ความหลากหลายทางชีวภาพ
ความท้าทาย ความเสี่ยง
และผลกระทบ
การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญระดับโลกในระยะยาว โดยจัดอยู่ในห้าอันดับแรกตามรายงานของสภาเศรษฐกิจโลกประจำปี 2568 (The World Economic Forum: WEF) การสูญพันธุ์หรือการลดลงของสายพันธุ์ที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม มนุษยชาติ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นโดยส่งผลโดยตรงต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
ซึ่งมีความเชื่อมโยงต่อการดำเนินงานและกิจกรรมของกลุ่มไทยออยล์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ หากไม่มีการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ ในขณะเดียวกัน Task Force on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) ได้กำหนดกรอบการทำงานที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ โดยกรอบการรายงานดังกล่าวจะขับเคลื่อนและกำหนดให้องค์กรนำปัจจัยด้านการเงินมาประเมินความเสี่ยงและผลกระทบจากความหลากหลายทางชีวภาพที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กร นอกจากนี้ ตามข้อตกลงในการปกป้องระบบสิ่งแวดล้อมโลกภายใต้กรอบความหลากหลายทางชีวภาพ คุนหมิง-มอนทรีออล ได้ผลักดันให้ประเทศต่างๆ ดำเนินมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนและการพัฒนาโครงการที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น โครงการการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว การอนุรักษ์ป่าชายเลน และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน จะช่วยเพิ่มโอกาสให้บริษัทฯ เข้าถึงสินเชื่อเพื่อโครงการด้านสิ่งแวดล้อม หรือ สินเชื่อสีเขียว (Green Finance) และเงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐหรือสถาบันการเงินที่ให้ความสำคัญด้านความยั่งยืน การร่วมมือกับชุมชนและภาคีเครือข่ายในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่มีต่อบริษัทฯ ในฐานะผู้นำด้านพลังงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอย่างแท้จริง
กลุ่มไทยออยล์มุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ ดังนั้น บริษัทฯ จึงบูรณาการการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงพื้นที่ป่าไม้ เข้าไปในการดำเนินธุรกิจ
เพื่อหลีกเลี่ยงและลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะสั้น กลางและยาว ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม โดยได้กำหนดเป้าหมายประจำปี 2568 และเป้าหมายระยะยาว (4Ns Commitment) ดังนี้
เป้าหมาย
ความครบถ้วนของการศึกษาข้อมูลพื้นฐานด้านความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล
เป้าหมายปี 2568
ร้อยละ
100
ความครบถ้วนของการเปิดเผยข้อมูลแผนบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและความคืบหน้าของการดำเนินงานตามแผน
เป้าหมายปี 2568
ร้อยละ
100
ความครบถ้วนของมาตรการป้องกันไฟป่าสำหรับโครงการที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท
เป้าหมายปี 2568
ร้อยละ
100
การประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่ครอบคลุมพื้นที่การดำเนินงานของบริษัท พื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่การดำเนินงาน รวมถึงกิจกรรมต้นน้ำ (Upstream) และปลายน้ำ (Downstream)
เป้าหมายปี 2568
ร้อยละ
100
เป้าหมายด้านการไม่ตัดป่าไม้
เป้าหมายระยะยาว
ภายในปี 2578
บรรลุการไม่สูญเสียพื้นที่ป่าสุทธิ
(No Net Deforestation: NND)¹
ภายในปี 2583
ไม่ก่อให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าโดยสิ้นเชิง
(No Gross Deforestation: NGD)²
เป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
เป้าหมายระยะยาว
ภายในปี 2583
ไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียด้านความหลากหลายทาง ชีวภาพสุทธิ
(No Net Loss: NNL)³
ภายในปี 2593
บรรลุผลกระทบเชิงบวกสุทธิ
(Net Positive Impact: NPI)⁴
เป้าหมายด้านการไม่ตัดป่าไม้
(1) กลุ่มไทยออยล์กำหนดเป้าหมายที่จะบรรลุการ “ไม่สูญเสียพื้นที่ป่าสุทธิ” (No Net Deforestation: NND) โดยชดเชยการสูญเสียพื้นที่ป่าผ่านการฟื้นฟูหรือปลูกป่าทดแทน
(2) กลุ่มไทยออยล์กำหนดเป้าหมายที่จะ “ไม่ก่อให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าโดยสิ้นเชิง” (No Gross Deforestation: NGD) ในการดำเนินงานใหม่ทั้งหมดของธุรกิจจะไม่มีการแผ้วถางป่าธรรมชาติใดๆ เพื่อกิจกรรมทางธุรกิจในอนาคต
เป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
