Skip links

โรงกลั่นน้ำมัน

ไทยออยล์เริ่มต้นจากการเป็นโรงกลั่นขนาดเล็กที่มีกำลังการผลิต 35,000 บาร์เรลต่อวัน มาเป็นโรงกลั่นนํ้ามันแบบครบวงจรขนาด 275,000 บาร์เรลต่อวัน ที่มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

ลักษณะของ ธุรกิจ
ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากว่า 60 ปี ไทยออยล์ก้าวจากโรงกลั่นเล็กๆ ขนาดกำลังการผลิต 35,000 บาร์เรลต่อวัน มาเป็นโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) ขนาด 275,000 บาร์เรลต่อวัน และมีความสามารถในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งนํ้ามันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี นํ้ามันหล่อลื่นพื้นฐาน
โรงกลั่นนํ้ามันไทยออยล์ได้รับการออกแบบให้สามารถสร้างมูลค่าสูงสุดจากกระบวนการผลิต สามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปแต่ละชนิดให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและมีความยืดหยุ่นสูงในการใช้วัตถุดิบหรือนํ้ามันดิบจากแหล่งต่างๆ

ก่อตั้งบริษัท
โรงกลั่นน้ำมันไทย จำกัด

พ.ศ. 2504

ประเภทธุรกิจ

ธุรกิจโรงกลั่นนํ้ามัน

กำลังการผลิต

275,000

*หน่วยบาร์เรลต่อวัน

ผลิตภัณฑ์

Vel pretium dolor tellus id purus felis tellus cursus. Amet turpis vel enim aliquet maecenas. Egestas nulla urna suspendisse cursus aliquam mauris facilisis.

นํ้ามันเบนซิน

นํ้ามันเบนซินเป็นนํ้ามันเชื้อเพลิงที่ใช้อย่างแพร่หลายสำหรับ รถยนต์เครื่องยนต์เบนซิน และรถจักรยานยนต์ ปัจจุบัน ไทยออยล์สามารถผลิตนํ้ามันเบนซินตามมาตรฐานยูโร 5  ลดปริมาณกำมะถันจากเดิม 50 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ลงเหลือไม่เกิน 10 ppm ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx) ออกสู่บรรยากาศและช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) และไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ด้วย นอกจากนี้ยังมีการปรับลดปริมาณสารเบนซีน ซึ่งเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งด้วย

นอกจากนี้ ไทยออยล์ยังผลิตนํ้ามันเบนซิน พื้นฐาน (Gasoline Base หรือ G-Base) ซึ่งเมื่อนำไปผสมกับเอทานอลใน สัดส่วน 10% 20% และ 85% จะได้เป็น นํ้ามันแก๊ซโซฮอล์ (Gasohol) E10 E20 และ E85 ตามลำดับ และสามารถผลิตและจำหน่ายนํ้ามันเบนซิน ออกเทน 95 นํ้ามันเบนซิน พื้นฐานออกเทน 95 และนํ้ามันเบนซินพื้นฐานออกเทน 91 ให้แก่ผู้บริโภค ในประเทศเป็นหลัก

นํ้ามันดีเซล

นํ้ามันดีเซลเป็นนํ้ามันเชื้อเพลิงที่ใช้กับรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล รถบรรทุก รถแทรกเตอร์ เรือโดยสาร เรือประมง รถไฟ และโรงงานอุตสาหกรรม โดยปัจจุบัน ไทยออยล์สามารถผลิตน้ำมันดีเซลตามมาตรฐานยูโร 5 ได้ ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx) ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) และไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) รวมทั้งเขม่าควันดำออกสู่บรรยากาศและยังช่วยให้เครื่องยนต์ดีเซลทำงานได้ราบรื่นขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังเน้นการจัดจำหน่ายนํ้ามันดีเซลพื้นฐาน และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล ประมาณ 7% และ 20% ให้แก่ผู้บริโภค ในประเทศเป็นหลัก

นํ้ามันอากาศยาน

 นํ้ามันอากาศยานเป็นนํ้ามันเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องบินไอพ่น แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ นํ้ามันเครื่องบินไอพ่นพาณิชย์ (Jet A-1) ซึ่งจะใช้กับเครื่องบินโดยสาร หรือเครื่องบินพาณิชย์ทั่วไป และนํ้ามันเครื่องบินไอพ่นทหาร (JP-8) ที่ใช้ในกิจกรรมทางการทหาร เช่น เครื่องบินรบ และเครื่องบินขับไล่ ซึ่งเป็นนํ้ามันที่มีคุณสมบัติพิเศษกว่า ที่จะช่วยให้เครื่องบินทหารสามารถเคลื่อนที่ด้วยอัตราความเร็วสูงได้

นํ้ามันก๊าด

 นํ้ามันก๊าดเป็นนํ้ามันเชื้อเพลิงที่มีลักษณะคล้ายกับนํ้ามันอากาศยาน ปัจจุบันใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องทำความร้อนในประเทศเมืองหนาวเพื่อให้ความอบอุ่นในบ้านเรือน ตลอดจนใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับหุงต้ม

นํ้ามันเตา

เป็นนํ้ามันที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรม โดยนํ้ามันเตาของไทยออยล์แบ่งเป็น  3 เกรด คือ

  1. นํ้ามันเตาชนิดที่ 1 หรือ นํ้ามันเตา A (FOA) เป็นนํ้ามันเตาใส ที่มีความหนืดต่ำไม่เกิน 80 เซนติสโตกส์ ที่อุณหภูมิ 50 °C และมีปริมาณกำมะถันต่ำ จึงเหมาะกับอุปกรณ์เผาไหม้สะอาดไม่มีเขม่า ควันดำ ละออง ถ่าน หรือ กำมะถันสูง เช่นอุตสาหกรรมทำกระเบี้อง
  2. นํ้ามันเตาชนิดที่ 2 หรือ นํ้ามันเตา C (FOC) เป็นนํ้ามันเตาที่มีความหนืดปานกลาง คือ ไม่เกิน 180 เซนติสโตกส์ ที่อุณหภูมิ 50 °C และมีปริมาณกำมะถัน ไม่เกิน 2% โดยนํ้าหนักมักใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เช่น ใช้เป็นพลังงานในการขับเครื่องจักรหรือกังหันไอนํ้า (Steam Turbine) เพื่อผลิตไฟฟ้า และใช้เป็นเชื้อเพลิงในเตาเผาและเตาหลอม เช่น ในการหลอมโลหะ และการผลิตปูนซิเมนต์
  3. นํ้ามันเตาชนิดที่ 3 หรือ (Bunker Fuel) เป็นนํ้ามันเตาที่มีความหนืดสูง คือ ไม่เกิน 380 เซนติสโตกส์ ซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินสมุทร มีทั้งที่มีกำมะถันไม่เกิน 3.5% และ 4.0%   โดยนํ้าหนัก

ก๊าซปิโตรเลียมเหลว

ก๊าชปิโตรเลียมเหลวเป็นก๊าซที่ถูกนำมาอัดเป็นของเหลว เพื่อความสะดวกในการเก็บ และขนส่งใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้ม นอกจากนี้ก๊าชปิโตรเลียมเหลวยังถูกนำไปใช้ เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม และเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของโรงงานปิโตรเคมีอีกด้วย โดยในก๊าชปิโตรเลียมเหลวจะประกอบไปด้วยก๊าซโพรเพน และก๊าซบิวเทนในอัตราส่วน 60 ต่อ 40 โดยแหล่งที่มาของก๊าซปิโตรเลียมเหลวนั้นมาจาก 3 แหล่ง คือจากโรงกลั่นนํ้ามัน จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติ และจากการนำเข้า
กระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป จากนํ้ามันดิบและวัตถุดิบอื่นๆ

กระบวนการกลั่นน้ำมัน คือ กระบวนการแยกโมเลกุลสารไฮโดรคาร์บอนที่อยู่ในน้ำมันดิบและแปรสภาพสสารดังกล่าวให้เป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปที่มีมูลค่าสูงกว่า

โรงกลั่นน้ำมันแต่ละแห่งจะมีการออกแบบให้สามารถกลั่นน้ำมันดิบ รวมถึงวัตถุดิบอื่นๆ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ ตามความต้องการของตลาด ทั้งนี้ คุณภาพของน้ำมันดิบและประเภทของหน่วยกลั่นต่างๆ ในโรงกลั่นน้ำมันจะเป็นปัจจัยในการพิจารณาวิธีการกลั่นน้ำมันและระดับความสามารถในการกลั่นน้ำมันดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปชนิดต่างๆ ซึ่งโดยทั่วไป การแบ่งประเภทของน้ำมันดิบจะแบ่งตามความหนาแน่น (Density) จากต่ำไปสูง (Light to Heavy) และปริมาณกำมะถันจากต่ำไปสูง (Sweet to Sour)

สำหรับโรงกลั่นของไทยออยล์ ถือเป็นโรงกลั่นน้ำมันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) ซึ่งมีกระบวนการที่สามารถแปลงสภาพวัตถุดิบที่มีราคาต่ำให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง โดยมีรายละเอียดกระบวนการกลั่นโดยสังเขป ดังนี้

กระบวนการกลั่นแยกส่วน

กระบวนการนี้เกิดขึ้นในหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ (Crude Distillation Unit : CDU) โดยการป้อนน้ำมันดิบจากถังพักเข้าสู่หน่วยกลั่นและผ่านกระบวนการให้ความร้อนจนถึงระดับอุณหภูมิประมาณ 350 องศาเซลเซียสด้วยกระบวนการถ่ายเทความร้อน โดยใช้อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน (Heat Exchangers) และเตาเผา (Fired Heaters) เมื่อนำเข้าสู่หอกลั่นแยกผลิตภัณฑ์ตามจุดเดือด (Fractionation Tower) น้ำมันดิบจะถูกแยกเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ ตามจุดเดือดที่แตกต่างกัน โดยน้ำมันดิบบางส่วนจะระเหยกลายเป็นไอลอยขึ้นไปยังส่วนบนของหอและกลั่นตัวเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันใส (Distillate) ชนิดต่างๆ เช่น ก๊าซปิโตรเลียมเหลว แนฟทา (Naphtha) น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซล สำหรับน้ำมันดิบที่ไม่ระเหยจะกลายเป็นน้ำมันเตา (Residue) ซึ่งจะออกทางส่วนล่างของหอ ทั้งนี้ หากต้องการปรับปรุงคุณภาพและมูลค่าของน้ำมันใส ก็จะมีการนำน้ำมันใสเข้าสู่กระบวนการอื่นต่อไป

กระบวนการปรับปรุงคุณภาพ

กระบวนการปรับปรุงคุณภาพของน้ำมันใส (Distillate) เป็นกระบวนการกำจัดสารปนเปื้อนต่างๆ ออกจากน้ำมันใส เช่น สารประกอบไนโตรเจน สารประกอบกำมะถัน เป็นต้น และปรับปรุงคุณสมบัติเชิงกายภาพ เช่น เสถียรภาพจากความร้อน (Thermal Stability) และเสถียรภาพของสี (Color Stability) เป็นต้น เพื่อให้น้ำมันใสกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีระดับความบริสุทธิ์และคุณภาพตามความต้องการของตลาด ในหลายกรณี กระบวนการเหล่านี้ต้องอาศัยปฏิกิริยาของสารเร่งปฏิกิริยาเคมี (Catalytic Reaction) ซึ่งลักษณะและคุณสมบัติของสารเร่งปฏิกิริยามีความแตกต่างกันออกไป เช่น การปรับปรุงคุณภาพน้ำมันก๊าด ในหน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมันก๊าด (Kerosene Merox treating unit : KMT) จำเป็นต้องใช้สารเร่งปฎิกิริยาชนิดเหลวเพื่อเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลง ขณะที่การกำจัดสารปนเปื้อนออกจากแนฟทาในหน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเบนซิน (Hydrotreating Unit : HDT) และน้ำมันดีเซลในหน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมันดีเซล (Hydrodesulfurization Unit : HDS) นั้น จะดำเนินการโดยใช้สารเร่งปฏิกิริยาชนิดแข็งและก๊าซไฮโดรเจนที่มีอุณหภูมิและความดันสูง

