การบริหารจัดการความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน

การวิเคราะห์รายจ่าย

        การจัดหาพัสดุและบริการซึ่งครอบคลุมพัสดุและบริการที่ใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่าการซื้อขายสูง ได้แก่ วัตถุดิบตั้งต้นสำหรับการกลั่น รวมถึงงานโครงการและการก่อสร้าง ยกเว้นน้ำมันดิบ
โดยปริมาณการใช้จ่าย (Spending) ย้อนหลัง 3 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าเฉลี่ย 5,000 ล้านบาท ต่อปี ซึ่งแนวโน้มของปริมาณการใช้จ่ายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเนื่องจากเรามีการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของบริษัท

Material : Value of Procurement Spent (2015 – 2017)

  ปริมาณการใช้จ่ายของกลุ่มไทยออยล์ เมื่อแบ่งตามลักษณะการจัดหา จะมีส่วนของการจัดซื้อพัสดุประมาณ 30% ซึ่งการกระจายตัวของสินค้าสามารถแบ่งย่อยลงไปตามกลุ่มสินค้า การจัดหาพัสดุของกลุ่มไทยออยล์ ส่วนใหญ่    จะเป็นในกลุ่มของสารเคมี ตัวเร่งปฏิกิริยา และอุปกรณ์ที่ใช้ในห้องแลปทั้งหมด คิดเป็น 26% รองลงมาคือเครื่องจักรกลและอะไหล่ คิดเป็น 23%

 

 

Service : Value of Procurement Spent (2015 - 2017) 

  การจัดหาบริการของกลุ่มไทยออยล์ มีกระจายตัวตามการใช้งานของบริการ ส่วนใหญ่จะเป็นบริการสำหรับกลุ่มของงานโครงการ ซึ่งคิดเป็น 51% ของปริมาณการใช้จ่ายของการจัดหาบริการทั้งหมด รองลงมาคืองานบริการด้านวิศวกรรม 30% และงานบริการทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรม 18%

 

 

 

 

       การจัดหาพัสดุและบริการของกลุ่มไทยออยล์เมื่อแบ่งตามภูมิภาคของคู่ค้า สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆคือ Thailand, US-EU  และ Asia-Pacific ตามปริมาณการใช้จ่ายจากมากไปน้อยตามลำดับ ซึ่ง 81% เป็นการทำธุรกิจกับคู่ค้าภายในประเทศ เพื่อส่งเสริมการขยายตัวของธุรกิจภายในประเทศ โดยคำนึงถึงมาตรฐานและคุณภาพของสินค้าในการพิจารณาคู่ค้าด้วย

ความตระหนักในห่วงโซ่อุปทาน

การแบ่งกลุ่มสินค้าและงานบริการ

กลุ่มไทยออยล์มีการแบ่งกลุ่มสินค้าและงานบริการโดยใช้ปริมาณยอด
การสั่งซื้อ และความสำคัญของสินค้างานบริการที่ซื้อมาใช้แบ่งกลุ่มตาม
ความสำคัญสูงต่ำ เพื่อทำการจัดแบ่งรูปแบบในการบริหารจัดการ
ในห่วงโซ่อุปทาน และจัดการจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม

1. สินค้ากลุ่มที่ต้องระวังและเฝ้าติดตาม (High Expenditure High Supply Risk)
2. สินค้ากลุ่มที่จะเกิดปัญหาเมื่อขาด (Low Expenditure High Supply Risk)
3. สินค้ากลุ่มที่ควรสนใจและปรับปรุงได้ดี (High Expenditure Low Supply Risk)
4. สินค้ากลุ่มที่ไม่เกิดผลกระทบมากนัก (Low Value Low Supply Risk))

การจัดการแบ่งกลุ่มประเภทของคู่ค้า (Supplier Classification)
กลุ่มไทยออยล์มีความตระหนักในห่วงโซ่อุปทาน จึงมีการจัดการแบ่งกลุ่มประเภทของคู่