(3) กลุ่มไทยออยล์กำหนดเป้าหมายที่จะ “ไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียด้านความหลากหลายทาง ชีวภาพสุทธิ” (No Net Loss: NNL) โดยไม่รุกล้ำพื้นที่เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อปรับเร่งเป้าหมายให้เป็นปี 2573
(4) กลุ่มไทยออยล์กำหนดเป้าหมายที่จะบรรลุ “ผลกระทบเชิงบวกสุทธิ” (Net Positive Impact: NPI) ต่อความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว โดยนำแนวทางการลดผลกระทบ ตามลำดับขั้น (Mitigation Hierarchy) และกรอบแนวคิด AR3T (Avoid, Reduce, Regenerate, Restore and Transform) มาใช้ในการชดเชยผลกระทบที่ยังเหลืออยู่ และหลีกเลี่ยงหรือลดผลกระทบจากการดำเนินงานในอนาคต
แนวทางการดำเนินงาน
และผลการดำเนินงาน
กลุ่มไทยออยล์ได้ยกระดับความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบต่อความหลากหลายทางชีวภาพผ่านนโยบายคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม และการจัดการพลังงาน และคำแสดงเจตจำนงด้านความหลากหลายทางชีวภาพของกลุ่มไทยออยล์ (Thaioil and Subsidiaries’ Biodiversity Statement) โดยได้รับการพิจารณาและลงนามจากคณะกรรมการบริษัทฯ (Board of Directors) และประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (Chief Executive Officer and President) เพื่อผลักดันการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ได้พัฒนากรอบการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพตามมาตรฐาน TNFD (The Taskforce on Nature-related Financial Disclosures) โดยดำเนินงานตามกรอบ LEAP (Locate, Evaluate, Assess, Prepare) มาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสด้านธรรมชาติ โดยครอบคลุม 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่
- Commitment: การกำหนดเป้าหมายระยะยาว หรือ 4Ns Commitment ได้แก่ การไม่สูญเสียพื้นที่ป่าสุทธิ (NND) การไม่ก่อให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าโดยสิ้นเชิง (NGD) ไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียด้านความหลากหลายทาง ชีวภาพสุทธิ (NNL) และการบรรลุผลกระทบเชิงบวกสุทธิ (NPI)
- Locate (ระบุพื้นที่เสี่ยง): ใช้เครื่องมือ Integrated Biodiversity Assessment Tool (IBAT) และการวิเคราะห์เชิงพื้นที่เพื่อระบุความใกล้ชิดกับพื้นที่คุ้มครองและพื้นที่สำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
- Evaluate & Assess (ประเมินผลกระทบและวิเคราะห์ความเสี่ยง)
- Evaluate (ประเมินผลกระทบ): นำเครื่องมือ Exploring Natural Capital Opportunities, Risks and Exposure (ENCORE) และ World Wide Fund for Nature (Biodiversity Risk Filter (WWF BRF) มาประเมินความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมทางธุรกิจกับระบบนิเวศ
- Assess (วิเคราะห์ความเสี่ยง): กำหนดและจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ และบูรณาการเข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กร
- Prepare (เตรียมความพร้อม): กำหนดมาตรการและตัวชี้วัดเพื่อการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ
- Mitigation Action (บรรเทาผลกระทบ): นำแนวทางการลดผลกระทบตามลำดับขั้น (Mitigation Hierarchy) ตามกรอบแนวคิด AR3T (Avoid, Reduce, Regenerate, Restore and Transform) มาใช้ในการชดเชยผลกระทบที่ยังเหลืออยู่ และหลีกเลี่ยงหรือลดผลกระทบจากการดำเนินงานในอนาคต
นอกจากนี้ กลุ่มไทยออยล์ได้นำคู่มือบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการของระบบนิเวศที่ได้มีการทบทวนร่วมกับกลุ่ม ปตท. (PTT Group Biodiversity and Ecosystem Service) ซึ่งได้พัฒนาและบูรณาการมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น แผนปฏิบัติการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย, GRI Sustainable Reporting Standard (GRI Standard), TNFD Framework, IBAT, ENCORE, WWF ฯลฯ มาใช้ในการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพของกลุ่มไทยออยล์ โดยมุ่งมั่นที่จะดำเนินการฟื้นฟูหรือปลูกป่าไม้ เพื่อชดเชยกรณีมีการสูญเสียป่าไม้ จากการดำเนินธุรกิจเกิดขึ้น (No Net Deforestation) และมุ่งสู่การไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียคุณค่าสุทธิต่อความหลากหลายทางชีวภาพ (No Net Loss) ทั้งพื้นที่บนบกและในน้ำ