กระบวนการปรับเพิ่มค่าออกเทน

เนื่องจากแนฟทาที่ได้จากหน่วยกลั่นน้ำมันดิบจะมีค่าออกเทนต่ำและมีคุณภาพไม่เหมาะสมที่จะนำไปใช้ผสมในน้ำมันเบนซิน จึงจำเป็นต้องผ่านกระบวนการกลั่นแยกให้เป็นแนฟทาชนิดเบา (Light Naphtha) และแนฟทาชนิดหนัก (Heavy Naphtha) จากนั้นนำเข้าสู่หน่วยปรับปรุงคุณภาพที่แตกต่างกัน โดยแนฟทาชนิดเบาจะได้รับการปรับปรุงคุณภาพที่หน่วยเพิ่มค่าออกเทนด้วยสารเร่งปฏิกิริยาโดยใช้ไฮโดรเจนร่วม (Isomerization Unit : ISOM) เพื่อเพิ่มค่าออกเทนจากประมาณ 65 – 70 เป็นประมาณ 88 – 89 ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสารอะโรเมติกส์ (Aromatics) เจือปน จึงเหมาะสมที่จะใช้ผสมเป็นน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว ซึ่งมีปริมาณสารอะโรเมติกส์ต่ำ สำหรับแนฟทาชนิดหนักจะนำไปปรับปรุงคุณภาพที่หน่วยเพิ่มค่าออกเทนด้วยสารเร่งปฏิกิริยา (Continuous Catalyst Regeneration Platformer Unit : CCR) เพื่อเพิ่มค่าออกเทนจากระดับปกติที่ประมาณ 40 – 50 เป็น 102 – 103

กระบวนการเปลี่ยนแปลง  Long Residue

น้ำมันเตา (Residue) ซึ่งเป็นส่วนที่เหลือจากกระบวนการกลั่นแยกส่วนจากหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ (CDU) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Long Residue จะมีการส่งต่อไปยังหน่วยกลั่นสุญญากาศ (High Vacuum Unit : HVU) เพื่อแยกน้ำมันดีเซลสุญญากาศ (VGO) ออกจากน้ำมันเตาชนิดหนัก (Short Residue) ภายในหอกลั่นแยกผลิตภัณฑ์ตามจุดเดือด (Fractionation Tower) ภายใต้อุณหภูมิสูงและภาวะสุญญากาศ

น้ำมันดีเซลสุญญากาศ (VGO) จะถูกส่งต่อไปยังหน่วยแตกโมเลกุลด้วยสารเร่งปฏิกิริยาแบบเคลื่อนที่ (Fluidized Catalytic Cracking Unit : FCCU) ภายใต้อุณหภูมิสูง เพื่อให้แตกโมเลกุลเป็นน้ำมันเบนซินที่มีค่าออกเทนสูงและน้ำมันดีเซล ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้เกิดถ่านโค้ก (Coke) บนสารเร่งปฏิกิริยา ดังนั้น จึงต้องมีการเผาถ่านโค้กเพื่อนำสารเร่งปฏิกิริยากลับมาใช้งานใหม่ในหน่วย Regenerator หรืออีกทางเลือกหนึ่ง จะมีการส่งน้ำมันเตาชนิดเบาไปยังหน่วยแตกโมเลกุลด้วยสารเร่งปฏิกิริยาโดยใช้ไฮโดรเจนร่วม (Hydrocracking Unit : HCU) ภายใต้อุณหภูมิและความดันสูง เพื่อให้แตกโมเลกุลและปรับปรุงคุณภาพให้เป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันใส (White Oil) ที่มีราคาสูง ได้แก่ แนฟทา น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล

ส่วนน้ำมันเตาชนิดหนัก (Short Residue) จากหน่วยกลั่นสุญญากาศ (High Vacuum Unit : HVU) จะมีการส่งไปยังหน่วยเพิ่มคุณค่าน้ำมันเตาด้วยความร้อน (Thermal Cracking Unit : TCU) เพื่อปรับปรุงคุณภาพให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าทางการตลาดที่สูงขึ้น  โดยการผ่านกระบวนการภายใต้สภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิและความดันสูง เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างให้เป็นน้ำมันเตาที่มีความหนืดต่ำลง อีกทั้ง ยังทำให้ได้น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลอีกส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้วางแผนให้หน่วยเพิ่มคุณค่าน้ำมันเตาด้วยความร้อน (Thermal Cracking Unit : TCU) หยุดเดินการผลิต ภายหลังที่บริษัทฯ เริ่มทำการผลิตน้ำมันเตาที่มีกำมะถัน ร้อยละ 0.5 โดยน้ำหนักตามมาตรฐานขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Marine Organization : IMO) เนื่องจากคุณภาพของกากน้ำมันเตาจากหน่วยเพิ่มคุณค่าน้ำมันเตาด้วยความร้อน (Thermal Crack Residue) มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมต่อการผลิตน้ำมันเตาที่มีกำมะถัน ร้อยละ 0.5 โดยน้ำหนัก ทั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักในกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างน้ำมันเตา คือ เพื่อลดปริมาณน้ำมันเตาที่มีคุณภาพต่ำ และเพิ่มปริมาณผลิตภัณฑ์น้ำมันใส (White Oil) เช่น น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลที่มีมูลค่าทางการตลาดสูง ทั้งยังช่วยให้โรงกลั่นน้ำมันมีความยืดหยุ่นในการเลือกชนิดน้ำมันดิบ นอกจากนี้ กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างน้ำมันเตานี้ ยังช่วยเพิ่มกำไรขั้นต้นจากการกลั่นให้สูงกว่าโรงกลั่นน้ำมันแบบพื้นฐาน (Hydro – Skimming) อีกด้วย

กระบวนการผสมผลิตภัณฑ์

โรงกลั่นน้ำมันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) จะสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง (Middle Distillation) หรือองค์ประกอบสำหรับใช้ผสมน้ำมันหลายชนิด ทำให้สามารถเลือกผสมเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงชนิดต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ กระบวนการผสมผลิตภัณฑ์ จึงต้องมีความแม่นยำในการผสม มีการเติมสารเติมแต่ง (Additive) และสี (Dye) เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดและข้อกำหนดมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ปัจจุบัน ไทยออยล์ใช้ระบบการผสมแบบ In – line Blending สำหรับการผสมน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล โดยมีระบบคอมพิวเตอร์ในการควบคุมสัดส่วนการผสม ซึ่งทำงานควบคู่กับระบบตรวจสอบวิเคราะห์ ซึ่งทำการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันขณะผสมได้ตลอดเวลา เพื่อปรับแต่งสัดส่วนการผสมได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ส่วนน้ำมันเตายังคงใช้ระบบการผสมแบบ Batch Blending

เศรษฐศาสตร์ การกลั่นน้ำมัน

การกลั่นน้ำมันถือเป็นธุรกิจจากฐานกำไร (Margin) โดยมีเป้าหมายของผู้กลั่นน้ำมันคือการทำให้กระบวนการกลั่นน้ำมันมีประสิทธิภาพสูงสุดและได้ผลตอบแทนจากผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด จากวัตถุดิบที่ใช้

ธุรกิจกลั่นน้ำมันมีเป้าหมายการดำเนินงานจากการคัดเลือกน้ำมันดิบ และวัตถุดิบที่เหมาะสม ผ่านกระบวนการกลั่นน้ำมันที่มีประสิทธิภาพ เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ผลตอบแทนสูงสุด โดยกำไรเบื้องต้นจากการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันสามารถคำนวณได้จากการนำมูลค่าทั้งหมดของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ หักด้วยต้นทุนราคาน้ำมันดิบ ค่าวัตถุดิบอื่นๆ และค่าสาธารณูปโภคที่ซื้อจากภายนอก

โรงกลั่นน้ำมันแบบพื้นฐาน (Simple Refinery) จะมีสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว น้ำมันแก๊สโซฮอล์ สารมิกซ์ไซลีน น้ำมันอากาศยาน น้ำมันดีเซล ตลอดจนน้ำมันเตา หรือยางมะตอย จากการกลั่นตามสัดส่วนของน้ำมันดิบ และวัตถุดิบที่ใช้โดยตรง ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refining Margin) จะมีหน่วยกลั่นที่สามารถแปรสภาพผลิตภัณฑ์ชนิดหนัก (Heavy Product) เช่นน้ำมันเตา หรือยางมะตอยที่มีมูลค่าต่ำ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดเบา (Light Products) ที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้ จึงสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดเบาได้ในสัดส่วนที่สูงขึ้น และคงเหลือผลิตภัณฑ์ชนิดหนักในสัดส่วนที่ลดลง ดังนั้นโรงกลั่นน้ำมันแบบคอมเพล็กซ์ ที่มีกระบวนการกลั่นที่ซับซ้อนกว่าจึงสามารถสร้างผลตอบแทนจากการผลิตสูงกว่าโรงกลั่นน้ำมันแบบพื้นฐาน เนื่องจากสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงโดยใช้น้ำมันดิบหรือวัตถุดิบอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่า 

ทั้งนี้ค่าอ้างอิง (Benchmark) ในอุตสาหกรรมการกลั่นมีหลายตัววัด ประกอบด้วย Nelson Complexity Index (NCI) ซึ่งเป็นดัชนีวัดความซับซ้อนของกระบวนการกลั่น นอกจากนี้ยังมีตัววัดที่ใช้วัดประสิทธิภาพของโรงกลั่น ได้แก่ กำไรจากการกลั่นขั้นต้น อัตราการผลิต (Utilization Rate)  ประสิทธิภาพด้านความพร้อมใช้งาน (Operational Availability) และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Intensity Index : EII) เป็นต้น

ข้อมูลทั่วไป

ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการกลั่นและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปที่มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับชั้นนำแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ชื่อย่อ

TOP

เลขทะเบียนบริษัท

0107547000711

ประเภทธุรกิจ

ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน

ทุนจดทะเบียน

22,338,355,660 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญที่ชำระแล้วจำนวน 2,233,835,566 หุ้น

มูลค่าหุ้นละ

10 บาท

ช่องทางการติดต่อ

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

Lorem Ipsum is simply dummy text of the printing and typesetting industry. Lorem Ipsum is simply dummy text of the printing and typesetting industry. Lorem Ipsum is simply dummy text of the printing and typesetting industry.

สำนักงานกรุงเทพฯ

เลขที่ 555/1 ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารเอ ชั้น 11 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

0 – 2797 – 2999, 0 – 2797 – 2900,
0 – 2299 – 0000

โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ ศรีราชา

42/1 หมู่ที่ 1 ถนนสุขุมวิท กม.ที่ 124
ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี 20230

0 – 3840 – 8500, 0 – 3835 – 9000,
0 – 3849 – 8900

แผนกนักลงทุนสัมพันธ์

0 – 2797 – 2961

เว็บไซต์

บริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด (มหาชน)

ลักษณะของ ธุรกิจ

โรงกลั่นนํ้ามันหล่อลื่นพื้นฐาน ไทยออยล์ถือหุ้นร้อยละ100

เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์

พ.ศ. 2540

ประเภทธุรกิจ

ธุรกิจโรงกลั่นนํ้ามันหล่อลื่นพื้นฐาน

กำลังการผลิต

นํ้ามันหล่อลื่นพื้นฐาน

267,015

ยางมะตอย

350,000

น้ำมันยางมลพิษต่ำ

67,520

*หน่วยตันต่อปี

โครงสร้างผู้ถือหุ้น

บมจ. ไทยออยล์ ร้อยละ 100

ผลิตภัณฑ์

Vel pretium dolor tellus id purus felis tellus cursus. Amet turpis vel enim aliquet maecenas. Egestas nulla urna suspendisse cursus aliquam mauris facilisis.

