คลิปวีดิโอ E-newsletter เป็นต้นตลอดจนการจัดส่ง “หนังสือขอความร่วมมืองดมอบของขวัญหรือของกำนัลแก่ผู้บริหารและพนักงานของกลุ่มไทยออยล์” แก่คู่ค้า ลูกค้า สถาบันการเงิน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทางธุรกิจ เพื่อหลีกเลี่ยงและป้องกันเหตุปัจจัยที่อาจนำไปสู่การกระทำที่ขัดต่อนโยบายการต่อต้านทุจริต

การปรับปรุงสื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (E-learning)

การปรับปรุงสื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (E-learning) ได้แก่ CG Orientation E-learning สำหรับพนักงานใหม่ ประกอบด้วยหัวข้อหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ และการต่อต้านการทุจริต และ Anti-Fraud E-learning สำหรับพนักงานปัจจุบัน เพื่อให้ความรู้ที่มาของการเกิดทุจริต และแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตภายในองค์กร

การจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้

การจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้ และส่งเสริมพฤติกรรมการปฏิบัติงานที่โปร่งใส เป็นธรรม ตลอดปี 2566 เช่น กิจกรรม Compliance & CG Talk หัวข้อ การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย บรรยายโดย นิติกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กิจกรรม Law Focus หัวข้อ การป้องกันการฟอกเงินและต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย บรรยายโดยผู้บริหารจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) กิจกรรม GRC in Action บริเวณหน้างาน CEO Townhall ประจำไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 4 กิจกรรม Good to Great CG Contest เชิญชวนแบ่งปันวิธีการทำงานที่ส่งเสริมแนวทาง CG ในแบบของคุณ เป็นต้น

SAP ECC

ปรับปรุงซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ของระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) ที่บริษัทฯ ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน หรือ ที่เรียกว่า SAP ECC ให้ยังคงสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงระบบ ERP ไปสู่ SAP S/4 HANA ในปี พ.ศ. 2570 (ค.ศ. 2027)

Prominence Enhancement

พัฒนาระบบที่ใช้เก็บข้อมูลการขายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของกลุ่มไทยออยล์ โดยมีข้อมูลในหลายแง่มุม เช่น ประเภทคู่ค้า ราคา ปริมาณการซื้อขาย ช่วงเวลาการซื้อขาย รูปแบบการชำระเงิน เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์โครงสร้างราคา และช่วยในการตัดสินใจสำหรับการกำหนดรูปแบบการซื้อขายที่เหมาะสมกับคู่ค้าแต่ละราย เพิ่มโอกาสในการสร้างผลกำไรที่มากขึ้น ตามแต่ละสถานการณ์ของตลาดที่มีความผันผวน

Predictive Maintenance Analytics

พัฒนาระบบประมวลผลข้อมูลการซ่อมบำรุงอุปกรณ์เครื่องจักรที่สำคัญในกระบวนการผลิตของกลุ่มไทยออยล์ เพื่อใช้ทำนายโอกาสที่อุปกรณ์เครื่องจักรเหล่านั้นจะเกิดความเสียหายและหาทางป้องกันล่วงหน้า เพื่อไม่ไห้เกิดเหตุการณ์ Unplan Shutdown และ Unplan Maintenance ต่างๆ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้

JSKem Pte Ltd & TOPNEXT India Private Limited

JSKem Pte Ltd & TOPNEXT India Private Limited

www.jskem.com.sg 

TOPNEXT ได้ซื้อหุ้นจำนวน 60% ในJSKEM เพื่อขยายธุรกิจด้านจัดจำหน่ายสารทำละลายและเคมีภัณฑ์ในประเทศสิงคโปร์ และอินเดีย ก่อตั้งเมื่อปี 2021

PT. Tirta Surya Raya

PT. Tirta Surya Raya

TOPNEXT (TX)  ได้ซื้อหุ้นจำนวน 67% ใน PT. Tirta Surya Raya ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2019 เป็นบริษัทผู้จัดจำหน่ายสารทำละลายและเคมีภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซีย โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Tangerang ประเทศอินโดนีเซีย

TOP Solvent Myanmar

TOP Solvent Myanmar

TOP Solvent Myanmar (TSMM) ปี พ.ศ.2560 บริษัทฯได้จัดตั้งสำนักงานตัวแทน ในประเทศเมียนมา ภายใต้ชื่อ TOP Solvent Company Limited (Myanmar Representative Office) เป็นตัวแทนบริษัทฯ ในการติดต่อประสานงานกับลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อจำหน่ายสินค้า Petroleum และเคมีภัณฑ์ พร้อมทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

TOP Solvent (Vietnam) Limited Liability

TOP Solvent (Vietnam) Limited Liability

ก่อตั้ง เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2552 โดยมี บจ. ท็อป โซลเว้นท์ ถือหุ้น 100 เปอร์เซนต์ และเป็นการลงทุนต่างประเทศครั้งแรกของไทยออยล์ ให้บริการด้านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สารทำละลาย และเคมีภัณฑ์ หลากหลายรูปแบบ เช่น อุตสาหกรรมสี สารเคลือบผิว ทินเนอร์ กาว ตัวประสาน หมึกพิมพ์ อิเลคโทรนิค นํ้ายาทำความสะอาดต่างๆ การสกัดนํ้ามันพืช และอุตสาหกรรมเคมี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีคลังสินค้าในนิคมอุตสาหกรรม Go Dau (เวียดนามใต้) จังหวัด Dong Nai (เวียดนามใต้) และ จังหวัด Hai Phong (เวียดนามเหนือ)

บริษัท ศักดิ์ไชยสิทธิ จำกัด

บริษัท ศักดิ์ไชยสิทธิ จำกัด

www.sakchaisit.com 

มีบริษัท ท็อป เน็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง เป็นผู้ผลิตสารทำละลายไฮโดรคาร์บอนคุณภาพสูง สำหรับอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมสี, ยางรถยนต์, กาว, น้ำมันพืช, โฟม, พลาสติก, เหมืองทองแดง เป็นต้น