กลุ่มไทยออยล์มีการรายงานผลการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพต่อผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการบริษัทฯ เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพมีความสอดคล้องกับทิศทางกลยุทธ์องค์กร และสามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การประเมินความเสี่ยงและผลกระทบ
ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
- ความเสี่ยงทางธุรกิจ: การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอันเนื่องมากจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ การแปรปรวนของฤดูกาล อาจส่งผลกระทบต่อการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นสำหรับการดำเนินธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์
- ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ: การยกระดับความเข้มงวดของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับความหลากหลายทางชีวภาพอาจส่งผลให้ต้นทุนทางธุรกิจและความซับซ้อนในการดำเนินงานสูงขึ้น
- ความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์: หากกลุ่มไทยออยล์ไม่สามารถบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจส่งผลให้ภาพลักษณ์ในเชิงลบต่อการดำเนินธุรกิจกลุ่มไทยออยล์ รวมถึงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ลูกค้า คู่ค้า ผู้ถือหุ้น นักลงทุน ชุมชนและพันธมิตรทางธุรกิจ เป็นต้น ที่ให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ
- ความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมและชุมชน: การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอาจก่อให้เกิดประเด็นปัญหาต่อความเป็นอยู่ของชุมชนและส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์ในระยะยาว
ดังนั้น กลุ่มไทยออยล์ได้ประยุกต์ใช้เครื่องมือการประเมินความเสี่ยงทางความหลากหลายทางชีวภาพหลากหลายเครื่องมือ ได้แก่ Integrated Biodiversity Assessment Tool (IBAT), ENCORE และ WWF Biodiversity Risk Filter รวมถึง IUCN Red List เป็นต้น ทั้งนี้ ยังได้นำแนวทางการจัดทำรายงาน GRI Reporting Protocols มาปรับใช้เพื่อกำหนดวิธีการและแนวทางการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพและบริการระบบการจัดการอีกด้วย
การประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานที่พึ่งพาบริการจากธรรมชาติ (Dependency-related biodiversity risks considered in risk assessment)
การประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานที่พึ่งพาบริการจากธรรมชาติของกลุ่มอุตสาหกรรมแต่ละประเภท ณ พื้นที่ตั้งต่างๆ นั้น สามารถประเมินโดยใช้เครื่องมือที่เป็นมาตรฐานสากล เช่น WWF Biodiversity Risk Filter และ ENCORE เป็นต้น
กลุ่มไทยออยล์ได้ประเมินความเสี่ยงดังกล่าวผ่านเครื่องมือ ENCORE สำหรับการประเมินการพึ่งพาบริการจากธรรมชาติ (Dependency) โดยเครื่องมือนี้จะจัดอันดับระดับการพึ่งพาบริการจากธรรมชาติตามประเภทของอุตสาหกรรม เช่น โรงกลั่นน้ำมัน โรงไฟฟ้า และปิโตรเคมี เป็นต้น ทั้งนี้ ผลการประเมินพบว่า กลุ่มไทยออยล์เป็นพื้นที่ที่มีระดับการพึ่งพาปานกลาง ในประเด็นต่างๆ ดังนี้
- การขาดแคลนน้ำ (Water Scarcity)
- อากาศร้อนจัด (Extreme Heat)
- การเปลี่ยนแปลงของการใช้ประโยชน์ที่ดิน น้ำจืด และน้ำทะเล (Land, Freshwater and Sea Use Change)
- การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ (Tree Cover Loss)
- มลพิษ (Pollution)
อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ผลการประเมินพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพมีความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่มไทยออยล์ไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่ที่ได้รับการปกป้องและพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพสำคัญ โดยระยะทางระหว่างพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่มไทยออยล์และพื้นที่ที่ได้รับการปกป้องและพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่า 10 กิโลเมตร ดังแสดงในตาราง
จำนวนพื้นที่ปฏิบัติงาน | พื้นที่ปฏิบัติงาน | ||
|---|---|---|---|
ไร่ | เฮกตาร์ | ||
พื้นที่ปฏิบิติการทั้งหมด | 1 | 605 | 245 |
พื้นที่ปฏิบิติการที่ได้รับการประเมินทั้งหมด | 1 | 605 | 245 |
พื้นปฏิบิติการที่เผชิญความเสี่ยง | 0 | 0 | 0 |
แผนการบริหารจัดการ | 0 | 0 | 0 |
พื้นที่ปฏิบิติการทั้งหมด
จำนวนพื้นที่ปฏิบัติงาน
1
จำนวน
พื้นที่ปฏิบัติงาน
23,610.25
ไร่
พื้นที่ปฏิบิติการที่ได้รับการประเมินทั้งหมด
จำนวนพื้นที่ปฏิบัติงาน
1
จำนวน
พื้นที่ปฏิบัติงาน
23,610.25