 

Supply Positioning Model

Supplier Relationship
Tier

Supplier Relationship Tier

Situations

Routine Managed

Spend (minimize acquire cost)

Minimize operation cost, spend consolidation with terms contract (call-off)

Leverage

Managed

Spend (minimize total cost)

Many suppliers in the market available, negligible/low switching cost, spot purchase is suitable

Key

Concentration risk (minimize risk and cost)

Many suppliers in the market available but high switching cost, high market volatility, long-term contract tied up with rebate scheme is suitable

Bottleneck

Key

Planning risk (minimize risk)

High supplier dependency, long-term contract with to be a good customer is suitable

Strategic

Competitive advantage (minimize risk and cost)

Co-project initiative, business collaboration, supply chain re-design e.g. purchasing postponement, JIT, stock consignment, VA/VE, products/services harmonization

Critical Strategic

Competitive advantage (minimize risk and cost)

Co-project initiative, business collaboration, supply chain re-design e.g. purchasing postponement, JIT, stock consignment, VA/VE, products/services harmonization

 

ความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน

การบริหารความเสี่ยงตลอดสายโซ่อุปทาน

      เพื่อรองรับทิศทางกลยุทธ์การเติบโตของธุรกิจไทยออยล์จึงต้องมีการประเมินความเสี่ยงและบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจัดทำยุทธศาสตร์ที่ทำให้การแข่งขันการประกวดราคาที่มีศักยภาพแบบมืออาชีพ ด้วยราคาที่เป็นธรรม รวมถึงให้ความสำคัญต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การให้ความสำคัญต่อคู่ค้าเสมือนเป็นคู่ธุรกิจ และมีการเตรียมความพร้อมของงานด้านจัดซื้อและสัญญาเพื่อให้การบริหารจัดการตามกระบวนการเป็นไปด้วยดีตามแผนอย่างชัดเจน

      ไทยออยล์ยังคงบริหารความเสี่ยงในกระบวนการคัดกรองคู่ค้ารายใหม่อย่างเป็นระบบตั้งแต่การขึ้นทะเบียนโดยคู่ค้าจะต้องทำความเข้าใจเพื่อยอมรับแนวทางปฏิบัติของคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ (Supplier Code of Conduct) และจะต้องผ่านการทำแบบประเมินตนเองด้าน ESG บนระบบ e-Procurement ทั้งในชุดข้อมูลทั่วไป ชุดแบบสอบถามคุณสมบัติคู่ค้าเชิงลึก ซึ่งจะใช้ประกอบในการขึ้นทะเบียนคู่ค้าแล้วยังนำมาเป็นข้อมูลการทำ Supplier Profile ในการดำเนินโครงการทวนสอบความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และจริยธรรม (ESG plus verification)
อีกด้วย

โครงการ ESG Plus Verification
      การพัฒนาไม่เพียงแต่มุ่งมั่นในเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังมุ่งเน้นให้ครอบคลุมถึงความรับผิดชอบ 3 ด้านทาง ESG คือ
สิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และจริยธรรมทางธุรกิจ (Governance) อีกด้วย โดยกลุ่มไทยออยล์ได้นำแนวคิดของ ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) มาจัดทำแผนการพัฒนาตามโครงการสำหรับ “คู่ค้า” ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักของกลุ่มไทยออยล์ เพื่อตอบสนองต่อการบริหารความเสี่ยงตลอดสายโซ่อุปทานเชิงรุกอย่างเป็นระบบ เป็นรูปธรรม
เชิงประจักษ์ จึงเกิด “โครงการ ESG Plus Verification” ซึ่งมีความตั้งใจที่จะสนับสนุนให้คู่ค้าหลักของกลุ่มไทยออยล์ได้แสดงขีดความสามารถในการดำเนินงานจัดการด้าน ESG เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวทางการปฏิบัติของกลุ่มไทยออยล์อันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจระหว่างกัน และที่สำคัญคู่ค้าจะมีส่วนในการยกระดับเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพในการจัดการและดำเนินงานทางด้าน
สิ่งแวดล้อม สังคม และจริยธรรมทางธุรกิจ นำสู่ความยั่งยืนของตนเอง โดยมีระยะเวลา 4 ปี ในการดำเนินงานตามแผนและเป้าหมายเริ่มตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา

 


Input โครงการ ESG Plus Verification

 

 

     สำหรับความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในสายโซ่อุปทานใช้แนวทางการบริหารโดยทำการสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วมของคู่ค้า เช่น จัดให้มีการสื่อสารแก่คู่ค้าอย่างเพียงพอเหมาะสมผ่านหลากหลายช่องทาง ทบทวนข้อกำหนดเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกฎหมายแรงงาน มีการเฝ้าระวังในด้านจรรยาบรรณของคู่ค้าตามแนวทางปฏิบัติของคู่ค้ากลุ่มไทยออยล์ที่ได้กำหนดไว้ รวมถึงนำมาประยุกต์ใช้เป็นเกณฑ์ในการทวนสอบความรับผิดชอบด้าน ESG ของคู่ค้าหลักอีกด้วย สำหรับแนวทางที่รองรับการบริหารความเสี่ยงต่อ
สิทธิมนุษยชน ด้านความมั่นคงปลอดภัย สิ่งแวดล้อม นั้นก็มีการกำหนดแนวทางและดำเนินงานเป็นไปตามแผนกลยุทธ์ Safe-White-Green ของบริษัท

 

การจัดกลุ่มคู่ค้าจำแนกตามผลการทวนสอบรุ่นที่ 1/2560

[ Supplier Classification In ESG Risk Management ]

แบ่งออกเป็น 4 ส่วนคือ

1. ESG Concordance Suppliers

2. SCM Risk Suppliers

3. ESG Risk Suppliers

4. High ESG Risk Suppliers

 

การผลักดันความโปร่งใสตลอดสายโซ่อุปทาน
     ไทยออยล์ให้ความสำคัญในการรณรงค์ส่งเสริมให้การดำเนินธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์เป็นไปด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม และสนับสนุนการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ไทยออยล์ได้จัดทำแนวทางปฏิบัติของคู่ค้า
กลุ่มไทยออยล์ (Suppliers Code of Conduct) เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างกลุ่มไทยออยล์และคู่ค้าในการดำเนินธุรกิจบนหลักแห่งความยั่งยืน พร้อมทั้งการสื่อสารนโยบายการต่อต้านคอร์รัปชั่นให้คู่ค้าทราบอย่างสมํ่าเสมอผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น PTT Group CG Day เพื่อให้ทราบถึงหลักการและแนวปฏิบัติของกลุ่มไทยออยล์ส่งผลให้สามารถดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดี และยังเป็นแนวทางในการนำไปพัฒนาบริษัทของคู่ค้าในเรื่องดังกล่าวด้วย

 

      นอกจากนั้น ยังผลักดันและสนับสนุนให้คู่ค้าไทยออยล์ในกลุ่มสินค้าและบริการที่สำคัญ (Critical Commodity) ที่มีความพร้อม
ตามเงื่อนไขเข้าร่วมโครงการการสร้างแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต หรือ CAC เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนการจัดตั้งโดยรัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติตั้งแต่ปี 2553 และดำเนินการจัดตั้งโดยความร่วมมือของ 8 องค์กรชั้นนำในภาคเอกชนไทย ซึ่งการเข้าร่วมนี้สอดคล้องตามผลการสำรวจความสนใจคู่ค้าประจำปี 2560 ใน 3 ด้านซึ่งพบว่า ด้านธรรมาภิบาลนั้น โครงการ CAC ได้รับความสนใจสูงสุดเป็นอันดับแรก