นํ้ามันหล่อลื่นพื้นฐาน

นํ้ามันหล่อลื่นพื้นฐานเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการกลั่นนํ้ามันดิบ โดยนำไปผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพ เพื่อให้ได้เป็นนํ้ามันหล่อลื่นพื้นฐานบริสุทธิ์ คุณภาพสูง โดยมีความหนืดที่แตกต่างกันเป็นเบอร์ต่างๆ เช่น 150 SN และ 500 SN โดยตัวเลขยิ่งสูงความหนืดยิ่งมากขึ้นซึ่งเหมาะกับการใช้งานที่มีแรงเสียดทานมากขึ้น โดยนํ้ามันหล่อลื่นพื้นฐานของบริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด (มหาชน) ผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานกรุ๊ป 1 ที่มีคุณภาพสูงเป็นผลิตภัณฑ์หลัก ซึ่งแบ่งเป็นแต่ละเกรดดังนี้

  • 150 SN เป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตเป็นนํ้ามันหล่อลื่นที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต ทุกชนิด เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมขนส่ง
  • 500 SN เป็นวัตถุดิบในการผลิตนํ้ามันหล่อลื่นสำหรับรถยนต์เกือบทุกประเภท เช่น รถยนต์ส่วนบุคคล รถบรรทุก รถจักรยานยนต์
  • 150 BS เป็นวัตถุดิบในการผลิตนํ้ามันหล่อลื่นสำหรับอุตสาหกรรมและ เครื่องจักรที่มีแรงเสียดทานมาก เช่น ใช้ในเครื่องยนต์ของรถบรรทุก เครื่องจักร รถไฟ เครื่องยนต์เรือเดินทะเล และอุตสาหกรรมยางสังเคราะห์

ยางมะตอย

ยางมะตอยเป็นผลิตภัณฑ์ส่วนที่หนักที่สุดที่ได้มาจากกระบวนการกลั่นนํ้ามันดิบ ยางมะตอย มักนิยมใช้ในงานก่อสร้างถนน โดยใช้เป็นวัสดุผิวหน้าในการทำถนน ทางเท้า ลานจอดรถ และสนามบิน เนื่องจากยางมะตอยมีคุณสมบัติในการยึดและประสาน โดยยางมะตอยจะอ่อนตัวเมื่อโดนความร้อน และแข็งเมื่อเย็นตัวลง

ผลิตภัณฑ์พลอยได้

Aromatic Extract หรือเรียกว่า นํ้ามันยาง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแยกสารอะโรเมติกส์ออกมา ด้วยการใช้ตัวทำละลายนำไปใช้ในการทำยาง SBR (Styrene Butadiene Rubber) ยางรถยนต์ จาระบี และ ผงหมึก

ผลิตภัณฑ์พิเศษ

TDAE (Treated Distillate Aromatics Extract) หรือ เรียกว่า นํ้ามันยางสะอาด   เกิดจากการนำนํ้ามันยาง (Aromatic Extract) มาผลิตซ้ำที่หน่วยสกัดอะโรมาติกส์ เพื่อกำจัดสารก่อมะเร็งและลดมลพิษในอากาศ นำไปใช้ในอุตสาหกรรมยางรถยนต์

Slack Wax มีลักษณะเป็นไข นำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเป็นเทียนไข ยาขัดรองเท้านํ้ายาเคลือบเงา เครื่องสำอาง ตัวประสานในการผลิตไม้อัด เป็นต้น

กระบวนการผลิตของโรงกลั่น นํ้ามันหล่อลื่นพื้นฐาน

ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการกลั่นของบริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด (มหาชน) ได้แก่ น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน 3 ชนิด ซึ่งจำแนกตามความหนืด ได้แก่ 150 SN, 500 SN, และ 150 BS ยางมะตอย น้ำมันยาง (Aromatic Extract) น้ำมันยางมลพิษต่ำ (TDAE) น้ำมันดีเซลสุญญากาศ (VGO) ไขแสล็ก (Slack Wax) และแนฟทา

หน่วยกระบวนการผลิตของโรงกลั่นนํ้ามันหล่อลื่นพื้นฐาน

หน่วยกลั่นสุญญากาศ (Vacuum Distillation Unit)

หน่วยกลั่นสุญญากาศ (Vacuum Distillation Unit) เป็นหน่วยแรกของกระบวนการผลิต โดยมีหน้าที่กลั่นแยกชนิดของน้ำมันตามลำดับอุณหภูมิที่ความดันสุญญากาศ เพื่อผลิตน้ำมันดีเซลสุญญากาศ (VGO) 3 ชนิด ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเป็นน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานต่อไป

 หน่วยแยกแอสฟัลท์ (Propane Deasphalting Unit)

หน่วยแยกแอสฟัลท์ (Propane Deasphalting Unit) ทำหน้าที่สกัดแอสฟัลท์ออกจากกากน้ำมันที่ได้จากก้นหอกลั่นสุญญากาศ โดยใช้โพรเพนเป็นสารทำละลาย เพื่อผลิตน้ำมันพร่องแอสฟัลท์ (Deasphalted Oil) ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเป็นน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน ชนิด 150 ไบรท์สต็อก (150BS) และแอสฟัลท์ ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตยางมะตอยต่อไป

หน่วยสกัดสารอะโรเมติกส์ (MP Refining Unit)

หน่วยสกัดสารอะโรเมติกส์ (MP Refining Unit) ทำหน้าที่สกัดสารอะโรเมติกส์จากน้ำมันดีเซลสุญญากาศ (VGO) และน้ำมันพร่องแอสฟัลท์ โดยใช้สารละลายชื่อ n – Methyl – 2 – pyrrolidone (NMP) เป็นตัวทำละลาย เพื่อผลิตน้ำมันพร่องสารอะโรเมติกส์ (Raffinates) ที่มีดัชนีความหนืดสูงขึ้น

 หน่วยกำจัดกำมะถันและฟอกสี (Hydrofinishing Unit)

หน่วยกำจัดกำมะถันและฟอกสี (Hydrofinishing Unit) ทำหน้าที่ในการแยกกำมะถันในน้ำมันพร่องสารอะโรเมติกส์ออก โดยการทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจน เพื่อผลิตน้ำมันบำบัดด้วยไฮโดรเจน (Hydrotreated Raffinates) ที่บริสุทธิ์และมีสีใสยิ่งขึ้น

 หน่วยแยกไข (Solvent Dewaxing Unit)

หน่วยแยกไข (Solvent Dewaxing Unit) ทำหน้าที่แยกไขแสล็ก (Slack Wax) ออกจากน้ำมันบำบัดด้วยไฮโดรเจน เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่มีจุดไหลเทต่ำ ได้มาตรฐานสากล และพร้อมจำหน่าย

 หน่วยผลิตน้ำมันยางมลพิษต่ำ (TDAE) 

หน่วยผลิตน้ำมันยางมลพิษต่ำ (TDAE) ทำหน้าที่แยกสารอะโรเมติกส์ชนิดหลายวง (Polycyclic Aromatic) เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์น้ำมันยางมลพิษต่ำ (TDAE)

ข้อมูลทั่วไป

Vel pretium dolor tellus id purus felis tellus cursus. Amet turpis vel enim aliquet maecenas. Egestas nulla urna suspendisse cursus aliquam mauris facilisis.Vel pretium dolor tellus id purus felis tellus cursus.

ชื่อย่อ

TLB

เลขทะเบียนบริษัท

0107539000090

ประเภทธุรกิจ

ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน

ทุนจดทะเบียน

1,757,890,730 บาท

ชนิดของหุ้น

สามัญ

จำนวนหุ้น
(จำหน่ายแล้ว)

175,789,073 หุ้น

มูลค่าหุ้น (บาท/หุ้น)

10 บาท

ช่องทางการติดต่อ

บริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด (มหาชน)

สำนักงานกรุงเทพฯ

555/1 ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารเอ ชั้น 11 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

0 – 2797 – 2999, 0 – 2797 – 2900, 0 – 2299 – 0000

โรงกลั่นน้ำมันหล่อลื่นศรีราชา

เลขที่ 163/19 หมู่ 7 ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี 20230

0-3835-9400

0-3876-6530-2

นักลงทุนสัมพันธ์

ข่าวสารและประกาศ

ติดต่อเรา

ร่วมงานกับเรา

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การแจ้งข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง การป้องกัน หรือการควบคุมโรคจากสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชน ที่ได้รับหรืออาจได้รับมลพิษ พ.ศ. 2567

โครงการพัฒนาทักษะด้านกีฬาให้แก่เยาวชน

วัตถุประสงค์

ส่งเสริมคุณภาพชีวิตเยาวชนรอบกลุ่มไทยออยล์และบุตรหลานพนักงานผ่านการฝึกทักษะด้านกีฬา

ประเภทโครงการ

โครงการพัฒนาทักษะด้านกีฬาให้แก่เยาวชน

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ร่วมมือกับสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ดำเนินโครงการเพื่อพัฒนาทักษะด้านกีฬา ส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาทักษะสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพให้แก่เยาวชนในพื้นที่รอบโรงกลั่นและแหลมฉบัง ดังนี้ 1. โครงการ “ช่วยชีวิต ลดวิกฤตการจมน้ำ” ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนในเทศบาลนครแหลมฉบัง และบุตรหลานพนักงาน ได้เรียนรู้ทักษะการว่ายน้ำกับผู้ฝึกสอนจากสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทยและนิสิตจากมหาวิทยาลัยบูรพาตามหลักสูตรที่กำหนดเป็นระยะเวลา 10 วัน รวมถึงได้รับการอบรมเกี่ยวกับการช่วยชีวิตเบื้องต้น (Cardiopulmonary Resuscitation: CPR) เพื่อช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำของเยาวชนไทย ทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนในสังคมช่วยส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางน้ำ มีเยาวชนเข้าร่วม 160 คน 2. โครงการ “ไทยออยล์ปั้นฝันเยาวชนสู่ความเป็นหนึ่ง เพื่อพัฒนาทักษะด้านกีฬาเทเบิลเทนนิส” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยจัดคลินิกเทเบิลเทนนิสให้กับเยาวชนในเทศบาลนครแหลมฉบัง เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านเทเบิลเทนนิส รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจในการมุ่งสู่การเป็นนักกีฬาเทเบิลเทนนิสอาชีพ โดยมีผู้ฝึกสอนระดับทีมชาติจากสมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทยมาสอนทักษะและแบ่งปันประสบการณ์ มีเยาวชนเข้าร่วม 120 คน 3. โครงการ “ไทยออยล์ปั้นฝันเยาวชนสู่ความเป็นหนึ่ง เพื่อพัฒนาทักษะด้านกีฬาวอลเลย์บอล” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยได้ร่วมมือกับสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย จัดคลินิกฝึกสอนทักษะกีฬาวอลเลย์บอลให้กับเยาวชนในเทศบาลนครแหลมฉบัง โดยมีผู้ฝึกสอนและนักกีฬาทีมชาติมาร่วมให้ความรู้และฝึกสอนทักษะกีฬาวอลเลย์บอล มีเยาวชนเข้าร่วม 140 คน นอกจากนี้ ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ยังได้ร่วมมือกับสโมสรฟุตซอลชลบุรีบลูเวฟ จัดกิจกรรมคลินิกฟุตซอล เพื่อเสริมสร้างทักษะความรู้ ความสามารถ และเทคนิคต่างๆ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนในเทศบาลนครแหลมฉบังที่จะมุ่งมั่นฝึกฝนตนเองสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพผ่านการเรียนรู้กับผู้ฝึกสอนระดับประเทศ และสามารถเข้าร่วมการแข่งขันในระดับประเทศได้ นอกจากนั้น ยังเป็นการส่งเสริมสุขภาพและสนับสนุนการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ให้แก่เยาวชนอีกทางหนึ่งด้วย มีเยาวชนเข้าร่วม 120 คน

การปลูกฝังเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี

การปลูกฝังเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ และการต่อต้านการทุจริต ตั้งแต่เริ่มทำงานวันแรก โดยผนวกเนื้อหาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรปฐมนิเทศสำหรับพนักงานใหม่พร้อมกับส่งมอบคู่มือ CG ผ่านระบบ CG Reporting ส่งผลให้พนักงานใหม่ได้รับการสื่อสารข้อมูลและฝึกอบรม ครบร้อยละ 100 