ไร่
พื้นปฏิบิติการที่เผชิญความเสี่ยง
จำนวนพื้นที่ปฏิบัติงาน
0
จำนวน
พื้นที่ปฏิบัติงาน
0
ไร่
แผนการบริหารจัดการ
จำนวนพื้นที่ปฏิบัติงาน
0
จำนวน
พื้นที่ปฏิบัติงาน
0
ไร่
หมายเหตุ: พื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่มไทยออยล์ครอบคลุม บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) บริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด (มหาชน) (TLB) บริษัท ไทยพาราไซลีน จำกัด (TPX) บริษัท ลาบิกซ์ จำกัด (LABIX) และ บริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด (TOPSPP) ในอำเภอศรีราชา และบริษัท ศักดิ์ไชยสิทธิ จำกัด (SAKC) ในพื้นที่จังหวัดระยอง
แนวทางการบรรเทาผลกระทบ
อย่างมีลำดับชั้น (Mitigation Hierarchy)
กลุ่มไทยออยล์ได้นำคู่มือการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและบริการนิเวศของกลุ่มปตท. รวมถึงแบบประเมินDJSI (Dow Jones Sustainability Indices) มาประยุกต์ใช้เพื่อเป็นแนวทางการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและบริการของระบบนิเวศรวมถึงการประเมินความเสี่ยง
อีกทั้งยังได้ประยุกต์ใช้แนวทางการลดผลกระทบตามลำดับขั้น (Mitigation Hierarchy) ในการหลีกเลี่ยง ลดผลกระทบ ฟื้นฟู และเปลี่ยนผ่าน ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่อความหลากหลายทางชีวภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า และทำการติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวทางการดำเนินงานดังนี้
- หลีกเลี่ยง (Avoid): หลีกเลี่ยงการดำเนินธุรกิจในพื้นที่สำคัญทางชีวภาพ ผ่านนโยบายคุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม และพลังงาน ครอบคลุมการประเมิน EIA (Environmental Impact Assessment) การบริหารความเสี่ยง และขยายมาตรการไปยังห่วงโซ่อุปทาน เพื่อบรรลุเป้าหมาย No Net Loss (NNL), Net Positive Impact (NPI) และ No Gross Deforestation (NGD)
- ลดผลกระทบ (Reduce): กลุ่มไทยออยล์ลดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านโครงการ TOP CE WE GO พร้อมกำหนดเป้าหมายการลดการใช้และการบริโภคน้ำอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังริเริ่มโครงการลดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น โครงการผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Product – Promotion of Green Procurement) และโครงการปิดคลุมระบบบำบัดน้ำเสีย (ETP Cover Project) เพื่อลดการปล่อยสารอินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds: VOCs) สู่สิ่งแวดล้อม เป็นต้น
- ฟื้นฟู (Restore & Regeneration): มุ่งเน้นการฟื้นฟูระบบนิเวศสู่สภาพเดิม และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพผ่านการปรับปรุงโครงการที่มีอยู่ เช่น โครงการปลูกป่า โดยกลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการปลูกป่าในหลายพื้นที่ โดยพื้นที่จังหวัดแพร่จำนวนกว่า 8,300 ไร่ โครงการป่าชายเลนในจังหวัดตรังกว่า 300 ไร่ เป็นต้น โดยบริษัทฯ มีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
- เปลี่ยนผ่าน (Transform): สร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วนกับภาครัฐ อุตสาหกรรม และชุมชน เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ ในฐานะสมาชิกเครือข่ายป่าชายเลนไทย ได้ลงนาม MOU (Memorandum of Understanding) กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มุ่งขยา:และฟื้นฟูป่าชายเลน อีกทั้งยังขยายความร่วมมือในกลุ่มบริษัททั้งในประเทศและต่างประเทส ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ยั่งยืนและสร้างนวัตกรรมที่เสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบนิเวศในระยะยาว
อีกทั้งยังได้ประยุกต์ใช้หลักการบรรเทาผลกระทบตามลำดับขั้น (Mitigation Hierarchy Principle) ในการป้องกัน หลีกเลี่ยง บรรเทา ฟื้นฟู และชดเชยผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่อความหลากหลายทางชีวภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า
ความร่วมมือกับเครือข่าย
ด้านความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ
องค์กร/ หน่วยงานภายนอก
สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา
ความร่วมมือกับเครือข่ายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
ศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ทะเลบริเวณพื้นที่ท่าเทียบเรือ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
โครงการศึกษาผลกระทบของการรั่วไหลของน้ำมันดิบต่อระบบนิเวศแนวปะการัง และทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล บริเวณชายฝั่งเกาะสีชัง และเกาะค้างคาว จังหวัดชลบุรี
องค์กร/ หน่วยงานภายนอก
สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสจ.) จังหวัดชลบุรี
กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ
ประมงจังหวัดชลบุรี
สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 2
ผู้แทนสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13
ความร่วมมือกับเครือข่ายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
หารือการจัดทำแผนเฝ้าติดตามและแผนฟื้นฟู ร่วมกับหน่วยงานราชการ
กำหนดแผนการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว
จัดทำแผนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับภาครัฐและประชาชน
ร่วมพิธีลงนาม บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ในฐานะภาคีเครือข่ายป่าชายเลน ประเทศไทย
องค์กร/ หน่วยงานภายนอก
สํานักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 สาขาแพร่ (สจป. 3 สาขาแพร่)
ความร่วมมือกับเครือข่ายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
ดําเนินโครงการปลูกป่า ประจําปี 2567 ในจังหวัดแพร่ร่วมกับประธานและสมาชิกวิสาหกิจชุมชน
องค์กร/ หน่วยงานภายนอก
ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนที่ 22 (ปะเหลียน ตรัง)
บริษัท ซีแมน จํากัด
ความร่วมมือกับเครือข่ายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
จัดประชุมเพื่อประชาสัมพันธ์ สร้างกระบวนการรับรู้ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนใน โครงการปลูกป่าชายเลนฯ ที่หมู่ที่ 2 บ้านหยงสตาร์และหมู่ที่ 4 บ้านทุ่งรวงทอง อําเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง
ปรับปรุงและฟื้นฟูป่าชายเลนรวมถึงระบบนิเวศ
โครงการที่โดดเด่น
ปี | โครงการ |
|---|---|
2563 | • ร่วมกับกลุ่ม ปตท. ในการพัฒนาคู่มือแนวทางการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและบริการของระบบนิเวศของกลุ่ม ปตท. • ประยุกต์ใช้เครื่องมือการประเมินความเสี่ยงของกลุ่ม ปตท. เพื่อประเมินความหลากหลายทางชีวภาพของกลุ่มไทยออยล์ |
2564 | • ทบทวนผลการประเมินความเสี่ยงทางความหลากหลายทางชีวภาพและบริการของระบบนิเวศของกลุ่มไทยออยล์ |
2565 | • ประกาศคำแสดงเจตจำนงด้านความหลากหลายทางชีวภาพของกลุ่มไทยออยล์ประจำปี 2565 |
2566 | • ยกระดับนโยบายคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม และการจัดการพลังงาน กลุ่มไทยออยล์ และคำแสดงเจตจำนงด้านความหลากหลายทางชีวภาพของกลุ่มไทยออยล์ โดยได้รับการลงนามจากคณะกรรมการบริษัทฯ (Board of Director) • ดำเนินโครงการศึกษาติดตามผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหล ที่ทุ่นผูกเรือน้ำลึกกลางทะเล (SBM-1) ต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศแนวปะการังบริเวณชายฝั่งเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี • ศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ทะเลบริเวณพื้นที่ท่าเทียบเรือ บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) |
2567 | • พัฒนาและจัดทำคู่มือแนวทางการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและบริการของระบบนิเวศของกลุ่มไทยออยล์ • ทบทวนการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบทางความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการประเมิน Dependency ของกลุ่มไทยออยล์ • โครงการศึกษาผลกระทบของการรั่วไหลของน้ำมันดิบต่อระบบนิเวศแนวปะการัง และทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล บริเวณชายฝั่งเกาะสีชัง และเกาะค้างคาว จังหวัดชลบุรี ระยะเวลา 3 ปี • โครงการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ทะเลบริเวณพื้นที่ท่าเทียบเรือ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ระยะเวลา 3 ปี • โครงการฟื้นฟูทรัพยากร และระบบนิเวศชายฝั่ง บริเวณเกาะสีชัง ศูนย์เรียนรู้ธนาคารสัตว์ทะเลเกาะสีชัง โดยชุมชน เพื่อชุมชนยั่งยืนฯ • จัดสัมมนาคู่ค้า (Supplier Relationship Seminar: SRM) และสื่อสารแนวทางปฏิบัติอย่างยั่งยืนให้กับคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ (Sustainable Code of Conduct for Suppliers of Thaioil Group: SCOC) ประจำปี 2567 |