การจัดกิจกรรมมอบองค์ความรู้ให้กับลูกค้าทั้งในรูปแบบ Online และ On-Site ในหัวข้อต่างๆ

การจัดกิจกรรมมอบองค์ความรู้ให้กับลูกค้าทั้งในรูปแบบ Online และ On-Site ในหัวข้อต่างๆ อาทิ Fundamental of Refinery Process และ Business Overview & Refinery Overview เพื่อให้ลูกค้ามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของภาพรวมธุรกิจของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน และสถานการณ์ตลาดมากยิ่งขึ้น

การจัดกิจกรรม "Safety and Happy Hours” ให้กับพนักงานขับรถ ประจำปี 2567

การจัดกิจกรรม “Safety and Happy Hours” ให้กับพนักงานขับรถ ประจำปี 2567 เพื่อสร้างความตระหนักถึงความปลอดภัยในการเข้ารับผลิตภัณฑ์ ให้กับกลุ่มลูกค้าที่ปฏิบัติงานอยู่ที่สถานีจ่ายน้ำมัน ผู้ประสานงานขนส่ง เจ้าหน้าที่ห้องตั๋วและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

การจัดกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผ่านโครงการ “Cultural Activity”

การจัดกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผ่านโครงการ “Cultural Activity” ด้วยรูปแบบกิจกรรมที่เสริมสร้างการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ของชาติ รวมถึงงานศิลปกรรม ร่วมกับลูกค้า ณ พิพิทธภัณฑ์เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โครงการ Thaioil Innovation Awards ประจำปี 2567

Innovation Talk

เป็นกิจกรรมที่มีการเชิญวิทยากรภายนอกที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมมาให้ความรู้กับพนักงาน เช่น คุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร CEO of SCB 10X, นพ.ปิยะฤทธิ์ อิทธิชัยวงษ์ Head of Medical AI, CARIVA ผู้ก่อตั้ง PerceptorAI ระบบตรวจคนไข้, คุณภีศเดช เพชรน้อย CTO of BASE Playhouse ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบนวัตกรรม และนักออกแบบการเรียนรู้ และคุณกษิดิศ สตางค์มงคล (แอดทอย) เจ้าของเพจและเว็บไซต์ DataRockie เป็นต้น โดยในปี 2568 มีการจัดกิจกรรมทั้งหมด 4 ครั้ง โดยมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ที่ 94 จาก 100 คะแนนเต็ม และในแต่ละครั้งมีพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา

TOP BCG Updates

เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบ e – Mail รายเดือนเพื่อเพิ่มความรู้ทางด้าน BCG ซึ่งเป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่ประกอบไปด้วยนโยบายการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจ 3 ระบบของรัฐบาลไทย ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง เช่น รถไฟฟ้า พลังงานไฮโดรเจน และนวัตกรรมในการลดโลกร้อนต่างๆ โดยในปี 2568 ภาพรวมความพึงพอใจอยู่ในระดับที่ดีมาก (97 จาก 100 คะแนนเต็ม)

TOP Innovation E-newsletter

เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e – Mail) รายสัปดาห์ ส่งให้แก่พนักงานทุกคนในกลุ่มไทยออยล์ โดยมีเนื้อหาที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ความคิดนอกกรอบ และกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) เพื่อบ่มเพาะคุณสมบัติต่างๆ ที่นวัตกรพึงมีและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของนวัตกรรมในยุคปัจจุบัน รวมถึงการให้ข้อมูลเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยในปี 2568 มีการเผยแพร่บทความ TOP Innovation e-Newsletter เป็นรายสัปดาห์ทั้งหมด 30 ฉบับ มียอดผู้อ่านบทความรวมกว่า 22,704 ครั้ง โดยได้คะแนนความพึงพอใจจากผู้อ่านอยู่ในระดับดีมาก (97 จาก 100 คะแนนเต็ม) นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่ความรู้ด้านนวัตกรรมผ่านบทความสำหรับผู้นำเดือนละครั้ง ซึ่งได้รับความสนใจอย่างสูง มียอดผู้อ่านถึง 5,095 ครั้ง และได้รับผลตอบรับอยู่ในระดับ ดีเยี่ยม (98 จาก 100 คะแนนเต็ม) สะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักรู้และความสนใจของบุคลากรทุกระดับต่อการพัฒนานวัตกรรมภายในองค์กร รวมทั้งยังได้มีการออกบทความฉบับพิเศษ ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์ถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และโครงการด้านนวัตกรรมที่โดดเด่นของกลุ่มไทยออยล์

กิจกรรม Innovation and Learning Day 2024 ประจำปี 2567

กิจกรรม Innovation Failure Challenge

กิจกรรม Innovation Roadshow

กิจกรรม Innovation Idea Challenge

Generating New Actionable Ideas through Change Agent SME
Idea Facilitation & LO Inspirer Workshop

การจัดกิจกรรม Workshop การพัฒนา Change Agent โดยคัดเลือกตัวแทนหน่วยงานที่ได้รับการคัดเลือก โดยกลุ่มของ Change Agent จะได้รับการพัฒนา ให้ความรู้ ทักษะ และเครื่องมือ เพื่อใช้ในการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมและคิดค้นไอเดียใหม่ๆ ภายในหน่วยงานตนเอง

CEO Townhall และ Management Meeting

การจัดกิจกรรมการสื่อสารโดย CEO ถึงพนักงานทั่วทั้งองค์กร เพื่อเน้นย้ำทิศทาง กลยุทธ์ รวมถึงแผนและผลการดำเนินงาน เพื่อให้พนักงานเกิดความเข้าใจและตระหนักถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารระดับสูงในการนำการเปลี่ยนแปลงลงมาสู่องค์กรและพนักงานทุกคน รวมถึงการรายงานความคืบหน้าของโครงการ Innovation Culture Awareness ในที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นผู้บริหารระดับสูงสนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมให้แก่พนักงานอย่างต่อเนื่อง

Building Innovation Culture Awareness through Top
Management Workshop (Management Outing Workshop)

การจัดกิจกรรม Workshop สำหรับผู้บริหาร เพื่อเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่การสร้าง Innovation Culture Awareness ให้กับพนักงานในสายงาน/ ฝ่ายของตนเอง ผ่านพฤติกรรมหลัก “Lead to Innovation Culture” รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากวิทยากรภายนอกถึงแนวคิดการสร้างนวัตกรรม การสื่อสาร และการฝึกปฏิบัติการใช้พฤติกรรม i-LEAD as a Role Model

โครงการ Teach for Thailand

วัตถุประสงค์

เพื่อพัฒนาครูผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงที่มีศักยภาพปฏิบัติหน้าที่ในฐานะครูผู้ช่วยสอนนักเรียนในระดับชั้นมัธยมต้น

ประเภทโครงการ

โครงการ Teach for Thailand

การดำเนินงานในปี 2567

กลุ่มไทยออยล์สนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนที่จะเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ซึ่งในปี 2567 บริษัทฯ ได้สนับสนุนงบประมาณให้แก่ครูผู้สอนจำนวน 2 คน เพื่อปฏิบัติหน้าที่เป็นครูผู้ช่วยสอนสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1- 

3 ที่โรงเรียนวัดมโนรม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีพื้นที่ตั้งใกล้กับโรงกลั่น เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งมีผลการประเมินการปฏิบัติงานเป็นที่น่าพอใจ ดังนี้
1. นักเรียนในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 489 คนในปีการศึกษา 2567
2. พัฒนาการด้านวิชาการ และคุณลักษณะนิสัย และทักษะที่จำเป็นของนักเรียนปรับเพิ่มขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ย Post-test อยู่ที่ 28.51 คะแนน เมื่อเทียบกับคะแนนเฉลี่ย Pre-test ในภาคเรียนที่ 1 ที่ 27.57 คะแนน และพบว่า ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงสามารถสร้างและพัฒนาคุณลักษณะนิสัยของนักเรียน ทั้งด้านความพยายาม กรอบความคิดแบบเติบโต และการเป็นเจ้าของการเรียนรู้ เช่นเดียวกับการสร้างและพัฒนาทักษะที่จำเป็นของนักเรียน ซึ่งประกอบด้วยการคิดวิเคราะห์ ความร่วมมือ และการตระหนักรู้ในตนเอง
3. ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงนำเทคโนโลยีต่างๆ มาประยุกต์ใช้เป็นสื่อการสอน เช่น วีดิทัศน์ บอร์ดเกม โปรแกรมออนไลน์ เป็นต้น ส่งผลให้นักเรียนมีพัฒนาการและมีทัศนคติที่ดีต่อสาขาวิชาที่เรียนมากขึ้น โดยสามารถตอบคำถาม จำแนกตัวอย่าง และทำงานร่วมกันเป็นทีมกับเพื่อนในชั้นเรียนได้เป็นอย่างดี
4. นักเรียนส่วนใหญ่เล็งเห็นถึงความตั้งใจและพัฒนาการในการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญของครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง
5. ผู้อำนวยการและบุคลากรในโรงเรียนมีความพึงพอใจต่อครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยมีคะแนนรวมความพึงพอใจ 9.1 คะแนนจาก 10 คะแนน และเล็งเห็นว่า ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความรู้ ความสามารถ และลักษณะนิสัยที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานในบริบทที่ท้าทาย ร้อยละ 92 นอกจากนั้น ยังมีการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนกันอย่างสม่ำเสมอ

โครงการ Teach for Thailand

วัตถุประสงค์

เพื่อพัฒนาครูผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงที่มีศักยภาพปฏิบัติหน้าที่ในฐานะครูผู้ช่วยสอนนักเรียนในระดับชั้นประถมต้นและมัธยมต้น เพื่อยกระดับการเรียนการสอนและเพิ่มคุณภาพการศึกษาให้กับนักเรียน

ประเภทโครงการ

โครงการ Teach for Thailand

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ ร่วมมือกับมูลนิธิ Teach for Thailand ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนและยกระดับคุณภาพนักเรียน คุณลักษณะนิสัย และทักษะที่จำเป็น มาตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งในปี 2568 ได้สนับสนุนให้มีครูผู้ช่วยสอนสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จำนวน 2 อัตราให้แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่โรงเรียนวัดมโนรม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งสิ้นสุดในเดือนตุลาคม และเริ่มสนับสนุนให้มีครูผู้ช่วยสอนสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จำนวน 2 อัตราในเดือนพฤศจิกายน ให้แก่นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น ที่โรงเรียนวัดใหม่เนินพยอม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

โครงการสานอนาคตการศึกษา (CONNEXT ED) ร่วมกับกลุ่ม ปตท.

วัตถุประสงค์

เพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำในภาคการศึกษา และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศผ่านการแลกเปลี่ยน เรียนรู้และวางแผนพัฒนาโรงเรียนร่วมกับผู้บริหารโรงเรียน

ประเภทโครงการ

โครงการสานอนาคตการศึกษา (CONNEXT ED) ร่วมกับกลุ่ม ปตท.