2568 | • ประกาศคำแสดงเจตจำนงพร้อมกำหนดเป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการไม่ตัดไม้ทำลาย (Biodiversity and No Deforestation Commitment) • จัดทำคู่มือแนวทางการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและบริการของระบบนิเวศของกลุ่มไทยออยล์ (Biodiversity Management Plan) • ทบทวนการประเมินความเสี่ยงทางความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการประเมินผลกระทบและการดำเนินงานที่พึ่งพาบริการจากธรรมชาติ (Impact & Dependency) ของกลุ่มไทยออยล์ • โครงการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ทะเลบริเวณพื้นที่ท่าเทียบเรือ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ระยะเวลา 3 ปี • โครงการจากผืนป่า…กลุ่มไทยออยล์ต่อยอดพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อสร้างชุมชนที่ยั่งยืน การส่งเสริมฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และป้องกันการเกิดไฟป่า |
ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ได้ดำเนินโครงการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนี้
กลุ่มไทยออยล์ปลูกป่า 8,600 ไร่สำเร็จ พร้อมเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ
กลุ่มไทยออยล์ได้ดำเนินการปลูกป่าร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกรมป่าไม้และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง บนพื้นที่ 8,600 ไร่ในจังหวัดแพร่และจังหวัดตรัง ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน
ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมากลุ่มไทยออยล์ได้ก้าวมาเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนให้เกิดการเติบโตด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนด้วยการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพด้วยการปลูกพันธุ์ไม้พื้นถิ่นกว่า 18 ชนิด เพื่อรักษาสมดุลทางธรรมชาติและเป็นแหล่งอาหารให้สัตว์ป่าและชุมชนโดยรอบ ทั้งยังช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก และปล่อยก๊าซออกซิเจนสู่ชั้นบรรยากาศ เพื่อเป็นมรดกด้านสิ่งแวดล้อมที่จะส่งต่ออนาคตที่ดีให้กับลูกหลานของเราให้เติบโตในสังคมที่ดี
ในปี 2568 “โครงการไทยออยล์ปลูกป่าชายเลนยั่งยืน ประจำปี 2568 ในจังหวัดตรัง ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง” จำนวน 300 ไร่ ได้รับการขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการยื่นขอรับการขึ้นทะเบียนพื้นที่ป่าบกจำนวน 8,300 ไร่ ซึ่งคาดว่า จะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1/2569
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวยังถือเป็นการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ เพื่อชดเชยผลกระทบที่ยังเหลืออยู่ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย “ผลกระทบเชิงบวกสุทธิ” (Net Positive Impact: NPI) ต่อความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว
กลุ่มไทยออยล์ลงนาม MOU โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ ร่วมกับกลุ่ม ปตท.
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 คุณจีราวัฒน์ พัฒนสมสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ – ด้านธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจนวัตกรรมและดิจิทัล เป็นผู้แทนบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding : MOU) จำนวน 2 ฉบับสำหรับโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture Utilization and Storage : CCUS) และการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Hydrogen) ร่วมกับผู้แทนของบริษัทในกลุ่ม ปตท. ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 6 ศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ อาคารซี
การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของกลุ่มไทยออยล์ที่มุ่งมั่นดำเนินงานเชิงรุกเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มไทยออยล์ตาม Net Zero Pathway ผ่านกลยุทธ์ Cut Down Existing Emission ซึ่งมุ่งเน้นการควบคุมและลดการใช้พลังงาน และกลยุทธ์ Control Future Emission ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ของกลุ่ม ปตท. นอกจากนั้น การดำเนินงานดังกล่าวยังถือเป็นการลดผลกระทบจากการดำเนินงานในอนาคต เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย “ผลกระทบเชิงบวกสุทธิ” (Net Positive Impact : NPI) ต่อความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว
กลุ่มไทยออยล์ลงนาม MOU โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ ร่วมกับกลุ่ม ปตท.
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 คุณจีราวัฒน์ พัฒนสมสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ – ด้านธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจนวัตกรรมและดิจิทัล เป็นผู้แทนบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding : MOU) จำนวน 2 ฉบับสำหรับโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture Utilization and Storage : CCUS) และการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Hydrogen) ร่วมกับผู้แทนของบริษัทในกลุ่ม ปตท. ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 6 ศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ อาคารซี
การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของกลุ่มไทยออยล์ที่มุ่งมั่นดำเนินงานเชิงรุกเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มไทยออยล์ตาม Net Zero Pathway ผ่านกลยุทธ์ Cut Down Existing Emission ซึ่งมุ่งเน้นการควบคุมและลดการใช้พลังงาน และกลยุทธ์ Control Future Emission ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ของกลุ่ม ปตท. นอกจากนั้น การดำเนินงานดังกล่าวยังถือเป็นการลดผลกระทบจากการดำเนินงานในอนาคต เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย “ผลกระทบเชิงบวกสุทธิ” (Net Positive Impact : NPI) ต่อความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว
โครงการจากผืนป่า…กลุ่มไทยออยล์ต่อยอดพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อสร้างชุมชนที่ยั่งยืน การส่งเสริมฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และป้องกันการเกิดไฟป่า
จากโครงการปลูกป่า 8,600 ไร่ที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ วันนี้ กลุ่มไทยออยล์ยังได้มีส่วนพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนด้วยการสร้างรายได้ผ่านการจ้างงานสมาชิกชุมชนรอบพื้นที่ประมาณ 500 คน โดยมีมูลค่ากว่า 43 ล้านบาทในปีที่ 1 หรือกว่า 170 ล้านบาทตลอดระยะเวลาโครงการฯ (10 ปี) ทั้งยังมีการพัฒนาองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการป้องกันไฟป่า เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านสาเหตุและผลกระทบจากไฟป่า การปฏิบัติงานป้องกันไฟป่าอย่างถูกวิธี รวมถึงการเพาะพันธุ์กล้าไม้และเทคนิคการปลูกป่า ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้สามารถลดความเสี่ยงในการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อกล้าไม้และสร้างรายได้จากการเพาะชำกล้าไม้ นอกจากนั้น กลุ่มไทยออยล์ยังได้มีการจัดสร้างแหล่งเรียนรู้การเพาะชำกล้าไม้ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการบริหารจัดการต้นทุนและต่อยอดเชิงพาณิชย์ในอนาคต ในพื้นที่บ้านเปาปม – ดงยาง หมู่ที่ 7 ตำบลนาพูน อำเภอวังชิ้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การเพาะชำกล้าไม้ให้แก่วิสาหกิจชุมชนอื่นๆ ในจังหวัดแพร่ต่อไป
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวยังถือเป็นการส่งเสริมฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และป้องกันการเกิดไฟป่า เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งจะเป็นการบรรเทาผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว
โครงการ “TOP Green X 2025” ปลุกพลังเยาวชน สู่ผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม
กลุ่มไทยออยล์ ร่วมกับเทศบาลนครแหลมฉบัง สานต่อความสำเร็จของโครงการเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม “TOP Green X” ด้วยการจัดกิจกรรม “เยาวชนคนกล้า ฟื้นฟูป่า สร้างคุณค่าขยะรีไซเคิล” เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน 2568 เพื่อส่งเสริมบทบาทของเยาวชนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้และทักษะด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชน อายุ 15–18 ปี จาก 10 ชุมชนรอบโรงกลั่นไทยออยล์ ผ่านการปลูกต้นไม้ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว เรียนรู้เรื่อง Carbon Credit และเป้าหมาย Net Zero ตลอดจนกิจกรรม DIY การรีไซเคิลวัสดุเหลือใช้ และการประกวดสื่อรณรงค์สิ่งแวดล้อมผ่านสื่อโซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์
โครงการ “TOP Green X” เริ่มต้นดำเนินการตั้งแต่ปี 2567 ด้วยกิจกรรม “ชุบชีวิตใหม่ให้น้องขยะ” ซึ่งนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาใช้แปรรูปขยะพลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำไปใช้ได้จริงในชุมชน เช่น ไม้กวาดจากขวดน้ำพลาสติก ไทยออยล์มุ่งหวังว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นเวทีในการปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชน พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ชุมชน และสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป
โครงการ “Thaioil Internship Program 2025” เปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกงาน ได้เรียนรู้และปลูกฝังจิตสำนึกเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