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ได้ดำเนินโครงการร่วมกับโรงเรียนจำนวน 10 แห่งในจังหวัดชลบุรีและฉะเชิงเทรา ผ่านการจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy: CE) ควบคู่กับการจัดทำและส่งมอบสื่อการเรียนรู้และอุปกรณ์สำหรับการจัดการของเสียอย่างเหมาะสม เพื่อปลูกฝังแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการจัดการของเสียอย่างเป็นระบบให้แก่โรงเรียน นอกจากนี้ ยังได้มอบทุนการศึกษาแก่โรงเรียนในโครงการ เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาและส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

โครงการไทยออยล์สร้างชุมชนรักษ์โลก (Thaioil CE for Community Model)

วัตถุประสงค์

เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy: CE) และสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องให้แก่ชุมชน

ประเภทโครงการ

โครงการไทยออยล์สร้างชุมชนรักษ์โลก (Thaioil CE for Community Model)

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการฯ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 โดยส่งเสริมและสนับสนุนอุปกรณ์เพื่อให้ประชาชนในชุมชนบ้านนาเก่า คัดแยกขยะภายในครัวเรือน การให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะ การทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร การจัดเก็บน้ำมันที่ใช้แล้วเพื่อนำไปรีไซเคิล และจัดตั้งศูนย์กลางการคัดแยกขยะ และขยายการดำเนินงานเพิ่มไปยังชุมชนบ้านแหลมทองในปี 2568

โครงการไทยออยล์ สร้างเยาวชนรักษ์โลก (Thaioil CE School Model)

วัตถุประสงค์

เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy: CE) และสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องให้นักเรียนและเยาวชน

ประเภทโครงการ

โครงการไทยออยล์ สร้างเยาวชนรักษ์โลก (Thaioil CE School Model)

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการฯ มาตั้งแต่ปี 2565 เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการของเสียอย่างเป็นระบบสู่โรงเรียนรอบโรงกลั่น โดยปี 2568 ได้จัดทำสื่อความรู้ สนับสนุนอุปกรณ์คัดแยกขยะ และการอบรมโดยวิทยากรจากองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.) พร้อมทั้งจัดประกวดสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ เพื่อส่งเสริมการนำแนวคิด CE ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง และในปี 2568 ยังได้ขยายโครงการจาก 9 โรงเรียน เป็น 10 โรงเรียน โดยเพิ่มโรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 3 อีก 1 แห่ง เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านการจัดการของเสียอย่างเป็นระบบ และนำไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าอย่างยั่งยืน

โครงการท่องนิเวศ ม. เกษตร - ไทยออยล์

วัตถุประสงค์

เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมกับเยาวชนให้เข้าใจระบบนิเวศอย่างถูกต้อง รวมถึงปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ประเภทโครงการ

โครงการท่องนิเวศ ม. เกษตร – ไทยออยล์

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนรอบโรงกลั่น โดยนำเยาวชนเข้าศึกษาเส้นทางธรรมชาติ ณ พื้นที่เขาน้ำซับ ใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา กิจกรรมดังกล่าวเป็นการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ ทั้งในห้องเรียนและการลงพื้นที่จริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับนิเวศป่าไม้ พืช สัตว์ป่า และความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตภายในระบบนิเวศ นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

โครงการเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม TOP GREEN X “เยาวชนคนกล้า ฟื้นฟูป่า สร้างคุณค่าขยะรีไซเคิล”

วัตถุประสงค์

เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผลกระทบของขยะพลาสติกที่มีต่อธรรมชาติและระบบนิเวศ

ประเภทโครงการ

โครงการเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม TOP GREEN X “เยาวชนคนกล้า ฟื้นฟูป่า สร้างคุณค่าขยะรีไซเคิล”

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ร่วมกับเทศบาลนครแหลมฉบังเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชน 10 ชุมชนรอบกลุ่มไทยออยล์ พร้อมด้วยนักเรียนโรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 3 และนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว การศึกษาความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) การประดิษฐ์กระถางต้นไม้แบบ DIY จากวัสดุเหลือใช้ ตลอดจนการประกวดสื่อรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์

โครงการสนับสนุนกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ กลุ่มประมง

วัตถุประสงค์

เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์

ประเภทโครงการ

โครงการสนับสนุนกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ กลุ่มประมง

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์ทะเลไทย “ปล่อยปลาคืนสู่ธรรมชาติ สร้างสมดุลให้ท้องทะเล” กลุ่มประมงต้นแบบบ้านชุมชนอ่าวอุดม เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและสร้างความสมดุลให้ธรรมชาติ ด้วยการปล่อยพันธุ์ปลากะพงขาว จำนวน 3,000 ตัว ลงในกระชังเพาะเลี้ยง และท้องทะเลในพื้นที่ที่มีการวางซั้งและปะการังเทียม พร้อมกิจกรรมการสื่อสารให้ความรู้เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน

โครงการด้านการศึกษา

วัตถุประสงค์

เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนในพื้นที่เทศบาลนครแหลมฉบังและอำเภอศรีราชา และสนับสนุนเยาวชนให้มีศักยภาพในการพัฒนาตนเองและสังคม เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต

ประเภทโครงการ

โครงการด้านการศึกษา

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษาที่มีความประพฤติดี ขยันหมั่นเพียรในการศึกษาเล่าเรียน รวมถึงนักเรียนที่ขาดทุนทรัพย์ จำนวน 252 ทุน และกองทุนกลุ่มไทยออยล์เพื่อสถาบันการศึกษาให้แก่สถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครแหลมฉบังและอำเภอศรีราชา จำนวน 11 กองทุน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,900,000 บาท ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กลุ่มไทยออยล์มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี

โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน

วัตถุประสงค์

เพื่อส่งเสริมศักยภาพชุมชน ด้วยการสร้างอาชีพให้กับประชาชนทั่วไปในพื้นที่ศรีราชา ณ ศูนย์สุขภาพและการเรียนรู้กลุ่มไทยออยล์เพื่อชุมชน

ประเภทโครงการ

โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนในปี 2568 ดังนี้

1. โครงการผลิตภัณฑ์ชุมชนรอบโรงกลั่น เพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้กับ “วิสาหกิจชุมชนโลมาแหลมฉบัง” โดยได้เข้าร่วมโครงการ KU Green Connect: Enactus&SX Exploration เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านการประกอบการและการตลาดพร้อมทั้งเป็นเวทีเผยแพร่วัฒนธรรมไทยและอัตลักษณ์ชุมชนแก่กลุ่มนิสิตนานาชาติของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
2. โครงการอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ พัฒนาศักยภาพกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโลมาแหลมฉบัง โดยจัดกิจกรรมเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนการดำเนินงาน ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรเนินกระบก ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 เพื่อเพิ่มองค์ความรู้ เพิ่มพูนประสบการณ์ และเสริมสร้างศักยภาพในการประกอบอาชีพ อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งและความยั่งยืนของชุมชน

โครงการเดิน - วิ่ง 1 แสนกิโล

วัตถุประสงค์

เพื่อให้ชุมชนออกกำลังกายด้วยการเดิน – วิ่ง เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง และได้รับองค์ความรู้ด้านสุขภาพใหม่ๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับตนเองและครอบครัว

ประเภทโครงการ

โครงการเดิน – วิ่ง 1 แสนกิโล

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์เชิญชวนประชาชนในชุมชนรอบโรงกลั่นมาออกกำลังกายด้วยการเดิน – วิ่งและร่วมกันสะสมระยะทาง โดยการบันทึกข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน “นับก้าว” ให้ได้ระยะทางรวม 100,000 กิโลเมตร โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม 175 คน และมีการนัดหมายเพื่อติดตามผลที่ศูนย์สุขภาพและการเรียนรู้กลุ่มไทยออยล์เพื่อชุมชนรวม 2 ครั้ง

โครงการส่งเสริมทันตสุขภาพรอบกลุ่มไทยออยล์

วัตถุประสงค์

เพื่อส่งเสริมสุขภาพในช่องปากของนักเรียน

ประเภทโครงการ

โครงการส่งเสริมทันตสุขภาพรอบกลุ่มไทยออยล์

การดำเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ให้บริการทันตกรรม ตรวจสุขภาพช่องปาก อุดฟัน ถอนฟัน เคลือบหลุมร่องฟัน เคลือบฟลูออไรด์ ขูดหินปูน และส่งเสริมป้องกันฟันผุ เพื่อส่งเสริมสุขภาพในช่องปากให้แก่นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 จำนวน 5,500 รายที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนรอบโรงกลั่นทั้ง 8 แห่ง

โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน

วัตถุประสงค์

เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน ร่วมกับกลุ่ม ปตท.

ความเป็นมาของโครงการ

ไทยออยล์ร่วมมือกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. ช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ในประเทศ

กรอบการดําเนินงาน

1. ติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศ 2.ดำเนินการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ปฏิบัติการของบริษัทฯ 3. ประสานงานกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่นอกเหนือจาก พื้นที่ปฏิบัติการของบริษัทฯ

ผลการดําเนินงานในปี 2568

กลุ่มไทยออยล์ร่วมกับกลุ่ม ปตท. สนับสนุนความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทั่วประเทศอย่างทันท่วงที โดยได้มีการสนับสนุนถุงยังชีพ เครื่องดื่ม และน้ำดื่ม ให้แก่เหตุการณ์ ดังนี้
1. เจ้าหน้าที่กู้ภัยเหตุอาคารสำนักงาน สตง.
2. ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา
3. ประสบอุทกภัยจากอิทธิพลของพายุ “วิภา” ในพื้นที่ จ.น่าน
4. ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี
5. ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

โครงการ “คุณริเริ่ม...เราเติมเต็ม ปี 5”

วัตถุประสงค์

พัฒนาวัฒนธรรมจิตอาสา โดยเน้นการมีส่วนร่วมและการพัฒนาโครงการด้วยความสามารถของพนักงานให้สอดคล้องกับ ทิศทางการดำเนินงานเพื่อสังคมของบริษัทฯ

ความเป็นมาโครงการ

กลุ่มไทยออยล์มุ่งมั่นที่จะกระตุ้นและปลูกฝังให้พนักงานมีจิตอาสาตามค่านิยมองค์กรหัวข้อ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” (Social Responsibility) จึงได้ดำเนินโครงการ “คุณริเริ่ม…เราเติมเต็ม” เพื่อเชิญชวนให้ผู้บริหาร พนักงานและพนักงานผู้รับเหมาเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม

กรอบการดำเนินงาน

1. ประชาสัมพันธ์การดำเนินโครงการฯ ในเดือนเมษายน 2568
2. พนักงานดำเนินโครงการฯ ภายใต้กรอบ 1) ด้านสุขภาพ/กีฬา 2) ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม 3) ด้านการศึกษา 4) ด้านสังคมและวัฒนธรรม ในช่วงระหว่างเดือน พฤษภาคม ถึง เดือนพฤศจิกายน 2568
3. บริษัทฯ สนับสนุนงบประมาณสำหรับดำเนินกิจกรรมจิตอาสา 20,000 บาทต่อฝ่าย

ผลการดำเนินงานในปี 2568

ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการภายใต้แนวคิด “Team Spirit for All” โดยเชิญชวนผู้บริหาร พนักงาน และพนักงานผู้รับเหมาร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมตามความรู้และความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่าย พร้อมสนับสนุนงบประมาณฝ่ายละ 20,000 บาทสำหรับค่าวัสดุและอุปกรณ์ โดยมี 36 ฝ่ายงานเข้าร่วม มากกว่า 1,170 คน และดำเนินกิจกรรมรวม 25 กิจกรรม ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งการปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค การถ่ายทอดองค์ความรู้การทำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม อาทิ การซ่อมแซมไฟฟ้าและสถานที่ การจัดทำเวชภัณฑ์และงานฝีมือเพื่อชุมชน ตลอดจนกิจกรรมดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เช่น เก็บขยะชายหาด เสริมแหล่งอาหาร และปรับภูมิทัศน์ เพื่อเสริมสร้างประโยชน์ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่หน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ (Sustainable Energy for Healthcare and Education)

วัตถุประสงค์

สร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า โดยนำความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม ด้านการจัดการพลังงานมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับโรงพยาบาลและโรงเรียน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า และนำผลประหยัดมาต่อยอดโครงการเพื่อสังคม ตลอดจนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ความเป็นมาของโครงการ

กลุ่มไทยออยล์นำความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม รวมถึงประสบการณ์ด้านการจัดการพลังงานมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่หน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ มาตั้งแต่ปี 2561 เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาเข้าถึงการใช้พลังงานทางเลือก ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า และนำผลประหยัดมาต่อยอดโครงการเพื่อสังคม ตลอดจนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

กรอบการดําเนินงาน

1. ศึกษาศักยภาพของพื้นที่เป้าหมาย โดยใช้ความรู้ความสามารถของวิศกรไทยออยล์
2. จัดทำรายงานความเป็นไปได้ (Feasibility Study Report) และความคุ้มค่าทางการลงทุน ผลตอบแทนทางสังคม (SROI)
3. ขออนุมัติการดำเนินโครงการและงบประมาณ
4. คัดเลือกผู้รับเหมาและดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่หน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาที่ผ่านการประเมิน
5. ตรวจสอบระบบให้มีประสิทธิภาพ ถ่ายทอดความรู้การดูแลระบบ และส่งมอบโครงการฯ
6. ติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการฯ อย่างต่อเนื่อง พร้อมขอใบอนุญาต (ในกรณีที่เป็นระบบที่มีการเชื่อมต่อกับระบบสายส่งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค)

ผลการดําเนินงานในปี 2568

ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์มีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่โรงพยาบาล จำนวน 1 แห่ง ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 2 แห่ง และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนจำนวน 4 แห่งในจังหวัดตาก รวมกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้า 122.1 กิโลวัตต์ ซึ่งสร้างผลประหยัดเป็นมูลค่ารวม 1.3 ล้านบาทต่อปี โดยนำผลประหยัดที่ได้จากค่ากระแสไฟฟ้าที่ลดลงไปจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ รวมทั้งสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล นอกจากนี้ ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่า 83 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

โครงการดำเนินการเกี่ยวกับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันดิบไหลสู่ทะเล

วัตถุประสงค์

เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ

ความเป็นมาของโครงการ

ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์น้ำมันดิบไหลสู่ทะเล บริเวณทุ่นผูกเรือกลางทะเล (SBM – 2) บริษัทฯ ได้ดำเนินการเพื่อลดผลกระทบให้แก่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน รวมถึงฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล และความหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจท้องถิ่นในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

กรอบการดําเนินงาน

1. ตรวจวัดและติดตามการตรวจวัดค่าคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเล
2. จัดตั้งคณะทำงานฟื้นฟู เพื่อจัดทำแผนฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงสัตว์ทะเล และความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

ผลการดําเนินงานในปี 2568

ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลสู่ทะเล ขณะขนถ่ายน้ำมัน บริเวณทุ่นผูกเรือกลางทะเล (SBM – 2) ของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2566 หลังจากดำเนินการชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจนครบถ้วนแล้ว ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานการฟื้นฟูฯ เพื่อจัดทำแผนและขอบเขตการฟื้นฟูธรรมชาติ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยดำเนินการรวบรวมความคิดเห็นจากนักวิชาการ หน่วยงานราชการ ผู้ได้รับผลกระทบ องค์กรอิสระ และ NGO กลุ่มต่างๆ รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้นำเสนอแผนส่งเสริม (ฟื้นฟู) คุณภาพสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศน์ทางทะเล เศรษฐกิจ และสังคมภายใต้กรอบระยะเวลา 3 ปี ดำเนินโครงการต่างๆ ทั้งสิ้น 20 โครงการ ซึ่งปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 18 โครงการ และสำหรับเหตุการณ์น้ำมันไหลสู่ทะเลในเดือน 5 มิถุนายน 2568 บริษัทฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยผลการตรวจวัดคุณภาพระบบนิเวศน์ทางทะเลต่างๆ พบว่า ไม่เกินค่ามาตรฐาน อย่างไรก็ตามที่ประชุมคณะทำงานจังหวัดฯ ติดตามให้บริษัทฯ เสนอโครงการเพื่อสังคม หรือมาตรการอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรตามความเหมาะสมต่อไป

โครงการสร้างเด็กแหลมฉบังเป็นแชมป์กระโดดเชือก

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้เยาวชนได้ออกกำลังกาย มีสุขภาพแข็งแรง เพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจในอนาคต
2. ส่งเสริมให้เยาวชนออกกำลังกายด้วยกีฬากระโดดเชือก เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

ความเป็นมาของโครงการ

กลุ่มไทยออยล์ดำเนินโครงการสร้างเด็กแหลมฉบังเป็นแชมป์กระโดดเชือก โดยร่วมกับมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชชูปถัมภ์ เพื่อสนับสนุนเยาวชนทั้ง 8 โรงเรียนในพื้นที่เทศบาลนครแหลมฉบัง ออกกำลังกายด้วยกีฬากระโดดเชือก มาตั้งแต่ปี 2554 นอกจากนี้ ยังได้เข้าร่วมการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานกับสมาคมกีฬาจัมพ์โร้ปไทย เพื่อสร้างชื่อให้โรงเรียนและเทศบาลนครแหลมฉบัง

กรอบการดําเนินงาน

1. จัดประชุมร่วมกับผู้อำนวยการและคุณครูผู้ฝึกสอนกีฬาพลศึกษาของโรงเรียนรอบโรงกลั่นทั้ง 8 แห่งในเขตเทศบาลนครแหลมฉบัง ประกอบด้วยโรงเรียนวัดใหม่เนินพยอม โรงเรียนวัดมโนรม โรงเรียนวัดแหลมฉบัง โรงเรียนบ้านชากยายจีน โรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 1 โรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 2 โรงเรียนวัดบ้านนา (ฟินวิทยาคม) และโรงเรียนบุญจิตวิทยา
2. วางแผนโครงการ พร้อมขออนุมัติงบประมาณในการดำเนินการ
3. ดำเนินการจัดค่ายฝึกทักษะพัฒนาศักยภาพนักกีฬากระโดดเชือก เพื่อคัดเลือกนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานระดับประเทศ
4. สร้างนักกีฬาหน้าใหม่ เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬากระโดดเชือก เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนและเทศบาลนครแหลมฉบัง

ผลการดําเนินงานในปี 2568

1.จัดการแข่งขัน “Thaioil NexGen Jump Rope Tournament ประจำปี 2568” ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 24-28 กุมภาพันธ์ 2568 “สร้างนักกีฬาหน้าใหม่ สู่แชมป์กระโดดเชือก” ค้นหานักกีฬาเพื่อเตรียมเข้าแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานประเภทมือใหม่ ประจำปี 2568
2. นักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกระโดดเชือกชิงถ้วยพระราชทานประเภทมือใหม่ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 7-8 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ กรุงเทพมหานคร ได้รับเหรียญทองจำนวน 14 เหรียญ เหรียญเงินจำนวน 12 เหรียญ และเหรียญทองแดงจำนวน 11 เหรียญ นอกจากนี้ โรงเรียนบุญจิตวิทยายังได้รับถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จำนวน 3 ถ้วย และโรงเรียนวัดใหม่เนินพยอม ได้รับถ้วยพระราชทาน จำนวน 1 ถ้วย และทั้ง 2 โรงเรียนได้รางวัลทีมรองชนะเลิศคะแนนรวมสูงสุด
3. โครงการพัฒนาทักษะนักกีฬาสู่แชมป์กระโดดเชือก ประจำปี 2568 เพื่อคัดเลือกและฝึกซ้อมนักกีฬากระโดดเชือกจากโรงเรียนรอบโรงกลั่น 8 แห่งที่จะเข้าร่วมการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานระดับประเทศ
4. นักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬากระโดดเชือกชิงถ้วยพระราชทาน ครั้งที่ 16 ประจำปี 2568 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 16 พฤศจิกายน 2568 ณ อาคารโรงยิมเนเซียม อบจ.นนทบุรี เพื่อให้เยาวชนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและสนับสนุนการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ได้ส่งนักกีฬากระโดดเชือกเข้าร่วมทั้งหมด 2 ทีม ได้แก่ Thaioil Jump Rope และ Thaioil New Wave และได้รับถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จำนวน 1 ถ้วย มีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 60 คน
5. นักกีฬากระโดดเชือกแหลมฉบังได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬากระโดดเชือกระดับนานาชาติ ในการแข่งขัน รายการ 9th KOREA OPEN ROPE SKIPPING CHAMPIONSHIP ประเทศเกาหลี และ การแข่งขันรายการ UJR World Championship and World Cup ประจำปี 2568 ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงได้เข้าร่วมการแข่งขันระดับโลก World Jump Rope Championships ประจำปี 2568 ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการเข้าร่วมในแต่ละครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยและพื้นที่ชุมชนรอบโรงกลั่นเป็นอย่างมาก

การรับมือต่อสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

  •  การดำเนินการตามแผนการเฝ้าระวังติดตามและแผนเผชิญเหตุรองรับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 0 ไม่พบผู้ติดเชื้อ เน้นการป้องกันและเฝ้าระวัง ระยะที่ 1 พบผู้ต้องสงสัยหรือผู้ติดเชื้อในกลุ่มไทยออยล์ แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เน้นการควบคุมและป้องกันการแพร่กระจาย และระยะที่ 2 พบผู้ติดเชื้อจำนวนมากในกลุ่มไทยออยล์ และส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เน้นการกอบกู้สถานการณ์และการฟื้นฟู ต้องเปิดศูนย์ควบคุมเหตุฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจ

การเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย

  • การพัฒนาความรู้ ความสามารถและทักษะของพนักงานและผู้รับเหมา ผ่านศูนย์ฝึกอบรมความปลอดภัยที่มีความพร้อมทั้งภาคทฤษฎี (Theory) และภาคปฏิบัติ (Practice) และประเมินความรู้ความสามารถของพนักงานและผู้รับเหมาที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ตามระบบใบอนุญาตในการทำงานต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา และการจัดการเหตุฉุกเฉินและภาวะวิกฤตตามบทบาทหน้าที่ ผ่านกระบวนการ Competency Assurance System
  • การยกระดับวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงาน ด้วย Behavior Based Safety (BBS) โดยได้ทำการฝึกอบรมหลักสูตร BBS ให้กับพนักงานกลุ่มเป้าหมาย (Train for the Trainer) เพื่อนำไปถ่ายทอดและเป็นแบบอย่างให้กับพนักงานและพนักงานผู้รับเหมาสำหรับใช้สังเกตพฤติกรรมในการทำงานและสั่งหยุดงานเมื่อพบว่าไม่ปลอดภัย
  • การจัดให้การฝึกอบรมหลักสูตรการขออนุญาตในการทำงาน (Permit to Work System and Clearance Certificate Signatory) สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในระบบใบอนุญาตในการทำงาน
  • การจัดโครงการป้องกันและลดอุบัติเหตุจากการทำงาน (30-60-90 Days with No Harm No Leak) อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเน้นย้ำและกระตุ้นให้พนักงานและผู้รับเหมาเกิดความตระหนักด้านความปลอดภัยในการทำงานอย่างเข้มข้น โดยมีเป้าหมาย คือ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการทำงานถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลทางการแพทย์ (Medical Treatment Case: MTC)
  • การจัดกิจกรรม Thaioil Group QSHE Day ประจำปี 2566 เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยฯ ของพนักงานและผู้รับเหมา โดยการมอบโล่และเกียรติบัตรให้แก่ผู้ที่มีผลการดำเนินงานดีเด่นด้าน QSHE ประจำปี 2566 และจัดบูธนิทรรศการ เพื่อให้ความรู้และเสริมสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยฯ ให้กับพนักงานและผู้รับเหมา
  • การปรับปรุงกฎความปลอดภัยพื้นฐาน 12 ข้อ (12 Life Saving Rules) โดยนำวิถีอันตราย (Line of Fire) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกฎความปลอดภัยพื้นฐาน ตามแนวทางการปฏิบัติของกลุ่มธุรกิจน้ำมันและก๊าซของ IOGP
  • การรณรงค์และเสริมสร้างการตระหนักถึงอันตราย ได้แก่ วิถีอันตราย และการปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยพื้นฐาน 12 ข้อ อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งรณรงค์ให้มีการเขียนรายงาน Potential Incident Report (PIR) โดยมุ่งเน้นถึงการกระทำที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Act) และสภาพการณ์ที่มีศักยภาพจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ (Unsafe Condition) ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันก่อนเกิดเหตุ
  • การจัดทำตารางการอบรมความปลอดภัยในการทำงานของผู้รับเหมา (Contractor Training Matrix) เพื่อให้มั่นใจว่าผู้รับเหมาที่เข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่กลุ่มไทยออยล์มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกับตำแหน่งงาน 
  • การจัดฝึกอบรมและให้ความรู้ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานสำหรับพนักงานและผู้รับเหมารายใหม่ เพื่อสร้างความตระหนักถึงอันตรายและความเสี่ยงขั้นพื้นฐานของการปฏิบัติงานในพื้นที่กลุ่มไทยออยล์ รวมถึงรู้และเข้าใจมาตรการด้านความปลอดภัยที่กำหนดขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในกิจกรรมการทำงาน เช่น หลักสูตรความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน (Basic Safety in Refinery) หลักสูตรดับเพลิงขั้นต้น (Basic Firefighting) หลักสูตรความปลอดภัยในการปฏิบัติงานในที่อับอากาศ (Confined Space) และหลักสูตรการปฐมพยาบาล (First Aid) เป็นต้น
  • การอบรมหลักสูตรด้านความปลอดภัยเฉพาะ สำหรับพนักงานและผู้รับเหมา เพื่อให้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยและสอดคล้องตามข้อกำหนด เช่น หลักสูตรผู้อนุมัติใบรับรองความปลอดภัย (Authorized Engineer (AE)/ Authorized Gas Safety Inspector (AGSI) Course) หลักสูตรผู้อนุมัติใบอนุญาตทำงาน (Clearance Certificate Signatory) หลักสูตรผู้ตรวจวัดแก๊ส (Authorized Gas Tester) หลักสูตรความปลอดภัยเกี่ยวกับไฟฟ้า เป็นต้น
  • กลุ่มไทยออยล์ยังคงให้ความสำคัญกับกลยุทธ์เชิงรุกโดยการยกระดับกิจกรรม Management Walk and Talk เป็น GEMBA Walk โดยผู้บริหารระดับสูง ดำเนินการตรวจสอบด้วยการพูดคุยสอบถามถึงกิจกรรมสำคัญ โดยใช้ชุดคำถามที่มีความเฉพาะ มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจ แนะนำวิธีปฏิบัติที่ปลอดภัยในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงทั้งด้านความปลอดภัยส่วนบุคคลและความปลอดภัยในกระบวนการผลิต และดำเนินกิจกรรม QSHE Roll Out อย่างต่อเนื่องโดยมุ่งเน้นการเข้าถึง รวมถึงการรณรงค์ส่งเสริมจิตสำนึกด้านคุณภาพความมั่นคง ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมของผู้ปฏิบัติงานหรือภายในพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อขยายขอบเขตให้ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติงานและการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานภายใต้กิจกรรมและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ณ ขณะนั้น อีกทั้ง กลุ่มไทยออยล์ยังนำระบบการจัดการต่างๆ ที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป และมีการรายงานผลการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ข้างต้นให้ผู้บริหารได้รับทราบและร่วมหาแนวทางการแก้ไขเป็นประจำ รวมถึงจะมีกระบวนการทบทวน (Management Review) เป็นประจำทุกปี เพื่อกำหนดแนวทางการปรับปรุงและจัดทำแผนงานประจำปีต่อไป พร้อมทั้งมีการสื่อสารให้พนักงานรับทราบเป็นระยะ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิผลต่อไป

การเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย

  • การทบทวนระบบใบอนุญาตในการทำงาน (Permit to Work System) โดยเฉพาะใบอนุญาตที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับความร้อนหรือประกายไฟ (Hot Work) รวมถึงรายการตรวจสอบ (Checklist) ที่เกี่ยวข้อง ให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากล
  • จากการประเมินระดับวัฒนธรรมความปลอดภัย ในปี 2565 ผลการประเมินที่ 4.16 คะแนนจากคะแนนเต็ม 5.00 คะแนน ซึ่งนำมาด้วยแผนงานพัฒนาวัฒนธรรมความปลอดภัย ในปี 2566 ทางบริษัทฯ ได้ดำเนินการตามแผนงานที่ระบุไว้เพื่อให้พนักงานและผู้รับเหมามีความตระหนักและให้องค์กรก้าวเข้าสู่องค์กรที่ปราศจากอุบัติเหตุ
  • การตรวจสอบระบบใบอนุญาต (Permit to Work Inspection) โดยพนักงานเจ้าของพื้นที่ (Area Operation) และทีมตรวจสอบความปลอดภัย (Safety Audit Team) เพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติสอดคล้องตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในใบอนุญาตให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง
  • การจัดทำการ์ดมอบอำนาจสิทธิในการสั่งหยุดงาน (Stop Work Authority) ให้กับพนักงานและพนักงานผู้รับเหมาทุกคน เมื่อพบว่าพื้นที่ปฏิบัติงานมีสภาพการณ์หรือสภาวะที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยต่อตนเองและเพื่อนร่วมงาน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือทรัพย์สินของกลุ่มไทยออยล์ โดยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อเป็นการแสดงความมุ่งมั่นและเน้นย้ำถึงการป้องกันและแก้ไขก่อนเกิดอุบัติเหตุหรืออุบัติการณ์
  • การประเมินดัชนีชี้วัดสมรรถนะด้านสุขภาพ (Health Performance Indicators) ตามหลักเกณฑ์และแนวทางของ International Association of Oil and Gas Producers (IOGP) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล โดยได้รับคะแนนการประเมินในปี 2566 ที่ 3.85 คะแนน จากคะแนนเต็ม 4.00 คะแนน พร้อมจัดทำแผนงานพัฒนาและยกระดับระบบการบริหารจัดการให้สอดคล้องตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดของ IOGP ต่อไป
  • การยกระดับการบริหารจัดการความปลอดภัยผู้รับเหมา (Contractor Safety Management) ให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากล มีการตรวจประเมินผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยประจำปีของบริษัทผู้รับเหมา โดยผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก (Third Party) ทั้งในส่วนของระบบบริหารจัดการและการปฏิบัติงานในพื้นที่ สำหรับใช้ในการแบ่งระดับผู้รับเหมา (Contractor Banding) เป็นสีเขียว สีเหลือง และสีแดง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาการดำเนินธุรกิจร่วมกันอย่างต่อเนื่อง กรณีที่บริษัทผู้รับเหมา มีผลการประเมินฯ ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (สีเหลือง หรือ สีแดง) จะเปิดโอกาสให้ผู้รับเหมานำเสนอแผนงานและทำการปรับปรุงแก้ไขประเด็นปัญหาให้สอดคล้องตามข้อกำหนดและตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ในปี 2566 บริษัทฯ ได้ปรับปรุงเอกสารการประเมินผลด้านเทคนิคของความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมสำหรับการประมูลผู้รับเหมา (Contract SSHE Bidding and Close Out Evaluation)
  • การทบทวนวิธีปฏิบัติงานที่ปลอดภัย สำหรับกิจกรรมหรืองานที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ได้แก่ งานยกของหนักโดยปั้นจั่น งานนั่งร้าน งานที่ต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในเขตพื้นที่โรงกลั่น เป็นต้น และทำการฝึกอบรมและสื่อสารให้กับพนักงานและผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้สอดคล้องตามข้อกำหนดอย่างครบถ้วน
  • การยกระดับการแจ้งเตือนสถานการณ์ผิดปกติหรือฉุกเฉินสำหรับผู้อยู่เวรคอยเหตุฉุกเฉินและผู้เกี่ยวข้อง ด้วยระบบ SMS เพื่อให้ผู้อยู่เวรคอยเหตุฉุกเฉินทราบถึงเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว และสามารถเข้ามาสนับสนุนการระงับเหตุได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • การยกระดับการแจ้งเตือนสถานการณ์ผิดปกติกรณีเกิดฝนฟ้าคะนองในรัศมี 5 กิโลเมตร เพื่อเป็นการแจ้งเตือนให้พนักงานทราบและดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งเป็นการแจ้งเตือนเพื่อเตรียมความพร้อมของทีมระงับเหตุฉุกเฉิน กรณีเกิดไฟไหม้ที่บริเวณขอบถังน้ำมันชนิดหลังคาลอย (Rim Seal Fire)
  • การทบทวนแผนเผชิญเหตุล่วงหน้า (Pre Incident Plan) ระดับที่ 1 และระดับที่ 2 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และมาตรฐานสากล รวมถึงการฝึกซ้อมตามแผนที่กำหนด เพื่อเป็นการซักซ้อมการรับมือเหตุฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีนี้มีการจัดทำแผนเผชิญเหตุล่วงหน้า ระดับที่ 2 เพิ่มเติม เพื่อรองรับหน่วยผลิตใหม่ของโครงการ CFP
  • การทบทวนคู่มือการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินและภาวะวิกฤติ (Emergency and Crisis Management Manual) และการวางแผนเผชิญเหตุล่วงหน้าให้ครอบคลุมเหตุฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชุน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโครงการ CFP ที่จะทำการ Commissioning และ Start up ในอนาคต

​การประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

  • การทบทวนการบ่งชี้และประเมินความเสี่ยงและอันตรายที่มีศักยภาพจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง พร้อมทั้งกำหนดมาตรการควบคุมและป้องกัน และมีการตรวจติดตามประสิทธิผลของมาตรการควบคุมและป้องกันอย่างต่อเนื่อง การตรวจสอบความปลอดภัย การวิเคราะห์ รวมถึงเสนอแนวทางแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำโดยพนักงานและผู้รับเหมา ทั้งนี้ ผู้บริหารจะมีการทบทวนและตรวจสอบผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยเป็นประจำทุกเดือน
  • การประเมินความเสี่ยงและอันตรายร้ายแรง และทบทวนมาตรการควบคุมและป้องกันด้านความปลอดภัย โดยกำหนดแผนและมาตรการความมั่นคงและความปลอดภัยเชิงป้องกันในระดับต่างๆ (Defense in Depth) ให้ครอบคลุมความเสี่ยงและอันตรายร้ายแรง โดยเฉพาะการรั่วไหลของสารเคมี โดยมีการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินในระดับต่างๆ และต่อยอดการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินไปสู่ระดับการบริหารจัดการภาวะวิกฤต (Crisis Management) ร่วมกับหน่วยงานภายนอกและหน่วยงานราชการในพื้นที่ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงเพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มไทยออยล์ยังคงบริหารจัดการและควบคุมความเสี่ยงร้ายแรงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ตลอดเวลา
  • การทบทวนบัญชีอุบัติเหตุที่มีศักยภาพก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง (Major Accident Event) ให้สอดคล้องกับความเสี่ยง และการทบทวนและฝึกซ้อมตามแผนฉุกเฉินและภาวะวิกฤต รวมถึงแผนเผชิญเหตุล่วงหน้าให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากล (International Best Practice) ตลอดจนปรับปรุงศูนย์ควบคุมเหตุฉุกเฉิน (Emergency Control Center) ให้ทันสมัยและพร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การทบทวนวิธีปฏิบัติการบริหารจัดการอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ให้ครอบคลุมอุบัติการณ์ทุกประเภท ได้แก่ การบาดเจ็บจากการทำงาน โรคหรือการเจ็บป่วยจากการประกอบอาชีพ เหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุและอุบัติการณ์อื่นๆ รวมถึงอุบัติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในกระบวนการผลิต มีการประเมินระดับความรุนแรงและความเสี่ยง โดยใช้ตารางการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment Matrix) เพื่อกำหนดทีมสอบสวนฯ และวิธีการสอบสวนฯ ที่เหมาะสมตามระดับความรุนแรงและความเสี่ยงของอุบัติการณ์นั้น และต้องระบุสาเหตุที่แท้จริง พร้อมกำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกันที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ

การขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางธุรกิจ (O2Bx)

  • การปรับแผนกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางธุรกิจ (O2Bx) เพื่อเตรียมพร้อมที่จะขับเคลื่อนโรงกลั่นชั้นนำระดับโลก และปรับเป้าหมายความปลอดภัยระดับองค์กรให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ใหม่ดังกล่าว คือ No Harm, No Leak, Goal Zero
  • การทบทวนแผนงาน 5 ปี ด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย การจัดการเหตุฉุกเฉินและวิกฤตให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก ความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงแผนกลยุทธ์และเป้าหมายระดับองค์กรใหม่
  • การมอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงนำเสนอกรณีศึกษาและประเด็นที่มีนัยสำคัญด้านความปลอดภัยทั้งจากภายในและภายนอกองค์กรให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ รับทราบเป็นประจำทุกเดือน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง
  • การเยี่ยมผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และคณะผู้บริหารระดับสูง ทั้งในระหว่างการปฏิบัติงานตามปกติ การหยุดซ่อมบำรุงหน่วยผลิต และงานโครงการก่อสร้าง เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ตลอดจนสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและสนับสนุนความปลอดภัยในการทำงาน รวมถึงเป็นตัวอย่างที่ดีด้านภาวะผู้นำความปลอดภัย

SMILE Activity

Working with the right to health

Working with the right to health: กลุ่มไทยออยล์บริหารจัดการและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 และมีมาตรการการดูแลรักษาพนักงานอย่างต่อเนื่องจนหายป่วย และสามารกลับเข้าทำงานได้อย่างปลอดภัย (Return to work) โดยกำหนดมาตรการและนโยบายที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของภาครัฐ พร้อมสร้างความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พนักงาน ผู้รับเหมา คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียของกลุ่มไทยออยล์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งมีการกำหนดนโยบายการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย (Work From Home Policy) เพื่อให้พนักงานมีสิทธิในการเลือกรูปแบบการทำงานที่เหมาะสมกับตน
นอกจากนี้ กลุ่มไทยออยล์ได้จัดทำนโยบายสนับสนุนพนักงานกลุ่มไทยออยล์ “People First for Employee Support Policy” เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและให้ความช่วยเหลือแก่พนักงาน ครอบครัวพนักงาน และสมาชิกชมรมพนักงานเกษียณกลุ่มไทยออยล์ ที่เผชิญกับอุปสรรคทั้งด้านการเงิน กฎหมาย สุขภาพกาย สุขภาพใจ แอลกอฮอล์ หรือยาเสพติด ปัญหาการสมรส ความเจ็บป่วย ของสมาชิกในครอบครัว การดูแลบุตร ฯลฯ ทั้งในรูปแบบของสิทธิประโยชน์สวัสดิการ และมิใช่สวัสดิการ ตลอด 24 ชั่วโมงของทุกวัน

Improving mental health care

Improving mental health care: โครงการ 5 สุข เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาวะของพนักงานวิถีใหม่ (New Normal Work Life) และเพื่อให้พนักงานได้เข้าใจสิทธิที่พนักงานควรได้รับทั้งการดูแลพนักงานรวมถึงพนักงานที่เกษียณอายุในทุกด้านผ่าน โครงการ 5 สุขของกลุ่มไทยออยล์ ได้แก่

Ensuring education for all

Ensuring education for all: การให้ความรู้และสร้างความตระหนักด้านสิทธิมนุษยชน สำหรับพนักงานผ่าน Human Rights E-learning ใน “Thaioil Academy Application” และสำหรับผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ผ่านการจัดกิจกรรมการบรรยายเพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่คู่ค้าอย่างต่อเนื่อง ในงานสัมนาคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ ประจำปี 2566 (Supplier Seminar 2023) ณ หอประชุมไทยออยล์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี อีกทั้งการสร้างความตระหนักรู้ผ่านการยอมรับแนวปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ (Supplier Code of Conduct) เป็นต้น

การร่วมมือกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. ร่วมจัดงาน PTT Group CG Day 2023 ภายใต้แนวคิด “Good to Great : CG Empowering for the Future"

การร่วมมือกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. ร่วมจัดงาน PTT Group CG Day 2023 ภายใต้แนวคิด “Good to Great : CG Empowering for the Future ผสานพลังร่วม รวมพลังสร้าง สู่อนาคตยั่งยืน” ผ่านการจัดงานในรูปแบบ Hybrid เพื่อส่งเสริม เผยแพร่การดำเนินงานด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีของกลุ่ม ปตท. และเน้นย้ำให้บุคลากรทุกระดับในกลุ่ม ปตท. นำหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาใช้ในการปฏิบัติงาน โดยมีคณะกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน ตัวแทนบริษัทคู่ค้า และแขกรับเชิญจากหน่วยงานกำกับฯ เช่น ตัวแทนจากมูลนิธิต่อต้านการทุจริต สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าร่วมงานกว่า 400 คน รวมทั้งมีการเชิญคู่ค้า ลูกค้า และพนักงานเข้าร่วมชมการถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ของงานอีกด้วย

การจัดทำการสำรวจวัฒนธรรมองค์กรด้านการบูรณาการ GRC

การจัดทำการสำรวจวัฒนธรรมองค์กรด้านการบูรณาการ GRC (GRC Culture Survey) ประจำปี 2566 เพื่อประเมินวัฒนธรรมองค์กรด้านการบูรณาการการดำเนินงานด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน และการปฏิบัติตามกฎหมายกฎระเบียบและข้อบังคับ (GRC) ในภาพรวม โดยผลการสำรวจที่ได้รับจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อจัดทำแผนงานเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการกำกับดูแลกิจการอย่างเหมาะสมต่อไป

การสื่อสารให้ข้อมูลหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี

การสื่อสารให้ข้อมูลหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี จรรยาบรรณการดำเนินธุรกิจ และการต่อต้านการทุจริต ผ่านช่องทางการสื่อสารภายในบริษัทฯ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เช่น คอลัมน์ GRC Corner ในวารสารอัคนี (วารสารภายในองค์กร) GRC Newsletter รวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง

การสื่อสารนโยบายงดรับของขวัญ (No Gift Policy)

การสื่อสารนโยบายงดรับของขวัญ (No Gift Policy) ให้พนักงานทุกคนรับทราบผ่านช่องทางสื่อสารภายในองค์กร ในหลากหลายรูปแบบ เช่น คลิปวีดิโอ E-newsletter เป็นต้นตลอดจนการจัดส่ง “หนังสือขอความร่วมมืองดมอบของขวัญหรือของกำนัลแก่ผู้บริหารและพนักงานของกลุ่มไทยออยล์” แก่คู่ค้า ลูกค้า สถาบันการเงิน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทางธุรกิจ เพื่อหลีกเลี่ยงและป้องกันเหตุปัจจัยที่อาจนำไปสู่การกระทำที่ขัดต่อนโยบายการต่อต้านทุจริต

การปรับปรุงสื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (E-learning)

การปรับปรุงสื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (E-learning) ได้แก่ CG Orientation E-learning สำหรับพนักงานใหม่ ประกอบด้วยหัวข้อหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ และการต่อต้านการทุจริต และ Anti-Fraud E-learning สำหรับพนักงานปัจจุบัน เพื่อให้ความรู้ที่มาของการเกิดทุจริต และแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตภายในองค์กร

การจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้

การจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้ และส่งเสริมพฤติกรรมการปฏิบัติงานที่โปร่งใส เป็นธรรม ตลอดปี 2566 เช่น กิจกรรม Compliance & CG Talk หัวข้อ การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย บรรยายโดย นิติกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กิจกรรม Law Focus หัวข้อ การป้องกันการฟอกเงินและต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย บรรยายโดยผู้บริหารจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) กิจกรรม GRC in Action บริเวณหน้างาน CEO Townhall ประจำไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 4 กิจกรรม Good to Great CG Contest เชิญชวนแบ่งปันวิธีการทำงานที่ส่งเสริมแนวทาง CG ในแบบของคุณ เป็นต้น

SAP ECC

ปรับปรุงซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ของระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) ที่บริษัทฯ ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน หรือ ที่เรียกว่า SAP ECC ให้ยังคงสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงระบบ ERP ไปสู่ SAP S/4 HANA ในปี พ.ศ. 2570 (ค.ศ. 2027)

Prominence Enhancement

พัฒนาระบบที่ใช้เก็บข้อมูลการขายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของกลุ่มไทยออยล์ โดยมีข้อมูลในหลายแง่มุม เช่น ประเภทคู่ค้า ราคา ปริมาณการซื้อขาย ช่วงเวลาการซื้อขาย รูปแบบการชำระเงิน เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์โครงสร้างราคา และช่วยในการตัดสินใจสำหรับการกำหนดรูปแบบการซื้อขายที่เหมาะสมกับคู่ค้าแต่ละราย เพิ่มโอกาสในการสร้างผลกำไรที่มากขึ้น ตามแต่ละสถานการณ์ของตลาดที่มีความผันผวน

Predictive Maintenance Analytics

พัฒนาระบบประมวลผลข้อมูลการซ่อมบำรุงอุปกรณ์เครื่องจักรที่สำคัญในกระบวนการผลิตของกลุ่มไทยออยล์ เพื่อใช้ทำนายโอกาสที่อุปกรณ์เครื่องจักรเหล่านั้นจะเกิดความเสียหายและหาทางป้องกันล่วงหน้า เพื่อไม่ไห้เกิดเหตุการณ์ Unplan Shutdown และ Unplan Maintenance ต่างๆ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้

JSKem Pte Ltd & TOPNEXT India Private Limited

JSKem Pte Ltd & TOPNEXT India Private Limited

www.jskem.com.sg 

TOPNEXT ได้ซื้อหุ้นจำนวน 60% ในJSKEM เพื่อขยายธุรกิจด้านจัดจำหน่ายสารทำละลายและเคมีภัณฑ์ในประเทศสิงคโปร์ และอินเดีย ก่อตั้งเมื่อปี 2021

PT. Tirta Surya Raya

PT. Tirta Surya Raya

TOPNEXT (TX)  ได้ซื้อหุ้นจำนวน 67% ใน PT. Tirta Surya Raya ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2019 เป็นบริษัทผู้จัดจำหน่ายสารทำละลายและเคมีภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซีย โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Tangerang ประเทศอินโดนีเซีย

TOP Solvent Myanmar

TOP Solvent Myanmar

TOP Solvent Myanmar (TSMM) ปี พ.ศ.2560 บริษัทฯได้จัดตั้งสำนักงานตัวแทน ในประเทศเมียนมา ภายใต้ชื่อ TOP Solvent Company Limited (Myanmar Representative Office) เป็นตัวแทนบริษัทฯ ในการติดต่อประสานงานกับลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อจำหน่ายสินค้า Petroleum และเคมีภัณฑ์ พร้อมทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

TOP Solvent (Vietnam) Limited Liability

TOP Solvent (Vietnam) Limited Liability

ก่อตั้ง เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2552 โดยมี บจ. ท็อป โซลเว้นท์ ถือหุ้น 100 เปอร์เซนต์ และเป็นการลงทุนต่างประเทศครั้งแรกของไทยออยล์ ให้บริการด้านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สารทำละลาย และเคมีภัณฑ์ หลากหลายรูปแบบ เช่น อุตสาหกรรมสี สารเคลือบผิว ทินเนอร์ กาว ตัวประสาน หมึกพิมพ์ อิเลคโทรนิค นํ้ายาทำความสะอาดต่างๆ การสกัดนํ้ามันพืช และอุตสาหกรรมเคมี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีคลังสินค้าในนิคมอุตสาหกรรม Go Dau (เวียดนามใต้) จังหวัด Dong Nai (เวียดนามใต้) และ จังหวัด Hai Phong (เวียดนามเหนือ)

บริษัท ศักดิ์ไชยสิทธิ จำกัด

บริษัท ศักดิ์ไชยสิทธิ จำกัด

www.sakchaisit.com 

มีบริษัท ท็อป เน็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง เป็นผู้ผลิตสารทำละลายไฮโดรคาร์บอนคุณภาพสูง สำหรับอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมสี, ยางรถยนต์, กาว, น้ำมันพืช, โฟม, พลาสติก, เหมืองทองแดง เป็นต้น