กลุ่มไทยออยล์ โดยทีมประชาสัมพันธ์โรงกลั่น จัดโครงการ “Thaioil Internship Program 2025” เปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกงานได้เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างรอบด้าน ผ่านกิจกรรม CSR ด้านชุมชนและสิ่งแวดล้อม
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 นักศึกษาฝึกงาน (รุ่นที่ 1) ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับนักเรียนโรงเรียนบ้านชากยายจีน จังหวัดชลบุรี ผ่านกิจกรรมสื่อสารและเกมการเรียนรู้ที่สนุกสนาน พร้อมส่งต่อแนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนในพื้นที่และวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 คณะนักศึกษาฝึกงาน (รุ่นที่ 2) ยังได้รวมพลังกันลงพื้นที่ทำกิจกรรม ปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว ณ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี เพื่อร่วมกันฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กับจังหวัดชลบุรี
TNVP จัดกิจกรรม “TN Care Bears” ร่วมอนุรักษ์สัตว์ป่า ณ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าบางละมุง
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 พนักงานจิตอาสา ฝ่ายเทคโนโลยี (TNVP) จัดกิจกรรม “TN Care Bears” ณ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าบางละมุง จ.ชลบุรี สร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติให้กับพนักงานโดยร่วมกันทำความสะอาดที่พักอาศัยของสัตว์ จัดทำของเล่นเสริมสร้างพฤติกรรมตามธรรมชาติ รวมถึงจัดเตรียมอาหารสำหรับสัตว์ป่า เพื่อร่วมสนับสนุนภารกิจของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าบางละมุงในการดูแลและฟื้นฟูสัตว์ป่า
กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ คุณริเริ่ม…เราเติมเต็ม ปี 5 “Team Spirit for All” ที่ส่งเสริมให้พนักงานสร้างคุณค่าสู่สังคม และเสริมสร้างค่านิยมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมให้เป็นรากฐานของวัฒนธรรมองค์กร
รักษ์เขาภูไบ พลังจิตอาสา QMVP ร่วมใจดูแลผืนป่า
เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2568 พนักงานจิตอาสาฝ่ายบริหารคุณภาพองค์กร (QMVP) ได้ดำเนินโครงการรักษ์เขาภูไบ คืนลิงสู่ป่า ต้นกล้าเมล็ดพันธุ์ ร่วมยิงเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าทนแล้งและปลูกกล้าไม้บนเขาภูไบ เพื่อเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศ และเพิ่มแหล่งอาหารธรรมชาติให้กับลิง ช่วยลดปัญหาลิงลงมารบกวนชุมชนและหน่วยกลั่นต่างๆกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ คุณริเริ่ม…เราเติมเต็ม ปี 5 “Team Spirit for All” ซึ่งส่งเสริมให้พนักงานใช้ความรู้ความสามารถ สร้างประโยชน์ให้สังคม อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังค่านิยมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรอย่างยั่งยืน
จิตอาสา SHMG ร่วมรักษาสมดุลระบบนิเวศทะเล
ณ ชายหาดวงศ์อมาตย์
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 พนักงานจิตอาสา ฝ่ายความมั่นคง ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม โครงการพลังงานสะอาด (SHMG) ร่วม ทำความสะอาดชายหาดและปล่อยพันธุ์ปูม้า จำนวน 400 ตัว ณ ชายหาดวงศ์อมาตย์ จ.ชลบุรี กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ คุณริเริ่ม…เราเติมเต็ม ปี 5 “Team Spirit for All” ที่มุ่งสนับสนุนให้พนักงานสร้างคุณค่าสู่สังคม และยังเป็นการปลูกฝังค่านิยมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมให้เป็นรากฐานของวัฒนธรรมองค์กรอย่างยั่งยืน
โครงการกิจกรรม ยิงเมล็ดพันธุ์พืชคืนป่าเขียว ช่วยโลกร้อน ณ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2568 นำโดยคุณเสริมศักดิ์ นันทพงศ์ และ พนักงานจิตอาสา ฝ่ายบริหารงานคุณภาพองค์กร ได้ร่วมกันใช้หนังสติ๊กยิงเมล็ดพันธุ์เพื่อปลูกป่า เป็นกิจกรรมที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มปริมาณต้นไม้ในป่าธรรมชาติ และคงพื้นที่ป่าไม้ไม่ให้ลดลงไปมากกว่าเดิม โดยนำเมล็ดพันธุ์ไม้ยืนต้นที่เป็นพืชพันธุ์ในพื้นที่ ได้แก่ สำรองป่า มะกอกป่า มะค่าโมง เป็นต้น นำเมล็ดพันธุ์มารวมกับดินเหนียว ปั้นเป็นก้อน เรียกว่า “SEEDBALLS” และยิงออกไปให้กระจายตามบริเวณพื้นที่ป่า และปล่อยให้เมล็ดพื้นที่ตกลงบนดินและเติบโตตามธรรมชาติ ช่วยเพิ่มพันธุ์ไม้ที่เป็นแหล่งอาหารของสัตว์และเพิ่มพื้นที่ป่าในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ปี 2568
ผลการดำเนินงาน
ในปี 2566 กลุ่มไทยออยล์ได้ปรับปรุงแนวทางปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ (SCOC) เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและสถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลง และเพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าเข้าใจในแนวทางปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ กลุ่มไทยออยล์จึงได้มีการสื่อสารแนวทาง SCOC ดังกล่าว ผ่านเว็บไซต์ของไทยออยล์และงานสัมมนาคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ประจำปี